The Alchemist God ทะลุมิติเทพศาสตรา - EP.636 ไม่ผิดใจกัน
EP.636 ไม่ผิดใจกัน
“เมืองไป๋หลิงตกอยู่ในมือศัตรูแล้วและราชาชีไห่ทรงปลงพระชนม์พระองค์เอง…”
เจิ้งอี้ฝานกล่าวด้วยท่าทีสงบนิ่งราวกับรู้อยู่แล้วว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้น
มีเพียงหลัวซิน เว่ยโฉว และคนอื่นๆ ในกระโจมหลักที่ตกตะลึงไปชั่วขณะ
“เซี่ยงอวี้อยู่ที่ใด?” ฉินอินเอ่ยถาม
ผู้ส่งสารประสานหมัดพลางกล่าว “ผิงหนานโหวยึดเมืองเจี้ยงเก๋อได้สำเร็จแล้วทว่ากลับไร้วี่แววของฉินอี้ คาดว่าเขาน่าจะหนีไปทางป่าทิศตะวันออกของเมืองพ่ะย่ะค่ะ”
“มีข่าวคราวใดอีกหรือไม่?” ฉินอินเอ่ยถามแผ่วเบา
เจิ้งอี้ฝานกล่าว “ฝ่าบาท ขณะนี้หลงเซียนหลินนำกำลังพลสองแสนมุ่งไปยังมณฑลหลิงหนาน เขาอาจเลือกเดินทัพไปหนึ่งในสามที่นี้พ่ะย่ะค่ะ หนึ่งคือเมืองไป๋หลิง สองคือเมืองเจี้ยงเก๋อ และสุดท้ายคือป่าที่ฉินอี้หนีไป ไม่ว่าจะเกิดเหตุอันใดขึ้นเราก็ไม่ควรผลีผลาม กองทหารทั้งสองแสนของหลงเซียนหลินรับมือได้ยากมิใช่น้อย”
“ข้ารู้”
ขณะนั้นผู้ส่งสารกล่าวคำออก “ข้าแต่ฝ่าพระบาท เราเพิ่งได้รับสารขนนกอีกฉบับด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“มีความว่าอย่างไรบ้าง?”
“องค์หญิงซีนำกองทหารห้าพันนายโจมตีเมืองไป๋หลิงจากระยะไกลเพื่อปกป้องราชาชีไห่ เมื่อวานพระองค์เสด็จเข้าไปในเมืองเพียงลำพังเพื่อปกป้องพระศพของราชาชีไห่ ตอนนี้ยังไม่ทราบความคืบหน้าสถานการณ์พ่ะย่ะค่ะ”
“ว่าอย่างไรนะ?” ฉินอินลุกพรวดด้วยความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวในอก “เสี่ยวซี…ไปหาถังหลานหรือ?”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ส่งกองทหารหนึ่งหมื่นนายมุ่งหน้าไปยังเมืองไป๋หลิงกับข้า”
“ว่าอย่างไรนะ?!” ซูมู่หยุนผงะก่อนกล่าวด้วยความขุ่นเคือง “เสี่ยวอิน เจ้าไม่ควรทำเช่นนี้ เมืองไป๋หลิงตกอยู่ในมือจักรวรรดิอี้เหอแล้ว อีกทั้งเรายังไม่ทราบความเคลื่อนไหวของศัตรูตัวฉกาจอย่างลั่วหลานและโอวหยางเยียนเลย ฉะนั้นเราไม่ควรตัดสินใจบุ่มบ่าม การบุกไปยังเมืองไป๋หลิงอย่างอุกอาจเช่นนี้จะต่างอะไรกับการรนหาที่ตาย”
“ไม่ว่าอย่างไรข้าก็จะต้องเดินทางไปเมืองไป๋หลิง”
ฉินอินกล่าวด้วยดวงตาแดงก่ำ “บาปที่ข้าก่อขึ้น ข้าต้องเป็นผู้ชดใช้ จะปล่อยให้เสี่ยวซีรับกรรมจากสิ่งที่ข้าทำได้อย่างไร? ห้ามผู้ใดคัดค้านอีก นี่คือพระราชโองการของข้า พี่อาอวี่ ท่านต้องอยู่ที่นี่เพื่อนำทัพมังกรผงาดสกัดกั้นเฉียนเฟิงไว้ เข้าใจหรือไม่?”
