System Change Life (ระบบเปลี่ยนชีวิต) - บทที่ 530 : ขอร่วมทาง (2)
“เจ้าถามทำอะไร?” สุ่ยเหลียนเอ๋อร์จ้องมองไป๋เฉิน
อย่างสงสัย
ไป๋เฉินไม่ลังเลที่จะตอบออกมา “ขอข้าร่วมทางไป
อาณาจักรผิงโจวด้วย”
“ไปอาณาจักรผิงโจว?” สุ่ยเหลียนเอ๋อร์กระจ่าง
เข้าใจแล้วว่าไป๋เฉินถามทำไม ที่แท้อยากขอร่วมทาง
ไปกับเธอนี่เอง
เธอพยักหน้าโดยไม่จำเป็นที่จะต้องคิด “ไม่มีปัญหา”
กับการพาคนไปด้วยคนสองคนไม่ใช่ปัญหา เพราะ
เธอเดินทางข้ามอาณาจักรมากับไม่กี่คนเท่านั้น
รวมตัวเธอก็มีอีกแค่สี่คน เป็นห้าคน ถ้านับรวมไป๋
เฉินกับเจี้ยนอู่ชวงเข้าไป ก็จะเป็นเจ็ดคน
แค่เจ็ดคน จะนับเป็นอะไรได้ต่อเรือปราณข้าม
อาณาจักรที่มีความจุบรรทุกคนได้มากกว่าหนึ่งร้อย
คน
รับฟังคำตอบรับของสุ่ยเหลียนเอ๋อร์ ไป๋เฉินพึงพอใจ
ยิ่ง ถ้าเขาได้อาศัยเรือปราณข้ามอาณาจักรของสุ่ย
เหลียนเอ๋อร์ไป เขาย่อมไม่จำเป็นที่จะต้องพึ่งเรือ
ปราณข้ามอาณาจักรของราชวงศ์อู่
“ขอข้ากับอู่ชวงพูดคุยกันตามลำพัง” หลังพึงพอใจ
แล้ว ไป๋เฉินก็บอกกล่าวกับสุ่ยเหลียนเอ๋อร์ ชัดเจนว่า
เขาต้องการเกลี้ยกล่อมเจี้ยนอู่ชวงให้ยอมรับสุ่ย
เหลียนเอ๋อร์เป็นอาจารย์
สุ่ยเหลียนเอ๋อร์ตอบรับในทันที เห็นได้ชัดว่าเธอมอง
ออกว่าไป๋เฉินต้องการจะพูดเรื่องอะไรกับเจี้ยนอู่ชวง
เธอหายตัวจากจุดเดิมที่ยืนอยู่ มาปรากฏในพื้นที่
ห่างไกลนับหลายหมื่นเมตรในทันที
สถานที่ที่เธอมาปรากฏตัวเป็นริมแม่น้ำ สุ่ยเหลียน
เอ๋อร์ทอดสายตามองลงไปในแม่น้ำ ขณะเดียวกันก็
คิดถึงไป๋เฉินขึ้นมา
คิดถึงในที่นี้ไม่ใช่คิดถึงรูปแบบคำนึงหา หากแต่เป็น
คิดถึงตัวตนของเขา
“อายุอยู่ในช่วงต้นยี่สิบ ด้วยการมาถึงระดับทะยาน
ฟ้าขั้นปลายได้ด้วยวัยเพียงแค่นี้ นับเป็นอัจริยะเหนือ
ฟ้าผู้หนึ่ง แต่ถ้าจะให้เทียบกับสี่สัตว์ประหลาดของสี่
ขุมอำนาจใหญ่ ย่อมไม่อาจเทียบเปรียบได้” สุ่ย
เหลียนเอ๋อร์พึมพำ
สี่ขุมอำนาจใหญ่ที่เธอพูดถึง แน่นอนว่าเป็นสี่ขุม
อำนาจใหญ่ของอาณาจักรผิงโจว ซึ่งสำนักวารี
กระจ่างของเธอก็เป็นหนึ่งในสี่ขุมอำนาจใหญ่นี้
สี่ขุมอำนาจใหญ่นี้ ย่อมเป็นสี่ขั้วอำนาจใหญ่ของ
อาณาจักรผิงโจว ค้านอำนาจต่อกันอย่างสิ้นเชิง
นอกจากนี้ ในแต่ละขุมอำนาจใหญ่ยังมีผู้ฝึกตนระดับ
ตัดสรรพสิ่งนั่งบัญชาการณ์
ถ้าเทียบความแข็งแกร่งระหว่างอาณาจักร
อาณาจักรผิงโจว ย่อมแข็งแกร่งกว่าอาณาจักรอู่โจว
เพราะอาณาจักรอู่โจวมีผู้ฝึกตนระดับตัดสรรพสิ่งแค่
คนเดียว ส่วนอาณาจักรผิงโจวนั้น อาจจะมีมากกว่า
ห้าคน!
