Y เมื่อหมอดูที่ทายไม่เคยแม่นอย่างผม ดันเบิกเนตรเห็นคดีฆาตกรรมกลางไลฟ์สด! - ตอนที่ 4 มีเกณฑ์เมามายจนเสียอาการ (และเสียจูบ)
- Home
- Y เมื่อหมอดูที่ทายไม่เคยแม่นอย่างผม ดันเบิกเนตรเห็นคดีฆาตกรรมกลางไลฟ์สด!
- ตอนที่ 4 มีเกณฑ์เมามายจนเสียอาการ (และเสียจูบ)
วันนี้เป็นวันที่สี่ที่เสิ่นฟานหมิงพักอยู่ที่บ้านของกู้ซื่อเหิง ในที่สุดกู้ซื่อเหิงก็ค้นพบว่าผู้ชายคนนี้ไม่ได้เก่งกาจแบบธรรมดาเลยจริง ๆ
วันแรก เสิ่นฟานหมิงออกไปข้างนอกตั้งแต่เช้าและกลับมาตอนค่ำ ทั้งคู่แทบไม่ได้เผชิญหน้ากันเลย
วันที่สอง ตอนที่กู้ซื่อเหิงตื่นนอน เขาพบว่าในห้องครัวมีของเพิ่มขึ้นมาหลายอย่าง ทั้งชุดชงกาแฟชุดใหม่เอี่ยม เมล็ดกาแฟเยอร์กาเชฟเฟ [1] จากเอธิโอเปียแบรนด์หรูหนึ่งกล่อง ซึ่งถ้ากู้ซื่อเหิงจำไม่ผิด กาแฟของแบรนด์นี้ราคาน่าจะประมาณ 500 หยวนได้ และเครื่องบดกาแฟแบบมือหมุน ชั้นวางในตู้เย็นที่เคยว่างเปล่าถูกเติมจนเต็ม ทั้งผักออร์แกนิก ผลไม้สด เนื้อสัตว์ ไข่ และนมชนิดต่าง ๆ ไปจนถึงน้ำแร่ที่มีฉลากภาษาฝรั่งเศสวางอยู่ขวดหนึ่ง
กู้ซื่อเหิงยืนจ้องตู้เย็นตาค้างอยู่นาทีเต็ม ๆ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาส่งข้อความวีแชทหาแม่เงียบ ๆ [แม่ครับ คุณเสิ่นฟานหมิงคนนี้เขามีอาการรักสะอาดแถมยังเป็นโรค OCD [2] ทำหรือเปล่า?]
แม่กู้ตอบกลับในทันที [ทำไมล่ะ เขาเริ่มเก็บกวาดบ้านแล้วเหรอ?]
[แม่รู้ได้ยังไงครับ?]
[อาสะใภ้เล่าให้ฟังน่ะ เด็กคนนี้รักความสะอาดมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เห็นอะไรเลอะเทอะไม่ได้เลย] ตามด้วยสติกเกอร์รูปปิดปากหัวเราะยาวเป็นพรืด [เสวยสุขไปเถอะลูกรัก นี่มันบริการพ่อบ้านระดับพรีเมียมแถมยังฟรีด้วยนะ!]
กู้ซื่อเหิงยังไม่ทันได้ตอบ ข้อความถัดมาก็เด้งตามมาอีก [แถมยังหล่ออีกต่างหาก ลูกคิดดูสิถ้าเขาใส่ชุดพ่อบ้านรัด ๆ ต้องเซ็กซี่มากแน่ ๆ ลูกชายแม่ รีบคว้าโอกาสนี้เอาไว้ซะ!]
