System Change Life (ระบบเปลี่ยนชีวิต) - บทที่ 615 : เรื่องราวทั้งหมด
ด้วยที่กลุ่มนัมเบอร์นำการเปลี่ยนแปลงเข้ามาในปี 2027
นั้น ก็เกิดการต่อต้านอย่างแพร่หลาย เพราะการเปลี่ยนแปลง
นี้มากับโรคร้ายที่รักษาไม่หายอย่างโรคประหลาดจากรังสีพ
ลาสม่า
สามตระกูลใหญ่ของปักกิ่งในช่วงเวลานั้นอย่างตระกูลซู
ตระกูลถังและตระกูลหลงนั้น พยายามต่อต้านเต็มที่ แต่
สุดท้ายก็ถูกกลุ่มนายทุนนัมเบอร์ทำลายล้าง เป็นการบดขยี้
โดยสมบูรณ์!
ในสามตระกูลใหญ่แทบจะไม่มีคนรอดชีวิต ที่พวกซูซินถง
ยังมีชีวิตอยู่ ล้วนเป็นเพราะแยกตัวออกมาอยู่นอกตระกูล
การที่ตระกูลถูกทำลายแบบนี้ ย่อมไม่อาจปฏิเสธได้ว่าไม่มี
ความโกรธแค้น แต่ถึงจะมี พวกซูซินถงก็ไม่มีกำลังพอจะ
ต่อต้านหรือแก้แค้นพวกกลุ่มนายทุนนัมเบอร์ได้ ได้แต่ใช้ชีวิต
อย่างยากลำบาก ดูแลพวกเด็กๆ ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
หลังจากปี 2027 ไปสามปี ในปี 2030 ซูเสวี่ยหนิงก็จากไป
ด้วยโรคประหลาดจากรังสีพลาสม่า ถัดไปจากนั้นอีกสามปี ใน
ปี 2033 ก็เป็นหลงซูอิน และเมื่อสองปีที่แล้ว ปี 2035 หลี่
หลินก็จากไปอีกคน
ไม่เพียงไป๋เฉินของโลกนี้ พวกซูเสวี่ยหนิงสามคนเท่านั้น ไม่
ว่าจะเป็นพ่อกับแม่ของเขาหรือพ่อแม่ของหลี่หลิน ล้วนก็จาก
ไปด้วยโรคประหลาดหมดแล้ว
นี่คือเรื่องราวที่ไป๋เฉินได้รับฟังจากซูซินถงและซูเอ๋อเอ๋อ
เป็นเรื่องราวทั้งหมดแล้วอย่างแท้จริง
ไป๋เฉินนิ่งเงียบไปนานทีเดียว ไม่ได้ปริปากพูดอะไรออกมา
ในใจของเขาแน่นอนว่าคุกรุ่นไปด้วยความโกรธแค้นต่อกลุ่ม
นายทุนนัมเบอร์!
ซูซินถงและซูเอ๋อเอ๋อก็ไม่ได้พูดอะไร พวกเธอเข้าใจไป๋เฉิน
ว่าเขาต้องใช้เวลา หลังจากที่ได้รับฟังเรื่องราวทั้งหมด
เพราะต่อให้เขาจะเป็นไป๋เฉินจริง แต่ก็ไม่ใช่ไป๋เฉินของโลก
นี้ อาจจะบอกได้ว่ามาจากอีกโลกหนึ่งหรือพาราเรลเวิลด์อื่น
ตามที่เขาได้บอกกับพวกเธอ
เสียงถอนหายใจดังขึ้น ไป๋เฉินหลับตาลงครู่หนึ่ง ปรับ
อารมณ์ให้สงบ ก่อนจะลืมตาขึ้นมา มองไปยังซูซินถงกับซูเอ๋
อเอ๋อ
“แล้วตอนนี้อิ่นเย่วกับเสวี่ยเฉินอยู่ที่ไหน?” เขาถาม
ในตอนนี้ เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมหลานหลิงถึงได้คิดว่าเขาเป็น
ไป๋เสวี่ยเฉิน เพราะไป๋เสวี่ยเฉินเป็นลูกชายของเขานี่เอง และ
น่าจะเหมือนเขาเอามากๆ ด้วย
“พวกเราไม่รู้ว่าเสวี่ยเฉินไปไหน เขาหายตัวไปเกือบจะสอง
วันแล้ว ส่วนอิ่นเย่วไปเข้าค่ายที่โรงเรียน” ซูเอ๋อเอ๋อพูดด้วย
ความกังวลอยู่ไม่น้อย เนื่องจากไป๋เสวี่ยเฉินหายตัวไปเกือบจะ
สองวันแล้ว
ไป๋เฉินพลันลุกขึ้นยืนในทันที “ฉันจะออกไปค้นหาเอง”
“รบกวนด้วย พี่เขย” ซูซินถงพูด บอกตามตรงว่าการที่ไป๋
เฉินปรากฏตัว ทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจ การที่เธอเรียกเขาว่าพี่เขย
นี้ ไม่ใช่เพิ่งจะเรียก แต่เธอเรียกมาหลายปีแล้ว ในตอนที่เขายัง
มีชีวิตอยู่
ถึงแม้ว่าเขาจะอายุน้อยกว่าเธอหลายปี แต่พี่สาวอย่างซู