ความต่างของความแข็งแกร่งไม่เล็กเลย กลับกัน มัน
ต่างอย่างใหญ่หลวง แต่ถึงอย่างนั้น อาณาจักรผิงโจว
ก็ไม่ได้ส่งผู้ฝึกตนระดับตัดสรรพสิ่งเข้ามายึดครอง
อาณาจักรอู่โจว
ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นเพราะอาณาจักรอู่โจวไม่มีค่าพอ
ดูที่ความต่างระหว่างผู้ฝึกตนระดับตัดสรรพสิ่ง ก็
พอจะรู้ได้ไม่ยากแล้วว่า อาณาจักรผิงโจวดีกว่า มีไอ
ปราณสวรรค์หนาแน่นกว่าอย่างที่อาณาจักรอู่โจว
ทาบเทียบไม่ติด!
“อย่างไรก็ดี ถึงจะเทียบไม่ได้ด้านการฝึกตน แต่เขาก็
น่ากลัวกว่าสี่สัตว์ประหลาด เพราะก้าวเดินมาใน
เส้นทางของกาลเวลา ตอนนี้เขาเพียงเป็นผู้เชี่ยวชาญ
กาลเวลา”
“ถ้าหากเขาบรรลุระดับตำนานเมื่อไหร่ ก็จะ
กลายเป็นผู้ใช้ศาสตร์แห่งกาลเวลา เมื่อถึงตอนนั้น
เขาต้องแข็งแกร่งและน่ากลัวกว่านี้มากแน่!” สุ่ย
เหลียนเอ๋อร์อดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็ม
ปอด
“ดีที่เราเชื่อคำพูดของท่านบรรพบุรุษ ไม่งั้นได้
กลายเป็นศัตรูกับผู้ฝึกตนแห่งกาลเวลาแล้ว”
หลังจากสูดลมหายใจเข้าลึก เธออดส่ายหน้าไปมา
ไม่ได้ บอกตามตรงว่าแม้เธอเป็นผู้ฝึกตนระดับตัด
สรรพสิ่ง ยังคงรู้สึกครั่นคร้ามต่อผู้ก้าวเดินในเส้นทาง
แห่งกาลเวลา แม้ต่อให้เขาจะอ่อนแอกว่าเธอก็ตาม
และอันที่จริง ผู้ฝึกตนที่ก้าวเดินไปในเส้นทางแห่ง
กาลเวลา สุ่ยเหลียนเอ๋อร์เพิ่งได้พบเห็นเป็นครั้งแรก
สาเหตุที่เธอรู้จักกลิ่นอายแห่งกาลเวลา ล้วนเป็น
เพราะบรรพบุรุษของเธออย่างสุ่ยเหมยเสียนำออกมา
ให้สัมผัสดู
เวลาได้ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง สุ่ยเหลียนเอ๋อร์ที่
ยืนจ้องมองแม่น้ำอยู่ พลันได้รับสัญญาณแจ้งเตือน
บางอย่างจากไป๋เฉิน ร่างกายของเธอเลือนหายไป
ในทันที มาปรากฏตัวอีกครั้งยังที่เดิมต่อหน้าของไป๋
เฉินกับเจี้ยนอู่ชวง
เพียงมาถึง สุ่ยเหลียนเอ๋อร์ก็มองเห็นขอบตาของ
เจี้ยนอู่ชวงบวมแดงเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าผ่านการ
ร้องไห้มา เด็กหญิงน้อยในตอนนี้ จับมือของไป๋เฉิน
อยู่
“ไปกันเลยเถอะ” ไป๋เฉินเปิดปากราบเรียบ
สุ่ยเหลียนเอ๋อร์ชะงักงันไปครู่หนึ่ง คิดไม่ถึงว่าพอเธอ
มาถึง ไป๋เฉินไม่อธิบายอะไรให้ฟังเลย ว่าพูดคุย
กับเจี้ยนอู่ชวงเป็นยังไงบ้าง กลับบอกให้ไปกันเลย
เสียนี่
แต่เธอจะสามารถพูดอะไรได้ ด้วยความกริ่งเกรงที่มี
ต่อไป๋เฉิน เธอจึงได้แต่พยักหน้ารับ โบกสะบัดมือวูบ
หนึ่ง ปราณสรรพสิ่งสีฟ้าก็พุ่งออกไปห่อหุ้มร่างกาย
ของไป๋เฉินและเจี้ยนอู่ชวงไว้ เตรียมที่จะพาไป๋เฉิน
และเจี้ยนอู่ชวงไป
อย่างไรก็ตาม สุ่ยเหลียนเอ๋อร์พลันหยุดมือลง ปราณ
สรรพสิ่งที่เดิมทีห่อหุ้มร่างกายของไป๋เฉินและเจี้ยน
อู่ชวงได้สลายหายไป
ไป๋เฉินไม่แปลกใจที่สุ่ยเหลียนเอ๋อร์หยุดมือลง
เนื่องจากเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่แข็งแกร่งสามสาย
กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้
กลิ่นอายที่แข็งแกร่งสามสาย ย่อมเป็นของคนสาม
คน ในสามคนที่มุ่งหน้ามาทางนี้ ไป๋เฉินสัมผัสได้ถึง
ระดับพลังของคนทั้งสามอย่างชัดเจน
สองคนในนี้เป็นผู้ฝึกตนระดับทะยานฟ้าขั้นกลางและ
ขั้นปลาย ส่วนอีกคนหนึ่งถึงกับเป็นผู้ฝึกตนระดับ
ตำนานขั้นปลาย!