กู้ซื่อเหิงกลอกตาพลางยัดโทรศัพท์ใส่กระเป๋า คุณแม่บ้านอื่นไม่เป็นยังไง แต่คุณแม่บ้านนี้สนับสนุนให้ลูกชายมีแฟนมากสุด ๆ ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย คุณนายกู้ก็ได้หมด
วันที่สาม เรื่องที่เกินเบอร์ยิ่งกว่าก็เกิดขึ้น คอมพิวเตอร์ของเขานับตั้งแต่ซื้อมาก็มีอาการกระตุกมาตลอด ใช้เวลาเปิดเครื่องสามนาที เปิดเว็บหนึ่งนาที และตอนไลฟ์สดก็มักจะหลุดบ่อย ๆ เขาชินกับมันเสียนานแล้ว ถ้าค้างก็แค่รีสตาร์ท ถ้ารีสตาร์ทไม่หายก็ตบไปสองที นี่คือสามเคล็ดลับวิชาในการใช้คอมพิวเตอร์ของเขา
คืนนั้นตอนที่เขากำลังจะเริ่มไลฟ์ คอมพิวเตอร์ก็เกิดอาการค้างสนิท พัดลมหมุนเสียงดังวึ่ง ๆ แต่หน้าจอนิ่งไม่ขยับ ขณะที่เขากำลังจะเริ่มวิชาตบ เสิ่นฟานหมิงก็เดินผ่านมาพอดี
“คอมฯค้างเหรอครับ?” เสิ่นฟานหมิงหยุดฝีเท้า
“ครับ โรคเก่าน่ะครับ” กู้ซื่อเหิงเงื้อมือขึ้น “ตบสักสองสามทีเดี๋ยวก็หาย”
มือเขายังไม่ทันตกลงไป เสิ่นฟานหมิงก็เดินเข้ามาโน้มตัวลงมองหน้าจอ
“ฮาร์ดดิสก์ใกล้เต็มหรือเปล่าครับ?”
“เอ๋? ก็น่าจะนะครับ” กู้ซื่อเหิงเกาหัว “ผมเซฟวิดีโอไลฟ์สดไว้เยอะมาก ยังไม่ได้ลบทิ้งเลย”
เสิ่นฟานหมิงไม่พูดพร่ำทำเพลง เขานั่งลงข้างกู้ซื่อเหิงทันที นิ้วมือเรียวยาวเคาะลงบนคีย์บอร์ดไม่กี่ครั้ง กู้ซื่อเหิงมองมือที่กำเมาส์นั้นวาดไปมา หน้าจอก็ปรากฏหน้าต่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนเด้งขึ้นมาทีละอัน
“วิดีโอพวกนี้คุณอัปโหลดไปเก็บไว้ในคลาวด์ได้ครับ ในเครื่องเก็บไว้แค่ของเดือนล่าสุดก็พอ” เสิ่นฟานหมิงพูดพลางขยับมือไม่หยุด “แล้วก็ รายการโปรแกรมตอนเริ่มเปิดเครื่องของคุณมันเยอะเกินไป ปิดซอฟต์แวร์พวกนี้ทิ้งได้เลย ส่วนแคชของเบราว์เซอร์ก็ควรล้างบ้าง สะสมไว้ตั้งสิบกว่ากิกะไบต์แล้ว”
กู้ซื่อเหิงมองการจัดการที่ลื่นไหลราวกับสายน้ำด้วยความตะลึงพรึงเพริดจนลืมพูดไปชั่วขณะ
สิบนาทีต่อมา เสิ่นฟานหมิงก็เลื่อนคอมพิวเตอร์กลับมาตรงหน้าเขา
“เรียบร้อยแล้วครับ ลองรีสตาร์ทดู”
กู้ซื่อเหิงทำตาม คราวนี้ใช้เวลาเปิดเครื่องเพียงยี่สิบวินาที พอเปิดเบราว์เซอร์ หน้าเว็บก็เด้งขึ้นมาทันใจ ลื่นไหลราวกับเปลี่ยนเครื่องใหม่
เขาอ้าปากค้าง สายตาที่มองเสิ่นฟานหมิงเริ่มมีประกายระยิบระยับ
“เสิ่นฟานหมิง” เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “คุณคือคนที่เก่งที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมาเลย”
เสิ่นฟานหมิงเลิกคิ้ว “ผมก็แค่ล้างเครื่องให้เฉย ๆ ครับ”
“ไม่แค่นั้นหรอกครับ!” กู้ซื่อเหิงชูนิ้วขึ้นมานับ “คุณทั้งเก็บกวาดบ้าน ซื้อกับข้าว ทำกับข้าว แถมยังซ่อมคอมพิวเตอร์เป็นอีก! คุณมันพวกสารพัดประโยชน์ชัด ๆ!”