เสวี่ยหนิงบอกให้เรียก เธอก็ต้องเรียก
“พี่ชาย พี่จะอยู่กับพวกเราตลอดไปใช่ไหม?” ซูเอ๋อเอ๋อเงย
หน้าถามอย่างกังวล เธอกลัวว่าไป๋เฉินจะอยู่ไม่นานและกลับไป
ยังที่ที่เขาจากมา
“เรื่องนี้มันแน่นอนอยู่แล้ว” ไป๋เฉินพูด น้ำเสียงของเขา
จริงจังหนักแน่น แต่แน่นอนว่าเขาไม่อาจที่จะอยู่ที่พาราเรล
เวิลด์นี้ตลอดไปได้ ไม่ว่าจะยังไงเขาก็ต้องหาทางกลับไปให้ได้
สาเหตุที่เขาเลือกที่จะตอบออกมาแบบนี้ ล้วนแล้วแต่เป็น
เพราะไม่ต้องการให้ซูเอ๋อเอ๋อเสียใจ
ได้ยินคำพูดของเขา ไม่ว่าจะเป็นซูเอ๋อเอ๋อหรือซูซินถง ต่าง
ก็โล่งใจ
ไป๋เฉินพลันเดินเข้าไปหาเด็กหญิงน้อยไป๋ลั่วเอ๋อร์ ลูกสาว
ของตัวเขาในพาราเรลเวิลด์นี้กับหลี่หลิน เขาก้มตัวลงลูบศีรษะ
ของเธออย่างอ่อนโยน ส่งพลังปราณรักษาร่างกายของเธอ
เพราะเธอดูเหมือนว่าจะไม่สบายอยู่
มองดูเธออยู่สักพัก เห็นสีหน้าเธอดีขึ้นแล้ว เขาก็ลุกเดิน
ออกจากห้องไป แต่ก่อนไป เขาก็ไม่ลืมที่จะบอกให้ซูเอ๋อเอ๋อ
กับซูซินถงดูแลไป๋ลั่วเอ๋อร์ให้ดี ซึ่งทั้งสองคนแน่นอนว่ารับคำ
อย่างหนักแน่นจริงจัง
ไป๋เฉินที่ออกมาจากห้องเช่า ไม่เห็นใครสลบอยู่แล้ว พวกจู้
โก้วก็ไม่อยู่แล้ว คาดว่ารถพยาบาลคงจะมารับไปแล้ว
เนื่องจากในช่วงที่เขารับฟังสิ่งที่ซูเอ๋อเอ๋อกับซูซินถงบอก
เล่าเรื่องราวทั้งหมดอยู่นั้น เขาก็ได้ยินเสียงรถพยาบาลดัง
ขึ้นอยู่ข้างนอก
หลังจากออกมาจากพื้นที่บริเวณห้องเช่า ไป๋เฉินก็ทำให้
ร่างกายของตัวเองล่องหน พลันค่อยๆ เหาะขึ้นไปบนท้องฟ้า
จากนั้นกวาดผ่านจิตสัมผัสออกไปเป็นวงกว้าง เพื่อที่จะค้นหา
ลูกชายของเขาอย่างไป๋เสวี่ยเฉิน
จิตสัมผัสของไป๋เฉินที่เป็นผู้ฝึกตนระดับอมตะขั้นปลาย
ย่อมที่จะกว้างไกล เพียงไม่นาน เขาก็สัมผัสถึงสายสัมพันธ์ทาง
สายเลือดได้สองจุด หนึ่งอยู่ใกล้ๆ ส่วนอีกหนึ่งอยู่ไกลมาก
ทีเดียว
จุดที่อยู่ใกล้ๆ น่าจะเป็นลูกสาวคนรองของเขากับหลงซูอิน
ไป๋อิ่นเย่ว ส่วนจุดที่อยู่ไกลห่างออกไปมาก ย่อมไม่ต้องสงสัย
เลย ต้องเป็นลูกชายคนโตของเขาอยู่แล้ว
โดยไร้ซึ่งความลังเล ไป๋เฉินพุ่งทะยานร่างออกไปอย่าง
รวดเร็ว ความเร็วที่เขาใช้ออก ล้วนเป็นที่รวดเร็วมาก
ไม่นาน เขาก็ไปถึงโกดังเก็บสินค้าแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่นอก
เขตเมืองปักกิ่ง โกดังสินค้าใหญ่มาก มีป้ายขนาดใหญ่บ่งบอก
ว่ามันเป็นของตระกูลหวู่
‘ตระกูลหวู่?’ ไป๋เฉินหยุดนิ่งอยู่กลางอากาศ สายตามองลง
ไปยังโกดังสินค้าของตระกูลหวู่ ถ้าเขาจำไม่ผิด ตระกูลหวู่
น่าจะเป็นหนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ใหม่ และเป็นตระกูลของหวู่
หวังที่พยายามจะจับตัวหลานหลิง
ดีที่เขาไปช่วยไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นผลที่ตามมาคงจะน่ากลัว
สำหรับเธอ
เกี่ยวกับหลานหลิง ไป๋เฉินก็ได้ฟังมาว่าเธอเป็นเพื่อนของลูก
ชายเขาตั้งแต่เด็ก มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้น คาดว่าในอนาคต
มีความเป็นไปได้ที่จะแต่งงานกัน!
