Y เมื่อหมอดูที่ทายไม่เคยแม่นอย่างผม ดันเบิกเนตรเห็นคดีฆาตกรรมกลางไลฟ์สด! - บทที่ 24 มีเกณฑ์ถูกข่มขู่...โดยหัตถ์มัจจุราช
- Home
- Y เมื่อหมอดูที่ทายไม่เคยแม่นอย่างผม ดันเบิกเนตรเห็นคดีฆาตกรรมกลางไลฟ์สด!
- บทที่ 24 มีเกณฑ์ถูกข่มขู่...โดยหัตถ์มัจจุราช
เช้าวันต่อมา กู้ซื่อเหิงถูกปลุกด้วยแรงสั่นของโทรศัพท์
เขางัวเงียหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูแวบหนึ่ง ก่อนจะเด้งตัวขึ้นจากเตียงทันที
เป็นฟอรัมเดิมนั่นเอง
[444killer] โพสต์กะทู้อีกแล้ว
หัวข้อกะทู้เป็นตัวอักษรสีแดงเข้มเน้นหนา
[จดหมายถึงกู้ครึ่งเซียน: ทายซิว่า รายต่อไปคือใคร?]
นิ้วมือของกู้ซื่อเหิงสั่นระริก แต่เขาก็ยังกดเข้าไปอ่าน
[สวัสดีครับ ผมรู้ว่าคุณกำลังอ่านกะทู้นี้อยู่ และผมก็รู้ด้วยว่าเมื่อคืนคุณนอนไม่หลับ คุณยืนมองออกไปนอกหน้าต่างเพราะคุณกลัวว่าจะมีใครบางคนจ้องมองคุณอยู่ในความมืด คุณทายถูกแล้วครับ มีคนกำลังจ้องมองคุณอยู่จริง ๆ
ช่วงนี้คุณคงจะสับสนมากสินะครับ? ว่าทำไมคำทำนายของคุณถึงยิ่งมาก็ยิ่งแม่นยำ? ทำไมคดีพวกนั้นถึงได้ตอบรับคุณดีเหลือเกิน? ทำไมทุกอย่างที่คุณมองเห็นถึงกลายเป็นเรื่องจริงไปเสียหมด?
ให้ผมบอกความจริงกับคุณเถอะครับ เพราะสิ่งที่คุณเห็นน่ะ คือสิ่งที่ผมต้องการให้คุณเห็นยังไงล่ะ
ผมเป็นคนที่ชอบการเล่นเกม คำทำนายของคุณก็คือเกมกระดานล่าสุดของผม ผมเลือกเป้าหมาย ผมออกแบบวิธีการ ผมลงมือตามแผน ส่วนคุณ… รับหน้าที่ประกาศผลลัพธ์ล่วงหน้า เป็นการร่วมมือที่สมบูรณ์แบบใช่ไหมล่ะครับ?
คุณอาจจะถามว่า ทำไมผมถึงต้องทำแบบนี้?
ก็เพราะผมต้องการให้คุณเข้าใจเรื่องหนึ่งไงครับ ความสามารถในการพยากรณ์ที่คุณโอ้อวดนักหนาน่ะ มันก็แค่ภาพหลอนเท่านั้นแหละ คุณคิดว่าตัวเองคือผู้ที่สวรรค์เลือกมา แต่ความจริงแล้วคุณก็แค่หุ่นเชิดในมือของผม คุณคิดว่าตัวเองมองเห็นความจริง แต่ความจริงคือคุณเห็นแค่สิ่งที่ผมอยากให้คุณเห็นเท่านั้น
แม่ของคุณเคยตรวจดวงให้คุณไม่ใช่เหรอครับ? เธอบอกว่าคุณจะกลายเป็นหมอดูที่เก่งกาจ เธอบอกว่าคุณจะเก่งยิ่งกว่าเธอเสียอีก สิ่งที่เธอพูดมันถูกหรือเปล่าครับ?
เรามาดูกันดีกว่าว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น
เป้าหมายรายต่อไป ผมเลือกไว้เรียบร้อยแล้ว ครั้งนี้คือคนพิเศษครับ เป็นคนที่คุณรู้จัก เป็นคนที่คุณแคร์
ทายซิครับ ว่าเป็นใคร?
—444killer]
โทรศัพท์ของกู้ซื่อเหิงหลุดจากมือหล่นลงบนพื้น
สมองของเขาว่างเปล่าขาวโพลนไปหมด
คนที่คุณรู้จัก คนที่คุณแคร์
ใครกัน?
แม่? เสิ่นฟานหมิง? หรือจะเป็นคนอื่น?
