The first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์ - ตอนที่ 451 สายลับในท่อระบายน้ำ
สมาคมตระกูลจงยังคงกระชับวงล้อมเข้ามา ชาวป้อมปราการ
ตามอาคารสองข้างทางมองเริ่นเสี่ยวซู่พุ่งทะยานผ่านวูบไปจนทิ้ง
ภาพติดตาไว้ พวกเขามองเด็กหนุ่มผู้พลิกกลับตาลปัตรป้อมปราการ
อย่างทึ่งๆ
หรือว่าผู้มีพลังพิเศษผู้นี้ทรงพลังเหนือว่ากองทัพแห่งสมาคม
ตระกูลจงไปแล้ว
ทหารสมาคมตระกูลจงค่อยๆ ตั้งด่านตามแยกต่างๆ ถึงกับตั้ง
ที่มั่นปืนกลหนักตามสถานที่สำ คัญหลายแห่ง ซีกตะวันออกของ
ป้อมปราการ 146 กลายเป็น ‘กรงขัง’ กรงหนึ่งแล้ว
เริ่นเสี่ยวซู่หรี่ตาวิ่งพุ่งไป เขาพยายามฝ่าแนวยิงสองแนว แต่
ปัญหาคือมันราวกับทหารสมาคมตระกูลมาอย่างไม่จบไม่สิ้น
อย่างไรคนก็ต้องเหนื่อย ต่อให้เป็นเริ่นเสี่ยวซู่ที่ทรหดยิ่งก็ต้อง
เหนื่อยในที่สุดแต่ว่าทหารสมาคมตระกูลจงกำลังทำตัวไม่ถูก ทหารกลุ่มอื่นที่
ยังไม่เจอเริ่นเสี่ยวซู่ล้วนเกิดอาการหวาดผวาเพราะได้ยินจากวิทยุว่า
ทหารทุกนายที่เจอเขาล้วนชีวิตดับดิ้น นี่ศัตรูยังเป็นมนุษย์อยู่
หรือเปล่า
แต่ขณะที่เริ่นเสี่ยวซู่กำลังหลงทางอยู่นั้น ฝ่าท่อระบายน้ำ
ตรงหน้าเขาก็ถูกผลักเปิดออกมาอย่างกะทันหัน เริ่นเสี่ยวซู่รู้สึกว่า
ภาพนี้มันคุ้นๆ ชอบกล
คนที่อยู่ในท่อระบายน้ำโบกมือให้เขายกใหญ่ “มานี่เร็วๆ!”
เริ่นเสี่ยวซู่กระโดดลงไปทันที แต่พอเขาเข้าไปใต้ท่อระบายน้ำ
แล้ว ก็เขาไปคว้าคอคนผู้นั้นทันที “นายเป็นใคร”
แรงบีบคอนี้ทำเอาเขาหน้าแดงก่ำ “เถ้าแก่หลัวฝากข้อความ
มาให้”
“ข้อความอะไร” เริ่นเสี่ยวซู่ยกตัวเขาขึ้นอย่างไม่เปลืองแรง
“เขาบอกว่านายอย่าตาย และถ้าจะตายก็อย่าลืมทิ้งยาดำ
เหลือไว้เขาหน่อยด้วย”
เริ่นเสี่ยวซู่โมโหจนหัวเราะขึ้นมา “พวกเราต้องไปทางไหน”“ซ้ายๆ!”
เริ่นเสี่ยวซู่ยึดอาวุธของคนผู้นี้มาหมดก่อนจะเลี้ยวตัวไป
ทางซ้าย ไม่ใช่ว่าจะตอบแทนคุณธรรมด้วยด้วยความแค้น ทว่า
ตอนนี้ทุกย่างก้าวเขาต้องระมัดระวังสุดตัว หากคนผู้นี้เป็นคนที่
สมาคมตระกูลจงตั้งใจส่งมาหลอกเขาขึ้นมาล่ะ
แม้จะถูกแบกไปมาแบบนี้ก็ไม่ทำให้ชายผู้นี้โกรธอะไร “ท่านชิ่ง
เจิ่นบอกว่าเดี๋ยวนายต้องมาป้อมปราการ 146 สักวันแน่ๆ เขาบอ
กว่าถ้าเจอนายแล้วก็ให้เข้าช่วยเลย แต่ฉันไม่นึกว่านายจะสร้าง
เรื่องใหญ่ขนาดนี้”
“อ้อ? ฉันสร้างเรื่องใหญ่เหรอเนี่ย” เริ่นเสี่ยวซู่พูดอย่างไม่รู้ไม่ชี้
“นี่ยังไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกเหรอ” ชายผู้นั้นยิ้มกระอักกระอ่วน
“ตอนนี้บุคคลระดับสูงของสมาคมตระกูลจงรู้สึกไม่ปลอดภัยกัน
หมดแล้ว ต่างกลัวว่าประมาทเมื่อไรโดนนายสอยแน่ ก่อนฉันมารับ