ไป๋เฉินไม่ได้มองโกดังสินค้าอยู่นานนัก เขาก็กวาดจิตสัมผัส
ลงไป
ในพริบตาต่อมา ใบหน้าของเขาก็มีความเย็นชาปรากฏวาบ
เขาสัมผัสได้ว่าในตอนนี้ไป๋เสวี่ยเฉินลูกชายของเขา กำลังถูกทำ
ร้ายร่างกายอยู่ภายในโกดัง มีสภาพร่างกายที่ย่ำแย่มาก ขา
และแขนถูกหักไปอย่างละข้าง
นอกจากนี้ หนึ่งในคนที่กำลังทำร้ายร่างกายลูกชายของเขา
อยู่ ยังมีหน้าตาที่เหมือนกับหวู่หวังค่อนข้างมาก เพียงแต่มีอายุ
ที่มากกว่าก็เท่านั้น คาดว่าคนผู้นี้ น่าจะเป็นพี่ชายของหวู่หวัง
ไป๋เฉินสองมือกำแน่น เขาไม่รอช้า รีบพุ่งลงไปในทันที
ความคิดของเขาคือฆ่าพวกที่ทำร้ายลูกชายของเขาให้หมด!
ภายในโกดังมีคนอยู่ห้าคน หนึ่งคนในที่นี้มีใบหน้าที่
เหมือนกับไป๋เฉินมาก ซึ่งเขาก็ไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากลูกชาย
ของไป๋เฉินกับซูเสวี่ยหนิง มีชื่อว่าไป๋เสวี่ยเฉิน
สภาพของไป๋เสวี่ยเฉินในตอนนี้ เพียงพอกับคำว่าน่าเวทนา
ใบหน้าบวมราวกับหัวหมู ที่จมูกและปากล้วนเต็มไปด้วยเลือด
แขนและขาอย่างละข้างล้วนหักผิดรูป เสื้อผ้าที่ใส่อยู่ก็มีเลือด
จำนวนมากติดอยู่
เขาถูกชายวัยกลางคนสองคน ซึ่งอยู่ในสเตจที่ 2 จับแขนไว้
คนละข้าง ในขณะที่มีชายคนหนึ่ง ซึ่งมีใบหน้าเหมือนหวู่หวัง
ซ้อมอยู่
“ไอ้สวะ ถ้าเกิดน้องชายของฉันหวู่หวั่นเป็นอะไรไป ฉันเอา
แกตายแน่ ไม่เพียงแค่แกเท่านั้น ยังมีครอบครัวของแกด้วย!”
จากคำพูดนี้ เป็นที่แน่นอนว่าชายคนนี้ชื่อหวู่หวั่น เป็น
พี่ชายของหวู่หวัง หลังจากที่เขารู้ว่าหวู่หวังถูกส่งตัวเข้า
โรงพยาบาลในห้องไอซียูและยังไม่ได้สติขึ้นมา เขาก็โกรธมาก
ส่งคนออกมาสืบสวนจนได้เรื่องราวว่าใครเป็นคนทำ เขาก็ส่ง
คนไปจับตัวมาในทันที
ไป๋เสวี่ยเฉินเดิมทีถูกหวู่หวังหักขาไปข้างหนึ่ง จึงพักรักษา
ตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ไม่กล้าบอกครอบครัว เนื่องจากไม่
ต้องการให้คนอื่นๆ เป็นกังวล แต่ไม่คาดฝันว่าจะถูกจับตัว
ออกมา และถูกซ้อมอย่างที่เห็นอยู่ในตอนนี้!