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา มือสั่นจนแทบจะถือไว้ไม่อยู่ เขากดโทรหาแม่ทันที เสียงสัญญาณดังอยู่สามครั้ง ปลายสายก็กดรับ
“ลูกรัก? โทรมาแต่เช้าเลย มีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ?” น้ำเสียงของแม่กู้ฟังดูปกติมาก
“แม่ครับ แม่ไม่เป็นไรใช่ไหม?” เสียงของกู้ซื่อเหิงสั่นเครือ
“แม่จะเป็นอะไรได้ล่ะ? เพิ่งตื่นเนี่ย กำลังจะไปตลาดพอดี ลูกเป็นอะไรไปหรือเปล่า?”
กู้ซื่อเหิงสูดลมหายใจลึก บังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ลง
“เปล่าครับ แค่อยู่ดี ๆ ก็คิดถึงแม่น่ะครับ”
แม่กู้หัวเราะร่า “เด็กคนนี้นี่ จู่ ๆ ทำไมมาทำตัวอ้อนแบบนี้ล่ะ? เอาละ ๆ แม่สบายดี ไม่ต้องห่วงจ้ะ ส่วนลูกล่ะ ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง? เสิ่นฟานหมิงดูแลลูกดีไหม?”
“ดีครับ”
“งั้นก็ดีแล้ว” แม่กู้บอก “แม่ไม่คุยกับลูกแล้วนะ จะไปตลาดแล้วล่ะ เดี๋ยวตอนเย็นแม่โทรหานะจ๊ะ”
สายถูกตัดไป
กู้ซื่อเหิงกำโทรศัพท์ไว้นิ่ง พักหนึ่งเขาก็กดโทรหาเสิ่นฟานหมิงต่อ
“มีอะไรเหรอครับ?” เสียงของเสิ่นฟานหมิงฟังดูแจ่มใสดี
“ [444killer] โพสต์กะทู้อีกแล้วครับ” กู้ซื่อเหิงบอก “เป็นเขาจริง ๆ ด้วยครับ แล้วเขาก็บอกว่าเป้าหมายรายต่อไปคือคนที่ผมรู้จัก”
ปลายสายเงียบไปสองวินาที
“โอเค คุณใจเย็น ๆ ก่อนนะ ผมกำลังกลับไปเดี๋ยวนี้ครับ”
สามสิบนาทีต่อมา เสิ่นฟานหมิงก็เปิดประตูบ้านเข้า
ตอนที่เขาเปิดประตูเข้ามา กู้ซื่อเหิงยังคงนั่งอยู่บนเตียง กอดโทรศัพท์จ้องมองกะทู้นั้นค้างอยู่
เสิ่นฟานหมิงเดินเข้าไปหยิบโทรศัพท์มาอ่านตั้งแต่ต้นจนจบ
ใบหน้าของเขาเคร่งขรึมลงเรื่อย ๆ
“นี่คือการข่มขู่ครับ” เขาบอก “เป็นการข่มขู่อย่างโจ่งแจ้งที่สุด”
กู้ซื่อเหิงเงยหน้ามองเขา ขอบตาเริ่มแดงระเรื่อ
“เขาบอกว่ารายต่อไปคือคนที่ผมรู้จัก คนที่ผมรู้จัก… แม่ผม คุณ แล้วยังมีใครอีก? ผมมีเพื่อนไม่เยอะ มีแค่ไม่กี่คนเอง ถ้าเกิดเขา—”
“ไม่หรอกครับ” เสิ่นฟานหมิงขัดจังหวะ “เขาคนนี้กำลังเล่นสงครามจิตวิทยาอยู่ครับ เขาต้องการให้คุณหวาดกลัว ให้คุณเสียสมาธิ จนคุณทำพลาดเองครับ”
“แต่ว่า—”
“ไม่มีแต่ครับ” เสิ่นฟานหมิงนั่งลงข้าง ๆ เขา “ตั้งแต่นี้ไป ทางด้านแม่ของคุณ ผมจะส่งคนไปคอยคุ้มครองอย่างลับ ๆ ครับ ส่วนตัวคุณเอง ห้ามแอบออกไปไหนคนเดียวเด็ดขาด จะไปไหนต้องเรียกผมนะครับ”
กู้ซื่อเหิงมองเขา ในใจบังเกิดความรู้สึกแปลก ๆ บางอย่างขึ้นมา
“เสิ่นฟานหมิงครับ คุณไม่กลัวบ้างเหรอ?”
เสิ่นฟานหมิงอึ้งไปครู่หนึ่ง
“กลัวอะไรครับ?”
“เป้าหมายของคนคนนั้นอาจจะรวมถึงคุณด้วยก็ได้นะครับ” กู้ซื่อเหิงบอก “เขาบอกว่ารายต่อไปคือคนที่ผมรู้จัก คนที่ผมแคร์ คุณ…”
เสิ่นฟานหมิงมองเขา แววตาเริ่มนุ่มนวลขึ้นเล็กน้อย
“คุณกำลังจะบอกว่าคุณแคร์ผมเหรอครับ?”