นาย นายฆ่าทหารรักษาการณ์ไปหลายร้อยนายเลยใช่ไหมล่ะ ต่อให้
นายมีพวกอาคารบ้านเรือนเป็นตัวกำบังตอนจัดการกองพลน้อยนั่นแต่นายก็ยังเป็นคนที่น่ากลัวที่สุดที่ฉันเคยเจอตั้งแต่เกิดมาอยู่ดี
เรียกว่านายเป็นเทพสงครามก็ว่าได้”
เริ่นเสี่ยวซู่ตากระตุก คนผู้นี้ปากฉอเลาะจริงแท้ แต่รู้ข้อมูลมาก
เช่นนี้คงมีตำแหน่งไม่ต่ำในสมาคมตระกูลจง ไม่อย่างนั้นคงไม่ทราบ
ข้อมูลคนระดับเบื้องบนมากขนาดนี้ เขาถามสายลับว่า “ทางซ้ายนี่
จะพาไปที่ไหน”
“พวกเราก็ออกไปจากแนวล้อมพวกเขาก่อน” สายลับว่า “ฉัน
เตรียมที่ซ่อนตัวไว้สำ หรับรอให้เรื่องมันซาลงไปไว้แล้ว”
“ฉันไม่มีเวลารอ” เริ่นเสี่ยวซู่พูด “บอกมาว่าพวกเบื้องบน
สมาตระกูลจงอยู่ที่ไหน”
สายลับจากสมาคมตระกูลชิ่งที่ถูกหิ้วไปมาหวั่นใจ “เบื้องบน
สมาคมตระกูลจง? ตอนนี้นายยังไม่เลิกคิดเรื่องฆ่าพวกเขาอีกเหรอ
อย่างน้อยตอนนี้ต้องมีทหารครึ่งกองพลน้อยคุ้มกันพวกเขาอยู่ ส่วน
อีกครึ่งก็คอยตามจับนายอยู่นะ คิดว่าตัวเองเป็นเทพเทวาเหรอไง”
เริ่นเสี่ยวซู่เงียบไป ส่วนสายลับสมาคมตระกูลชิ่งเห็นว่าไม่มี
เสียงตอบรับก็ยิ้มกระอักกระอ่วน “อีกอย่างนะ ตอนนี้พวกเบื้องบนของสมาคมตระกูลจงต่างแยกย้ายกันอยู่ทั่วป้อมปราการ ถ้าฆ่าใคร
ไปสักคน กองกำลังทั้งป้อมปราการต้องแห่กันมาใส่นายแน่
ถึงตอนนั้นฉันเองก็ช่วยนายออกจากวงล้อมไม่ได้แล้ว ท่านชิ่งเจิ่น
บอกให้ฉันเห็นชีวิตตัวสำ คัญกว่าภารกิจ…”
เริ่นเสี่ยวซู่เดินฟังต่ออย่างไม่พูดอะไร แต่ก็โพล่งถาม “ทางไหน
ถึงจะเป็นฐานของพวกทหารรักษาการณ์”
สายลับสมาคมตระกูลชิ่งอ้าปากพะงาบๆ “นี่คิดจะไปโจมตี
ฐานทัพตอนที่ไม่มีใครงั้นเหรอ!”
ฐานทัพทหารรักษาการณ์คืออะไร ก็คือคลังกระสุนบวกกับเป็น
ศูนย์บัญชาการกลยุทธ์ด้วย และถ้าจงเฉิงไม่อยู่ที่นั่น เขาก็จะสร้าง
ปัญหาให้กับกองพลน้อยรักษาการณ์ป้อมปราการ 146 ด้วย
ฆ่าทหารเสนาธิการและทหารระดับบัญชาการเสียเลย
เริ่นเสี่ยวซู่รู้ดีว่านี่ไม่ใช่สิ่งสำ คัญที่สุดที่เขาควรทำ แต่โจมตีจุด
เปราะบางของศัตรูเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้แล้ว
ใครจะไปคิดว่าเขาใจกล้าขนาดบุกเข้าไปฐานทัพทหาร
รักษาการณ์ศัตรูด้วยตัวเอง ไม่ว่าคนผู้หนึ่งจะกล้าหาญแค่ไหน ก็คงไม่กล้าทำถึงขนาดนี้ไหม
เริ่นเสี่ยวซู่เข้าใจดีมีเพียงแต่ต้องสร้างความโกลาหลให้ทหาร
สมาคมตระกูลจงวิ่งวุ่นถึงจะสร้างโอกาสหนึ่งขึ้นมาได้
เวลาเขากำลังหมดลง ตอนนี้กองทหารของสมาคมตระกูล
จงคงใกล้ข้ามทะเลทราบโกบีไปถึงป้อมปราการ 178 แล้ว ทางเดียว
จะทำให้จงเฉิงเรียกพวกเขากลับมาคือโจมตีที่นี่ให้หนัก!