“อืม”
หลินมู่อวี่พยักหน้าแม้จะเกิดความรู้สึกมากมายขึ้นในใจ “เจ้าต้องพาเสี่ยวซีกลับมาอย่างปลอดภัย ตอนนี้กองทัพเผ่าปีศาจเริ่มโจมตีมณฑลเทียนชู่แล้ว”
เจิ้งอี้ฝานประสานหมัดพร้อมกล่าว “ข้าแต่ฝ่าพระบาท กระหม่อมคิดว่าพระองค์ควรส่งกองกำลังไปเสริมทัพที่มณฑลเทียนชู่ก่อนพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทไม่ควรละทิ้งมณฑลเทียนชู่อันยิ่งใหญ่เพียงเพื่อช่วยองค์หญิงซี”
“หยุดพูด!” ฉินอินกล่าวเสียงดัง “ข้าจะไม่ทำให้เสี่ยวซีต้องผิดหวังเด็ดขาด หากท่านไม่ต้องการส่งกองทหารไปกับข้า ข้าก็จะไปด้วยตนเอง!”
“ฝ่าบาท…” ซูมู่หยุนพึมพำ “กระหม่อมจะไปกับพระองค์พ่ะย่ะค่ะ”
“อื้ม!”
…
ณ วันที่ยี่สิบหกกุมภาพันธ์ปีเจ็ดพันเจ็ดร้อยสามสิบหกตามปฏิทินจักรวรรดิ เมื่อกองทหารหนึ่งหมื่นนายของฉินอินเดินทางผ่านเมืองเจี้ยงเก๋อ ทหารผ่านศึกซูมู่หยุนก็ล้มป่วยอย่างหนัก สายลมในคืนนั้นพัดโหมกระหน่ำทำให้อากาศหนาวขึ้นเป็นเท่าตัว
แสงเทียนในกระโจมวูบไหวแผ่วเบา
ความชอกช้ำฉายบนใบหน้าชราของซูมู่หยุนภายใต้แสงเทียนริบหรี่ ฉินอินนั่งน้ำตาไหลขณะจับมือของเขาแน่น
“น่าเสียดายนัก…ที่ซูอวี่ไม่ได้อยู่ที่นี่…”
ซูมู่หยุนไออย่างรุนแรงขณะกล่าว “ข้าเหมือนจะ…เห็นภาพเหตุการณ์เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ข้าเห็น…ซูฉิน ซูอวี่ เสี่ยวอินและซูอวิ๋นแม่ของเจ้า ข้าเห็นพวกเขา…ขะ…ข้าเห็นองค์จักรพรรดิฉินจิ้นเสด็จมาหาตระกูลซูของเรา ข้าเห็น…ภาพวันที่เจ้าเกิด…”
“ท่านตา…ท่านตาไม่ต้องกล่าวสิ่งใดแล้ว” ฉินอินน้ำตาไหลรินออกมาราวกับสายฝน
“ไม่ ให้ข้ากล่าวเถิด หากไม่ได้กล่าวตอนนี้คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว” ซูมู่หยุนจับมือของฉินอินแน่นพลางกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ “ข้าเป็นตาที่ไม่ดี ตาเสียใจต่อทุกอย่างที่กระทำต่อตระกูลฉิน เสี่ยวอินอย่าถือโทษโกรธตาเลย ว่ากันว่าผู้ที่กำลังจะสิ้นลมมักกล่าวความจริงเสมอ ตา…แค่ก แค่ก พยายามมาทั้งชีวิตเพื่อให้ตระกูลซูเติบโตและเป็นใหญ่ ทว่า…หนทางข้างหน้าช่างมืดมนนัก ตาไม่มองไม่เห็นความหวังใดอีกแล้ว…จนกระทั่งตอนนี้ ตาเพิ่งเข้าใจ…แค่ก แค่ก แค่ก...”