หัวใจของกู้ซื่อเหิงเต้นผิดจังหวะไปหนึ่งที
“ก็… ก็…”
เสิ่นฟานหมิงไม่ได้พูดซ้ำ เขาเพียงแต่ยื่นมือมากุมมือของกู้ซื่อเหิงไว้เบา ๆ
“ผมจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายคุณ และจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายคนที่คุณแคร์ด้วยครับ”
กู้ซื่อเหิงมองดูมือของเขา มือที่กว้างและอบอุ่นกำลังโอบล้อมมือของเขาเอาไว้
จู่ ๆ เขาก็รู้สึกว่า ความหวาดกลัวที่มีดูเหมือนจะจางหายไปไม่น้อยเลย
ช่วงบ่ายวันนั้น เสิ่นฟานหมิงพากู้ซื่อเหิงไปสถานที่แห่งหนึ่ง
ไม่ใช่สถานีตำรวจ ไม่ใช่สถานที่เกิดเหตุ แต่เป็นสถานที่ที่กู้ซื่อเหิงไม่เคยไปมาก่อน มันคือห้องทำงานของเสิ่นฟานหมิงนั่นเอง
“คุณรออยู่ที่นี่นะครับ” เสิ่นฟานหมิงบอก “ผมต้องไปประชุมเรื่องกะทู้นั้น อยู่ที่นี่คุณปลอดภัยครับ”
กู้ซื่อเหิงพยักหน้ารับคำ นั่งอยู่บนโซฟามองดูเสิ่นฟานหมิงเดินจากไป
ภายในห้องทำงานเงียบสงบ มีเพียงเสียงหึ่ง ๆ ของเครื่องปรับอากาศ บนผนังมีธงเกียรติยศแขวนอยู่ บนชั้นหนังสือมีถ้วยรางวัลและเกียรติบัตรต่าง ๆ วางเรียงราย ตรงริมหน้าต่างมีกระถางต้นพลูด่างที่โตวันโตคืน เถาวัลย์ของมันห้อยระย้าลงมาแทบจะถึงพื้นห้อง
กู้ซื่อเหิงมองไปรอบ ๆ พลันสังเกตเห็นกรอบรูปอันหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะทำงาน
เขาลุกขึ้นเดินเข้าไปหยิบกรอบรูปนั้นขึ้นมาดู
ในรูปมีคนสามคน ชายวัยกลางคนคนหนึ่งสวมเครื่องแบบตำรวจ ใบหน้าเคร่งขรึม หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งสวมเครื่องแบบอัยการ กำลังยิ้มแย้ม และยังมีชายหนุ่มอีกคนดูอายุประมาณยี่สิบต้น ๆ ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างทั้งคู่ ใบหน้าดูอึดอัดเล็กน้อย
นั่นคือเสิ่นฟานหมิงในวัยหนุ่มนั่นเอง
กู้ซื่อเหิงจ้องมองรูปนั้นอยู่นาน
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นพ่อแม่ของเสิ่นฟานหมิง ผู้ชายที่ดูเข้มงวดคนนั้นคงจะเป็นพ่อของเขา เขาเป็นนายตำรวจระดับสูง ส่วนผู้หญิงที่ยิ้มสวยคนนั้นคงจะเป็นแม่ของเขา เธอเป็นอัยการ
เสิ่นฟานหมิงเคยบอกว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับทางบ้านไม่ค่อยดี พ่อของเขามักจะบังคับให้เขาไปนัดบอด บังคับให้แต่งงาน เขาไม่เต็มใจจึงย้ายออกมาจากบ้าน
กู้ซื่อเหิงมองชายหนุ่มที่ทำหน้าอึดอัดในรูป แล้วจู่ ๆ ก็รู้สึกสงสารเขาขึ้นมา
ระหว่างนั้นประตูก็เปิดออก เสิ่นฟานหมิงเดินเข้ามา เมื่อเห็นเขากำลังถือกรอบรูปนั้นอยู่ก็อึ้งไปครู่หนึ่ง
“ดูอะไรอยู่เหรอครับ?”
กู้ซื่อเหิงรีบวางกรอบรูปกลับที่เดิมทันที
“ป… เปล่าครับ ไม่มีอะไร”
เสิ่นฟานหมิงเดินเข้าไปหยิบกรอบรูปนั้นขึ้นมาดู
“รูปนานมากแล้วครับ”
กู้ซื่อเหิงมองเขาแล้วถามอย่างระมัดระวัง “คุณกับพ่อแม่… ตอนนี้ยังติดต่อกันอยู่ไหมครับ?”
เสิ่นฟานหมิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
“เป็นครั้งคราวครับ แม่มักจะโทรมาหา ส่วนพ่อ…” เขาชะงักไป “ไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไรครับ”
กู้ซื่อเหิงไม่รู้จะพูดอะไรดี
เสิ่นฟานหมิงวางกรอบรูปกลับที่เดิมแล้วหันมามองเขา
“ไปกันเถอะครับ คนที่มาประชุมอยู่พร้อมกันหมดแล้ว”