“คนรู้จัก?” สุ่ยเหลียนเอ๋อร์หันหน้ามาถามไป๋เฉิน
สาเหตุที่เธอหยุดมือลง ล้วนเป็นเพราะการมาของคน
ทั้งสาม
ไป๋เฉินส่ายหน้าตอบ “ไหนเลยรู้จัก ไม่ใช่คนรู้จักของ
เจ้าหรือ?”
“ข้าหาได้รู้จักไม่!” สุ่ยเหลียนเอ๋อร์มองไป๋เฉินราวกับ
มองคนโง่คนหนึ่ง คิดในใจว่าเจ้าคนผู้นี้สมองเพี้ยน
หรือไร ถ้าเป็นคนรู้จักของเธอ เธอจะถามเขาออกมา
ทำไม?
ประจวบเหมาะกับคนทั้งสามมาถึง หยุดร่างเหนือ
ท้องฟ้า สายตาของคนทั้งสามมองลงไปที่พวกไป๋เฉิน
“อู่ชวง!” ไม่คาดว่าพอมองเห็นเจี้ยนอู่ชวง หนึ่งใน
สามคนจะตกตะลึง ดวงตาเบิกกว้างแทบพุ่งออกมา
ก่อนที่จะแผดเสียงออกมาสุดเสียง
ไป๋เฉินมองไปยังชายคนที่แผดเสียงออกมา หน้าต้อง
กระตุกเล็กน้อย เขารู้จักชายคนนี้ หนำซ้ำยังรู้จักดี
ชายคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากพ่อของเจี้ยนฉางฉี
กับเจี้ยนฉางเฉิน และอาจจะบอกได้ว่าเขาเป็นปู่ของ
เจี้ยนอู่ชวงด้วย
แต่เจี้ยนอู่ชวงหาได้รู้จักผู้เป็นปู่ของตัวเองที่มีชื่อ
ว่าเจี้ยนติ่งฉูไม่ เพราะเจี้ยนติ่งฉูไม่ยอมรับในตัว
หลานสาวคนนี้ เนื่องจากเธอมีลวดลายสีดำติดตัวมา
แต่เกิด
ทว่าในตอนนี้ เจี้ยนติ่งฉูย่อมอดตกตะลึงไม่ได้ใน
วินาทีที่ได้เห็นเจี้ยนอู่ชวง ไม่คาดฝันเลยว่าเจี้ยนอู่ช
วงจะกลายเป็นเด็กหญิงที่น่ารักมากคนหนึ่ง ไม่มี
ลวดลายสีดำใดๆ บนร่างกายอีกแล้ว!
เจี้ยนอู่ชวงถูกเสียงแผดร้องของเจี้ยนติ่งฉูขู่ขวัญจน
กลัว เธอได้แต่ซ่อนอยู่ข้างหลังของไป๋เฉิน และสิ่งที่
ทำให้เธอกลัวกว่าเสียงแผดร้องก็คือเห็นคนสามคน
ที่มา สวมใส่ชุดของสำนักกระบี่ฟ้า
เธอกลัวว่าสามคนนี้จะมาพาเธอกลับไป เธอจึงเกาะ
กุมชุดด้านหลังของไป๋เฉินแน่น ไม่ยอมปล่อย
ระบบเปลี่ยนชีวิต