ซูมู่หยุนกระอักเลือดออกมาและหอบอย่างหนัก ทว่ากลับพยายามสูดหายใจพร้อมกล่าวต่อ “ข้ารู้แล้วว่าเสี่ยวอินคืออนาคตของซูมู่หยุนผู้นี้ เลือดครึ่งหนึ่งของตระกูลซูไหลเวียนอยู่ในตัวเจ้า ข้า…เหตุใดข้าจึงทำเรื่องชั่วช้าไปมากมายถึงเพียงนั้น ช่างโง่เขลานัก…หากข้ารู้ ข้าคงไม่ปล่อยให้ฉินจิ้นไปยังทะเลสาบภูต ทะ…ทั้งหมดเป็นความผิดที่ข้าไม่อาจชดใช้ได้…”
ฉินอินสะอื้นไห้ “ท่านตาไม่ต้องกล่าวสิ่งใดแล้ว เสี่ยวอินรู้ดีกว่าใครว่าท่านตาคือซูมู่หยุนขุนนางผู้ปกครองมณฑลอวิ้นจงอย่างซื่อสัตย์และมันจะเป็นเช่นนั้นเสมอไป ข้ารู้และท่านพ่อก็รู้ดีเช่นกัน”
“ไม่จริงหรอก ในโลกนี้ไม่มีขุนนางคนใดซื่อสัตย์…” ซูมู่หยุนยิ้มออกมาอย่างเศร้าใจ “ข้าเกลียด…เกลียดที่ฉินจิ้นสังหารซูฉินบุตรชายคนเดียวของข้า… เสี่ยวอิน จะ…เจ้ายกโทษให้ตาได้หรือไม่? ”
“ได้เพคะ…” ฉินอินกล่าวตอบขณะน้ำตาไหลริน
“อืม หลัวซินมาหาข้าหน่อย”
หลัวซินก้าวไปข้างเตียงและคุกเข่าลงพลางจ้องมองชายชราด้วยดวงตาแดงก่ำ “ท่านพ่อ…”
“หลัวซิน บุตรของข้า…” ซูมู่หยุนกล่าวคำเบาราวกับกระซิบ “เจ้าสาบานต่อหน้าข้าได้หรือไม่ว่าจะจงรักภักดีกับตระกูลฉินและจักรวรรดิไปชั่วชีวิตของเจ้า…”
“ขอรับ หลัวซินผู้นี้สาบานว่าจะจงรักภักดีต่อตระกูลฉินและจักรวรรดิแห่งนี้ไปชั่วชีวิต!”
“อืม…”
รอยยิ้มโล่งใจผุดขึ้นบนใบหน้าของซูมู่หยุนก่อนที่เขาจะนิ่งไป
ซูมู่หยุนสิ้นชีพด้วยอาการป่วยเสียแล้ว!
ขณะนี้สองขุนนางผู้มีอำนาจแห่งจักรวรรดิฉินสิ้นลมหายใจไปแล้ว ถังหลานฆ่าตัวตายในขณะที่ซูมูหยุ่นเสียชีวิตด้วยอาการป่วยจากความหนาวเหน็บในค่ำคืนเดือนกุมภาพันธ์ ยุคที่ราชาทั้งสองปกครองจักรวรรดิฉินร่วมกันเดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว!
…
ณ วันที่ยี่สิบเจ็ดกุมภาพันธ์ปีเจ็ดพันเจ็ดร้อยสามสิบหก ฉินอินรวมกองกำลังกับเซี่ยงอวี้และนำทหารทั้งหกหมื่นนายไปถึงเมืองไป๋หลิงในตอนเที่ยง ที่ซึ่งพวกเขาได้พบกับทหารแห่งตระกูลถังห้าพันนายที่อยู่นอกเมือง
“ข้าแต่ฝ่าพระบาท”
ถังเจิ้นลงจากหลังม้าก่อนก้าวไปบนถนนนอกเมืองที่เต็มไปด้วยโคลนพลางประสานหมัด “เมืองไป๋หลิงแข็งแกร่งยิ่ง แม้จวนชีไห่จะส่งกำลังเสริมมาแล้ว เราก็ไม่อาจโจมตีพวกเขาได้สำเร็จ ขณะนี้มีกองทหารกว่าห้าหมื่นรวมตัวกันอยู่ที่จวนเป่ยฉี เราควรทำอย่างไรดีพ่ะย่ะค่ะ?”