เสิ่นฟานหมิงกระตุกมุมปากที่หาได้ยาก ดูเหมือนอยากจะยิ้มแต่ก็ฝืนไว้
“เรื่องพวกนี้ไม่ใช่ทักษะพื้นฐานในการเอาชีวิตรอดหรอกหรือครับ?”
กู้ซื่อเหิง “…”
ทักษะการเอาชีวิตรอดของเขาคงมีแค่การสั่งอาหารดิลิเวอรีกับกดปุ่มรีสตาร์ทเท่านั้นแหละ
วันที่สี่ หรือก็คือวันนี้ กู้ซื่อเหิงตัดสินใจที่จะตอบแทนรูมเมทสารพัดประโยชน์คนนี้เสียหน่อย
วิธีตอบแทนของเขานั้นแสนเรียบง่าย นั่นคือชวนเสิ่นฟานหมิงดื่มเหล้า
ในตู้เย็นมีเบียร์อยู่สองสามกระป๋องที่เขาตุนไว้ก่อนหน้านี้และยังไม่ได้ดื่ม เขาขุดมันออกมาแล้วสั่งกับแกล้มผ่านแอปดิลิเวอรี ทั้งหมูย่าง ถั่วแระญี่ปุ่น และยำแตงกวา ซึ่งล้วนเป็นของโปรดที่เขาชอบกินเป็นประจำก่อนที่เสิ่นฟานหมิงจะมา
ตอนที่เสิ่นฟานหมิงกลับมา กู้ซื่อเหิงจัดการเคลียร์พื้นที่บนโต๊ะน้ำชาเรียบร้อยแล้ว พร้อมวางเบียร์และกล่องอาหารไว้พร้อมสรรพ
“นี่คือ…?” เสิ่นฟานหมิงมองการเตรียมการนี้แล้วเลิกคิ้วขึ้น
“ขอบคุณที่ช่วยซ่อมคอมพิวเตอร์ให้นะครับ!” กู้ซื่อเหิงกวักมือเรียกอย่างกระตือรือร้น “มา ๆ ๆ มานั่งดื่มด้วยกันสักแก้ว ไม่ต้องเกรงใจครับ!”
เสิ่นฟานหมิงมองของบนโต๊ะน้ำชา มุมปากกระตุกเล็กน้อย
“ของที่คุณสั่งมา ดูเหมือนจะเป็นอาหารแช่แข็งนะครับ”
“อาหารแช่แข็งแล้วยังไงล่ะครับ แค่เอาออกมาอุ่นกินแล้วได้แล้ว ทั้งสะดวกและอร่อยออก!” กู้ซื่อเหิงเปิดกระป๋องเบียร์ส่งให้เขา “ถ้าคุณจะเรื่องมาก ครั้งหน้าคุณก็ทำเองแล้วกัน เดี๋ยวผมรับหน้าที่กินให้เอง”
เสิ่นฟานหมิงรับเบียร์มาแล้วนั่งลงข้างเขา
ทั้งคู่ชนกระป๋องกันทีหนึ่งแล้วต่างคนต่างดื่มไปอึกใหญ่
ความสามารถในการดื่มเหล้าของกู้ซื่อเหิงนั้นเขาเองรู้ซึ้งดี สำหรับเขาแล้วเบียร์ก็ไม่ต่างจากเหล้าแรง ๆ เพียงกระป๋องเดียวหน้าก็เริ่มแดง สองกระป๋องจะเริ่มพูดมาก สามกระป๋อง ไม่มีสามกระป๋องหรอก เพราะหลังจบกระป๋องที่สองเขาก็หมดสติไปแล้ว
แต่วันนี้เขาอารมณ์ดี จึงตัดสินใจจะลองท้าทายขีดจำกัดของตัวเองดู
“คุณรู้ไหม” เขาจิบเบียร์ไปสองอึกแล้วก็เริ่มเปิดบทสนทนา “การดูดวงของผมเนี่ย มันไม่แม่นจริง ๆ นะ ไม่แม่นแบบสุด ๆ เลยล่ะ ทั้ง ๆ ที่ผมมั่นใจมาก ๆ ว่ายังไงก็แม่น แต่ไม่รู้ทำไมผลลัพธ์มันถึงออกมาตรงกันข้ามก็ไม่รู้ อึก”
เสิ่นฟานหมิงเอนหลังพิงพนักโซฟา ถือกระป๋องเบียร์ไว้ในมือพลางมองเขา
“ผมรู้ครับ” เขาพูด
“คุณรู้ได้ยังไงครับ?”