กาลเวลาไม่เคยคอยใคร
แต่สายลับยังคงบ่นออด “ต่อให้ตอนนี้ฐานทัพไร้การป้องกัน
แต่ก็ยังมีทหารอย่างต่ำๆ ก็ห้าร้อยประจำ การอยู่นะ ถ้าไปที่นั่นมัน
ไม่ต่างไปจากการฆ่าตัวตายเลย”
“ทางไหน”
“เลี้ยวขวาข้างหน้า…”
ระหว่างเดินไปเริ่นเสี่ยวซู่ก็ควักยาดำออกมาหกขวดยัดใส่มือ
สายลับผู้นั้น เขาไม่มีเวลาเปลี่ยนขวดยา จึงแลกจากพระราชวังเสร็จ
ก็ให้เดี๋ยวนั้นเลย
“ขอบคุณ” เริ่นเสี่ยวซู่ว่าสายลับพูดอย่างยินดี “ฮี่ๆ ไม่เท่าไรๆ พอใกล้ถึงแล้วก็วางฉัน
ลงด้วยนะ ฉันหาทางกลับเองได้” มียาดำอยู่ในมือแบบนี้ พอกลับไป
ถึงสมาคมตระกูลชิ่งแล้ว เถ้าแก่หลัวต้องให้รางวัลเขาอย่างงามแน่
เขาคงไม่มีอะไรให้ต้องกังวลไปเกือบทั้งชีวิตแล้ว
เรื่องอื่นช่างประไร อย่างไรท่านชิ่งเจิ่นกับเถ้าแก่หลัวก็ไม่มีทาง
ปฏิบัติต่อข้ารับใช้ผู้ภักดีแย่ๆ อยู่แล้ว
เริ่นเสี่ยวซู่ขอบคุณที่สายลับเสี่ยงชีวิตมาช่วยตน แม้ยังมี
ข้อเท็จจริงที่ว่าเขายังไม่ทันได้ใช้ไพ่ไม้ตายก็ทำให้กองพลน้อย
สมาคมตระกูลจงล้อมจัดการเขาอย่างหืดขึ้นคอแล้ว
แต่ถ้าเขาเกิดบาดเจ็บตอนฝ่าวงล้อมขึ้นมา แล้วศัตรูใช้หมาล่า
เนื้อตามไล่ล่าด้วยต่อ แบบนั้นแผนการต่อไปของเขาก็มีแต่
จะยากลำบากขึ้น อีกทั้งสายลับผู้นี้ก็ถือว่าเสี่ยงมากในสถานการณ์
เช่นนี้ ในเมื่อเขาพร้อมเสี่ยงชีวิตช่วยตน เริ่นเสี่ยวซู่ย่อมจำ ใส่ใจไว้
หลังจากเดินมาได้หลายสิบกิโลเมตรพร้อมกับเลี้ยงไปมาอยู่
หลายล้อม สายลับก็พูดอย่างคุ้ยเคยว่า “ถึงแล้ว ฐานทัพทหาร
รักษาการณ์ของสมาคมตระกูลจงอยู่ตรงหน้าเราแล้วถึงท่อระบายน้ำจะตัดผ่านใต้ฐานทัพ แต่ว่าตรงกลางติดตะแกรง
เหล็กเส้น ไม่มีทางผ่านไปได้เลย นายต้องหาวิธีผ่านไปเองแล้วล่ะ”
เริ่นเสี่ยวซู่พยักหน้าก่อนจะวางตัวสายลับลงกับพื้น “กลับไป
บอกเจ้าอ้วนหลัวกับชิ่งเจิ่นว่าในอนาคตฉันจะตอบแทนแน่”
วันนี้สองพี่น้องนั่นไม่ได้ติดค้างอะไรเขาแล้ว กลับกันเป็นเริ่น
เสี่ยวซู่ที่ติดหนี้บุญคุณใหญ่กับชิ่งเจิ่นและหลัวหลาน ไม่ว่า
จะเป็นการช่วยเหลือยึดแม่น้ำเป่ยวานจากสมาคมตระกูลชิ่ง ไหนจะ
สายลับที่พวกเขาส่งมาเสี่ยงชีวิตตัวเองช่วยเขา เริ่นเสี่ยวซู่ไม่อาจ
เมินเฉยสองพี่น้องผู้นี้ได้
พริบตาให้หลัง สายลับก็เห็นเริ่นเสี่ยวซู่ดึงดาบทมิฬออก
มาจากอากาศธาตุ จากนั้นก็ฟันใส่ตระแกรงเหล็กตรงหน้าราวกับ
เป็นกระดาษ สายลับแห่งสมาคมตระกูลชิ่งอ้าปากค้าง กลายเป็นว่า
พื้นที่ที่เขาเข้าไปไม่ได้นั้นสร้างปัญหาให้กับเริ่นเสี่ยวซู่ไม่ได้แม้แต่
กระผีกเดียว แต่คิดๆ ดู ใครเขาแม่*จะเหิมเกริมขนาดต่อสู้กับทั้ง
กองพลน้อยด้วยตัวคนเดียวล่ะ!แต่ก่อนเริ่นเสี่ยวซู่จะคืบหน้าไปต่อ เขาก็หันกลับไปถามสายลับ
ว่า “สหายชื่ออะไร”
“เจิ้งย่วนตง” สายลับว่า
“ฉันจะจำ ชื่อนายไว้” จากนั้นเริ่นเสี่ยวซู่หันตัวและหายลับ
เข้าไปในเงามืด