“ได้ข่าวของเสี่ยวซีบ้างหรือไม่?”
“กระหม่อมทราบเพียงว่าองค์หญิงซีทรงสังหารผู้คนไปมากมายแล้วพ่ะย่ะค่ะ…”
“เช่นนั้นข้าจะเข้าเมืองไปก่อน ส่วนเจ้าก็โจมตีเมืองต่อไป” ฉินอินกล่าวคำเบา
หลัวซินกล่าวออกทันใด “ช้าก่อนพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท กระหม่อมคิดว่ามันอันตรายเกินไปหากพระองค์เสด็จเข้าเมืองไปเพียงลำพัง”
“ไม่ ข้าไม่มีทางเลือกแล้ว”
ฉินอินปลดชุดคลุมจักรพรรดินีอันหรูหราออกก่อนโยนลงบนพื้นโคลนอย่างไม่ไยดี นางก้าวไปเบื้องหน้าพร้อมส่งเสียงคำรามในลำคอแผ่วเบา “ฟึ่บ!” รอยแยกมิติปรากฏขึ้นพร้อมกับหญิงสาวที่หายตัวไปในพริบตา ความสามารถในการทะลุมิติของจอมยุทธ์ขอบเขตเทวะทำให้เซี่ยงอวี้ หลัวซิน ถังเจิ้น และคนอื่นๆ ยืนตกตะลึงไปชั่วขณะ
“ฟึ่บ!”
ฉินอินปรากฏตัวขึ้นในเมืองภายในเสี้ยววินาที ทว่าสิ่งแรกที่พบกลับเป็นกองซากศพมากมายพร้อมแมลงนานาชนิดที่บินไปทั่วบริเวณ กลิ่นคาวเลือดลอยแตะจมูกทันทีที่มาถึง ฉินอินพลันรู้สึกปวดร้าวในอกอย่างช่วยไม่ได้ นางโบยบินขึ้นไปในอากาศจึงทำให้เห็นซากศพของเหล่าทหารและพลเรือนกองพะเนินอยู่ตามถนนอย่างน่าสังเวช ยามนี้คงมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าเสี่ยวซีสังหารผู้คนไปมากมายเพียงใด
ซากศพกองเรี่ยราดอยู่ทุกหนแห่งตลอดระยะทางห้าลี้
ขณะนั้นนางเห็นกองทหารทรราชกำลังสั่นเทาด้วยความกลัวจากระยะไกล เทพธิดาจิ้งจอกเก้าหางผู้เลอโฉมตวัดกรงเล็บสีโลหิตยาวหลายเมตรฉีกร่างของทหารเหล่านั้นเป็นชิ้นๆ อย่างบ้าคลั่ง
“ฉัวะ!”
ถังเสี่ยวซีฝังเขี้ยวอันแหลมคมลงบนหลังคอของทหารรับจ้างนายหนึ่งก่อนฉีกเนื้อของเขาออกอย่างรุนแรง “ตุบ!” นางคายเศษเนื้อทิ้งลงบนพื้นก่อนเงยหน้าขึ้นเมื่อรู้สึกถึงผู้ที่มาเยือน ดวงตาสีทองจ้องมองฉินอินที่ยืนอยู่กลางอากาศ ฉับพลันรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าสวยที่แปดเปื้อนเลือด “ฉินอิน เจ้ามาที่นี่เพื่อเยาะเย้ยรึ?”
“เสี่ยวซี…”
ฉินอินมองอีกฝ่ายด้วยความตกตะลึง หัวใจของนางปวดร้าวราวกับถูกใบมีดทิ่มแทง “ขะ…ข้าไม่…”
“งั้นรึ?”