“ผมเคยดูตอนคุณไลฟ์ครับ”
กู้ซื่อเหิงอึ้งไปครู่หนึ่ง เสิ่นฟานหมิงดูไลฟ์ของเขาด้วยเหรอ?
“คุณดูตอนไหนครับ?” เขาถามต่อ
“เมื่อวานครับ” น้ำเสียงของเสิ่นฟานหมิงราบเรียบมาก “คุณบอกว่าชาวราศีตุลจะมีลาภลอยในสัปดาห์หน้า แนะนำให้ไปซื้อหวย จากนั้นในข้อความก็มีคนบอกว่าสัปดาห์ก่อนคุณก็พูดแบบนี้ ผลคือหวยที่พวกเขาซื้อไม่ถูกเลยสักบาทเดียว”
กู้ซื่อเหิง “…”
เขาหยิบเบียร์ขึ้นมาดื่มอึกใหญ่เพื่อแก้เก้อ
“ก็นะ… ลาภลอยมันไม่จำเป็นต้องเป็นหวยเสมอไปหรอกครับ อาจจะเป็นการเก็บเงินได้ตามทาง หรือได้รับอั่งเปาก็ได้ เรื่องการดูดวงน่ะ จะยึดติดตายตัวไม่ได้ ต้องรู้จักประยุกต์ใช้ครับ”
เสิ่นฟานหมิงไม่ได้ตอบโต้อะไร เพียงแค่มองเขาด้วยแววตาที่เหมือนจะแฝงรอยยิ้มบาง ๆ
กู้ซื่อเหิงถูกมองจนทำตัวไม่ถูก จึงจิบเหล้าเข้าไปอีกอึก
“พูดความจริงกับคุณเลยนะ” เขาพิงหลังลงกับโซฟาพลางถอนหายใจ “การดูดวงของผมน่ะ มันคือบั๊กที่สืบทอดมาทางสายเลือด”
“บั๊กงั้นเหรอครับ?”
“ก็คือช่องโหว่ของระบบนั่นแหละครับ” กู้ซื่อเหิงทำท่าประกอบ “แม่ของผมคุณก็น่าจะรู้จักใช่ไหม? เธอเป็นหมอดูที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงเลยละ เธอตรวจดวงให้ผมมาตั้งแต่เด็ก บอกว่าในดวงของผมมีดาวหัวก้าย [3] ติดมาด้วย เป็นคนที่เกิดมาเพื่อทำอาชีพนี้โดยเฉพาะ อนาคตจะเก่งกว่าเธอเสียอีก ผลลัพธ์คืออะไรล่ะ? ผมโตมาจนอายุยี่สิบห้าแล้ว ทายอะไรก็ไม่แม่น พูดอะไรก็ไม่เป็นจริง คุณว่านี่ไม่ใช่บั๊กแล้วจะเป็นอะไรครับ?”
เสิ่นฟานหมิงฟังอยู่ มุมปากที่ยกขึ้นเริ่มกว้างขึ้นเรื่อย ๆ
“แล้วทำไมคุณยังทำอาชีพนี้อยู่ล่ะครับ?”
“ก็เพราะแม่น่ะสิครับ” กู้ซื่อเหิงพูดอย่างเป็นเรื่องปกติ “เธอบอกว่าผมต้องทำได้แน่ ๆ แค่ยังไม่ถึงเวลาเท่านั้น เธอเหมือนโดนผีเข้า วัน ๆ เอาแต่เป่าหูผม บอกว่าดาวหัวก้ายของผมยังโคจรไม่ครบรอบ พอครบแล้วเดี๋ยวก็ตาที่สามก็จะเปิดเอง ถ้าผมไม่ทำอาชีพนี้ขึ้นมา เธอคงจะผิดหวังมากแน่ ๆ”
เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเสริมว่า “อีกอย่างอาชีพนี้ก็ดีนะครับ ไม่ต้องนั่งทำงานในออฟฟิศ อยากพูดอะไรก็พูดไป ยังไงก็ไม่มีใครถือเป็นจริงเป็นจังอยู่แล้ว”
เสิ่นฟานหมิงพยักหน้าแต่ไม่ได้ออกความเห็นอะไร
กู้ซื่อเหิงรู้สึกว่าปฏิกิริยาของเขาดูเฉยเมยไปหน่อย จึงพยายามหาเรื่องคุยต่อ “อ้อ แล้วคดีของคุณสืบไปถึงไหนแล้วครับ?”
“กำลังสืบอยู่ครับ”
“คดีอะไรครับ? เปิดเผยได้ไหม?”
เสิ่นฟานหมิงมองเขาเหมือนกำลังชั่งใจว่าจะบอกดีหรือไม่
“คดีเก่าคดีหนึ่งครับ” ในที่สุดเขาก็เปิดปาก “เมื่อห้าปีก่อน มีหมอดูคนหนึ่งถูกฆ่าตาย ฆาตกรยังจับไม่ได้จนถึงตอนนี้”
กู้ซื่อเหิงแทบจะสำลักเบียร์
“หมอดูถูกฆ่าตายงั้นเหรอครับ?!”
เสิ่นฟานหมิงพยักหน้า
“แล้วทำไมเพิ่งจะมาสืบตอนนี้ล่ะครับ? ผ่านมาตั้งห้าปีแล้วนะ”
“เพราะคดีถูกรื้อขึ้นมาทำใหม่ครับ” น้ำเสียงของเสิ่นฟานหมิงยังคงราบเรียบ “เมื่อเร็ว ๆ นี้พบเบาะแสใหม่บางอย่าง”
วิญญาณนักสืบโซเชียลในตัวกู้ซื่อเหิงเริ่มลุกโชน “เบาะแสอะไรครับ? เกี่ยวกับเรื่องดูดวงหรือเปล่า?”
เสิ่นฟานหมิงไม่ได้ตอบตรง ๆ เพียงแค่บอกว่า “ยังอยู่ในระหว่างการสืบสวน ไม่สะดวกที่จะเปิดเผยรายละเอียดครับ”
กู้ซื่อเหิงรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้เซ้าซี้ต่อ เขาซดเบียร์เข้าไปอีกอึก แก้มทั้งสองข้างเริ่มร้อนผ่าว
“จะว่าไปนะ” เขาเท้าคาง แววตาเริ่มพร่ามัว “ผมว่าเรื่องดูดวงเนี่ยมันก็น่าเหลือเชื่อดีนะครับ แม่ผมบอกว่าบางครั้งเธอสามารถมองเห็นภาพบางอย่างได้ เช่น บ้านไหนจะมีเคราะห์ บ้านไหนจะมีโชค เห็นชัดเจนแจ่มแจ้งเลย แต่ผมกลับมองไม่เห็นอะไรเลย ได้แต่เดาสุ่มไปเรื่อย”
เสิ่นฟานหมิงมองเขา แววตาเริ่มเข้มขึ้น
“คุณบอกว่าแม่ของคุณมองเห็นเป็นภาพงั้นเหรอครับ?”
“ใช่ครับ เธอบอกว่านั่นคือตาที่สามของเธอเปิดแล้ว” กู้ซื่อเหิงทำท่าชี้ที่ระหว่างคิ้วของตัวเอง “ตรงนี้แหละ สามารถเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น ตอนเด็ก ๆ ผมยังตื๊อให้แม่เปิดตาที่สามให้เลย ผลคือแม่ร่ายมนตร์อยู่ตั้งนาน ผมก็ยังมองไม่เห็นอะไรอยู่ดี”
พูดจบเขาก็ถอนหายใจอีกครั้ง ทิ้งตัวเอนหลังลงกับโซฟาอย่างหมดแรง
“แม่บอกว่าผมเป็นประเภทโตช้า ต้องรอให้อายุสามสิบก่อนถึงจะมองเห็นอะไรชัดเจนได้ สามสิบงั้นเหรอ ฮึ อีกตั้งห้าปีแน่ะ ห้าปีนี้ผมคงต้องเป็นสิบแปดมงกุฎให้คนเขาด่าว่าไม่แม่นต่อไป”
เสิ่นฟานหมิงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถามขึ้นมาทันควัน “คุณคิดว่าสิ่งที่แม่ของคุณพูดมา เป็นเรื่องจริงไหมครับ?”