ถังเสี่ยวซีหัวเราะดังลั่นก่อนกล่าวออกด้วยแววตาดุร้าย “เจ้าให้ปู่ของข้านำกองกำลังเพียงหนึ่งหมื่นมาปกป้องเมืองไป๋หลิง ช่างเป็นการสังหารที่อำมหิตนัก! ฉินอินเจ้าก็เป็นหญิงผู้น่ารังเกียจไม่ต่างจากข้าตอนนี้หรอก ฮ่าๆๆ… เจ้าจะสังหารข้ารึ? เข้ามาสิ ได้ยินว่าฐานการฝึกตนของเจ้าพัฒนาขึ้นมาก แสดงให้ข้าดูหน่อยเป็นไง!”
ถังเสี่ยวซีที่อยู่เบื้องหน้าของนางตอนนี้ไม่ใช่ถังเสี่ยวซีอีกต่อไป
“เสี่ยวซี อย่า…” ฉินอินสั่นสะท้านไปทั่งตัว
“เข้ามา!”
ถังเสี่ยวซีตะโกนลั่น เปลวเพลิงพลันลุกโชนไปทั่วร่างกาย หญิงสาวกลายร่างเป็นเทพธิดาจิ้งจอกก่อนทะยานขึ้นไปบนฟากฟ้าพร้อมง้างกรงเล็บสีโลหิตอันแกร่งกล้าออก
จิตใต้สำนึกของฉินอินกระตุ้นผลึกมังกรนภาออกมาเบื้องหน้าของนางทันที!
“ตู้ม!”
เกิดระเบิดรุนแรงทันทีเมื่อพลังศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองปะทะกัน กรงเล็บสีโลหิตของถังเสี่ยวซีไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฉินอินแม้แต่น้อย พวกมันแตกออกจนไม่เหลือชิ้นดีในพริบตา ทว่าเมื่อหญิงสาวขยับแขนไปมาแผ่วเบา กรงเล็บอันแหลมคมพลันปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง “เจ้าเห็นศพของท่านปู่แล้วรึ? นี่คือสิ่งที่เจ้าต้องการใช่หรือไม่!?”
ถังเสี่ยวซีคำรามก่อนกระตุ้นผนึกแห่งเทพและผนึกแห่งสวรรค์พร้อมกันทันที!
“ตู้ม!”
ทว่าการโจมตีจากผนึกทั้งสองก็ยังไม่สามารถทะลุกำแพงผนึกมังกรนภาไปได้แม้แต่น้อย ฉินอินจ้องมองถังเสี่ยวซีพร้อมน้ำตาที่ไหลริน “เสี่ยวซี รีบกลับมาเถิด…”
ดวงตาสีทองของถังเสี่ยวซีเต็มไปด้วยความพยาบาทและเหยียดหยามขณะกล่าว “พอปู่ของข้าหมดประโยชน์ เจ้าก็ฆ่าเขาทิ้งอย่างเลือดเย็น คิดว่าหญิงผู้ต่ำช้าเยี่ยงเจ้าคู่ควรกับหลินมู่อวี่รึ?”
“ขะ…ข้าไม่คู่ควร…”
ฉินอินสะอื้นไห้อย่างขมขื่น
“ฉึก!”
ถังเสี่ยวซีพุ่งเข้ามาก่อนตวัดกรงเล็บสีโลหิตใส่อกของฉินอิน เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วก่อนหลั่งไหลออกมาจากนิ้วของนาง พลังป้องกันของผลึกมังกรนภาแข็งแกร่งเกินไป ขณะนั้นผลึกมังกรนภาทั้งเจ็ดพลันคำรามดังก้อง หากพลังระเบิดออกไป เสี่ยวซีคงไม่อาจต้านทานได้แน่
ทว่าฉินอินกลับปล่อยให้ผลึกมังกรนภาสลายหายไปอย่างเชื่องช้า
“เกิดเหตุอันใดขึ้น? สงสารข้างั้นรึ?”