“จริงไม่จริงอะไรครับ?” กู้ซื่อเหิงเอียงคอมองเขา “คุณหมายถึงเรื่องดูดวงนี่มันศักดิ์สิทธิ์จริงหรือเปล่าน่ะเหรอ?”
เสิ่นฟานหมิงพยักหน้า
กู้ซื่อเหิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดอย่างจริงจังว่า “ผมว่านะ บนโลกนี้มีบางเรื่องที่อธิบายไม่ได้จริง ๆ คำทำนายของแม่ผมบางครั้งก็แม่นมาก แม่นจนน่ากลัว แต่บางครั้งก็ไม่แม่นเหมือนผมนี่แหละ เพราะฉะนั้นถามว่าศักดิ์สิทธิ์ไหม? อาจจะศักดิ์สิทธิ์ หรืออาจจะไม่ศักดิ์สิทธิ์ ก็แล้วแต่ดวงมั้งครับ”
เขาเรอออกมาเป็นกลิ่นเบียร์แล้วหยิบกระป๋องขึ้นมาซดอีกอึก
เสิ่นฟานหมิงมองท่าทางมึนเมาของเขา ในที่สุดก็กลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่
รอยยิ้มนี้ทำเอากู้ซื่อเหิงจ้องจนตาค้าง
ปกติเสิ่นฟานหมิงมักจะทำหน้าตายเย็นชา แสดงอารมณ์น้อยมากจนแทบจะเหมือนคนอัมพาตบนใบหน้า แต่ตอนนี้เขากลับยิ้มออกมา หางตาโค้งมนเล็กน้อย ดวงตามีประกายสดใส ทั้งตัวดูอ่อนโยนขึ้นราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน
หัวใจของกู้ซื่อเหิงกระตุกผิดจังหวะไปหนึ่งที
“คุณ…” เขาอ้าปากอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ในสมองกลับว่างเปล่า
เสิ่นฟานหมิงหุบรอยยิ้มลงพลางเลิกคิ้ว “มีอะไรเหรอครับ?”
“ไม่มีอะไรครับ” กู้ซื่อเหิงส่ายหน้า พยายามดึงสติให้ตื่น “ก็แค่… คุณยิ้มแล้วดูดีมากเลยครับ”
เสิ่นฟานหมิงอึ้งไปครู่หนึ่ง
กู้ซื่อเหิงเองก็อึ้งไปเหมือนกัน ไม่รู้ว่าตัวเองพูดคำพูดแบบนั้นออกมาได้อย่างไร ต้องเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์แน่ ๆ
เขาก้มมองกระป๋องเบียร์ในมือ กระป๋องแรกหมดเกลี้ยงแล้ว กระป๋องที่สองก็หายไปแล้วหนึ่งในสาม สำหรับคนคออ่อนอย่างเขานี่มันเกินขีดจำกัดไปแล้ว
“คุณดื่มเยอะไปแล้วครับ” เสิ่นฟานหมิงพูดด้วยน้ำเสียงที่เดาอารมณ์ไม่ได้
“ไม่ได้เยอะสักหน่อย” กู้ซื่อเหิงปากแข็ง “ผมยังสติดีอยู่ครับ ดีมากเลยด้วย ผมจะบอกคุณให้นะ ตอนนี้ความคิดผมแจ่มใสมาก สมองทำงานดีสุด ๆ”
เขาพูดพลางพยายามยืดตัวนั่งตรง ผลคือมือลื่นทำให้ร่างทั้งร่างเอียงล้มลงไปด้านข้าง
เสิ่นฟานหมิงยื่นมือมารับตัวเขาไว้ได้อย่างรวดเร็ว
ใบหน้าของกู้ซื่อเหิงชนเข้ากับแผงอกที่อบอุ่น ปลายจมูกได้กลิ่นจาง ๆ ของน้ำยาซักผ้า ผสมกับกลิ่นบุหรี่เบาบางที่ดูเหมือนจะมีหรือไม่มีก็ได้ เขามึนหัวพลางเงยหน้าขึ้น สบเข้ากับดวงตาที่ลึกดั่งมหาสมุทรของเสิ่นฟานหมิง
มองใกล้ ๆ แล้วยิ่งหล่อกว่าเดิมอีก