ถังเสี่ยวซียกยิ้มชั่วร้ายก่อนตวัดกรงเล็บโจมตีฉินอินอีกครั้งพลางหัวเราะลั่น “พลังแห่งเทพจะปกป้องเจ้าได้ตลอดรึ?”
“หยุดเถอะ ฮึก เสี่ยวซี…” หยาดน้ำใสร่วงหล่นจากใบหน้าสวย ฉินอินกล่าวออกขณะพยายามกล้ำกลืนความเจ็บปวดแสนสาหัส “เราเคยสัญญาว่าจะไม่ผิดใจกันจำได้หรือไม่? เสี่ยวซี หยุดเถอะ ฮึก…ข้าเจ็บเหลือเกิน…”
เสี่ยวซีกล่าวออกด้วยแววตาเย้ยหยัน “กระตุ้นพลังเทพของเจ้าออกมาสิ!”
“หึ่ง…”
พลังวิถีแห่งเทพโบยบินออกจากทะเลจิตก่อนควบแน่นเป็นแสงสีทองส่องประกายระหว่างทั้งสอง การตายของนายในอนาคตอันใกล้ทำให้พลังวิถีแห่งเทพกำลังจะระเบิดตนเอง!
“เสี่ยวซี…”
ฉินอินยื่นมือที่เต็มไปด้วยเลือดไปสัมผัสแก้มของถังเสี่ยวซีแผ่วเบาพลางกล่าว “กลับมาเร็วเข้าเสี่ยวซี นี่ไม่ใช่เจ้า จากนี้…ข้าคงไม่สามารถอยู่เคียงข้างหลินมู่อวี่ได้อีกแล้ว… ขะ…ข้าฝากความรักทั้งหมดของข้าให้เจ้า…รักเขาด้วย…”
“หึ่ง!”
วิถีแห่งเทพเจ้าหมุนวนอย่างบ้าคลั่งและสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ กระบวนการทำลายตนเองเริ่มขึ้นแล้ว!
ขณะนั้นดวงตาสีทองของถังเสี่ยวซีจางลงในที่สุด นางรู้สึกตัวและร้องไห้ออกมาทันทีเมื่อเห็นว่าเล็บของตนฝังอยู่ในอกของฉินอิน “ขะ…ข้า…ไม่ เสี่ยวอิน…ข้า”
“ฟึ่บ!”
ผลึกมังกรนภาส่องประกายเจิดจ้าไม่รู้จบก่อนที่ฉินอินจะสิ้นใจและควบแน่นเป็นเกราะผลึกปกป้องร่างของถังเสี่ยวซี ทันใดนั้นพลังวิถีแห่งเทพหมุนวนก่อนระเบิดออกอย่างรุนแรง
ถังเสี่ยวซีได้แต่จ้องมองภาพเบื้องหน้าที่นางคงไม่อาจลบเลือนไปชั่วชีวิต ร่างของฉินอินแหลกสลายในพริบตาด้วยแรงระเบิดของวิถีแห่งเทพ ทว่าผลึกมังกรนภาซึ่งเป็นพลังเฮือกสุดท้ายของฉินอินยังคงวนเวียนอยู่รอบกายของนาง
…
“ตู้ม!”
เสียงระเบิดดังสนั่นทะลุชั้นฟ้า อานุภาพการระเบิดของพลังวิถีแห่งเทพนั้นรุนแรงยิ่ง ผืนแผ่นดินกลายเป็นผงธุลีในชั่วพริบตา อาณาเขตในรัศมีสิบลี้ราวกับถึงคราของวันสิ้นโลก ทุกสรรพสิ่งล้วนถูกทำลายสิ้น แผ่นดินถูกเจาะลึกลงไปจนถึงขุมนรกอันแดงฉาน พายุสายฟ้าโหมกระหน่ำลงมาจากท้องนภาอย่างไม่รู้จบ
…
หลินมู่อวี่ที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะทรายพลันรู้สึกปวดร้าวไปถึงหัวใจ