ในสมองของเขามีเพียงความคิดนี้หลงเหลืออยู่
แขนของเสิ่นฟานหมิงยังคงโอบไหล่เขาไว้ เตรียมจะพยุงให้เขานั่งดี ๆ แต่ทว่าการกระทำนั้นกลับหยุดชะงักลงกลางคัน เพราะกู้ซื่อเหิงกลับโน้มตัวเข้าไปหาเอง
ใกล้มาก
ใกล้เกินไปแล้ว
ใกล้จนเห็นความโค้งงอนของแพขนตา
กู้ซื่อเหิงเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ เขาเพียงแค่รู้สึกว่าดวงตาของเสิ่นฟานหมิงช่างเปล่งประกาย เส้นริมฝีปากก็ดูงดงาม ดังนั้นเขาจึงทำแบบนั้นลงไป
เขาจูบลงไป
จูบที่บางเบาเพียงนิด กรุ่นไปด้วยกลิ่นมอลต์ของเบียร์ ประทับลงบนริมฝีปากของเสิ่นฟานหมิงค้างไว้สองวินาที จากนั้นกู้ซื่อเหิงก็หลับตาปี๋แล้วสลบเหมือดไปด้วยความเมาทันที
เสิ่นฟานหมิงแข็งทื่ออยู่กับที่ แขนยังคงแบกรับน้ำหนักตัวของกู้ซื่อเหิงไว้ หัวของอีกฝ่ายพิงอยู่บนไหล่ ความอบอุ่นที่ทิ้งไว้บนริมฝีปากยังไม่จางหายไป เขาก้มมองคนที่หลับปุ๋ยอยู่ในอ้อมแขน ในใจก็ไม่รู้ว่าควรจะแสดงปฏิกิริยาอย่างไรดี
ในห้องนั่งเล่นเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมยามค่ำคืนที่พัดผ่านมาทางหน้าต่างเป็นระยะ
ผ่านไปนานแสนนาน เสิ่นฟานหมิงก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ
เขาอุ้มกู้ซื่อเหิงขึ้นในท่าเจ้าหญิงแล้วเดินมุ่งหน้าไปทางห้องนอน
เชิงอรรถ
^เมล็ดกาแฟเยอร์กาเชฟเฟ (Yirgacheffe) : เมล็ดกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้าคุณภาพสูงจากเขตเยอร์กาเชฟเฟ ประเทศเอธิโอเปีย ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในกาแฟที่ดีที่สุดในโลก มีเอกลักษณ์โดดเด่นที่กลิ่นหอมคล้ายดอกไม้ (Floral) และรสสัมผัสที่เปรี้ยวสดชื่นแบบผลไม้ตระกูลส้มหรือเบอร์รี (Citrus/Fruity) มักถูกใช้เพื่อสะท้อนถึงรสนิยมความละเมียดละไมของผู้ดื่มที่ชื่นชอบกาแฟรสชาติสว่างและสดใส มากกว่ากาแฟคั่วเข้มรสขม
^OCD (Obsessive Compulsive Disorder) หรือที่กันรู้จักในชื่อว่า โรคย้ำคิดย้ำทำ: สภาวะทางสุขภาพจิตที่บุคคลมีความคิดซ้ำๆ ที่สร้างความกังวลหรือความไม่สบายใจ จนนำไปสู่การกระทำซ้ำ ๆ เพื่อลดความเครียดนั้น เช่น การตรวจเช็กความเรียบร้อยหลายครั้ง หรือการจัดวางสิ่งของให้ตรงตำแหน่งอย่างสมบูรณ์แบบเพื่อความสบายใจ
^ดาวหัวก้าย (Huagai) : ในวิชาโป๊ยยี่ หมายถึงดาวมงคลที่ส่งเสริมด้านสติปัญญา ศิลปวิทยาการ และความสนใจในเรื่องเร้นลับหรือศาสนา มักทำให้เจ้าชะตามีบุคลิกสันโดษหรือมีความคิดลึกซึ้งกว่าคนทั่วไป