การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 703 ทางรอด
เป็นที่รู้ว่าพิษในร่างกายของเหยียนหลิ่งอวี๋ได้แผ่ซ่านจนทำลายวรยุทธของเขาจนหมดสิ้น ที่สำคัญเขากำชับต้วนอ
วี้ ห้ามบอกเรื่องนี้กับต้วนชิงหมิงด้วยกลัวนางจะเสียใจ
ต้วนชิงหมิงฝืนยิ้มอย่างกลํ้ากลืนฝืนทน
เขาไม่ต้องการให้นางรู้ ไม่ต้องการให้นางเสียใจ แต่หนี้บุญคุณในครั้งนี้ ต้วนชิงหมิงต้องหาทางคืน
จู่ๆ ต้วนชิงหมิงได้เอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า “อวี้เอ๋อร์จะบอกว่าเหยียนหลิ่งอวี๋กลับแล้วอย่างนั้นเหรอ?”
ต้วนอวี้หยักไหล่ผายมือ “คนที่ติดกระดุมเสื้อต้องเป็นคนมาแกะออกเอง หากเหยียนหลิ่งอวี๋ไม่มาเอง กระดุมนี้จะ
แกะได้ยังไง?”
หากต้วนอวี้ต้องเลือกเขาหวังว่าเหยียนหลิ่งอวี๋อย่าได้กลับมา เนื่องจากเขายังหาวิธีฟืนฟูวรยุทธ์ให้กลับมาได้
ร่างกายจึงอ่อนแอ มิอาจเดินเหินทางไกลได้ และที่สำคัญการเสียพลังงานอาจพรากเอาชีวิตของเขาไปได้ทุกเมื่อ
แต่ต้วนอวี้รู้ว่าเหยียนหลิ่งอวี๋ต้องมาอย่างแน่นอน
คนหัวดื้ออย่างเหยียนหลิ่งอวี๋ยังไม่มีทางปล่อยให้ต้วนชิงหมิงตกอยู่ในอันตราย และมิอาจนอนเป็นผักปลาให้องค์
หญิงอวี้หลัวกับถ่าถูทำอะไรพี่น้องทั้งสองได้ตามอำเภอใจ
ยิ่งไปกว่านั้น ธนูชวนเย่ว์กงยังอยู่ในมือของเหยียนหลิ่งอวี๋ ขอเพียงของยังอยู่ในมือ องค์หญิงอวี้หลัวกับถ่าถูย่อมมิ
อาจทำอะไรบุ่มบ่าม อีกอย่างเหยียนหลิ่งอวี๋ยังต้องการใช้ธนูชวนเย่ว์กงทำเรื่องอื่น และส่งมอบให้กับเจ้าของที่แท้จริง ดัง
นั้นเขาต้องมาที่นี่อย่างแน่นอน
ในเวลานี้พอเอ่ยถึงเหยียนหลิ่งอวี๋ อารมณ์ของต้วนอวี้ดูหดหู่ไปถนัดตา… เดิมที เขาให้คำสัญญากับเหยียนหลิ่งอวี๋
ว่าจะดูแลต้วนชิงหมิงมิให้ได้รับอันตรายแม้แต่ปลายขน แต่ตอนนี้ เขากับต้วนชิงหมิงตกอยู่ในอันตรายทั้งคู่ จนมืดแปด
ด้านหาทางออกไม่พบ……
เมื่อเห็นสีหน้าต้วนอวี้หดหู่สร้อยเศร้า ต้วนชิงหมิงจึงทำตัวมีชีวิตชีวา “อวี้เอ๋อร์พูดว่าเหยียนหลิ่งอวี๋กลับมาแล้ว…
อย่างนั้น เขาอยู่ที่ไหนในตอนนี้?”
ต้วนอวี้แหงนหน้ามองบนภูเขาและทอดสายตามองด้านล่าง เขาส่ายหน้าไปมา “เหยียนหลิ่งอวี๋กลับมาแล้ว แต่
ไม่รู้ว่าเขาไปอยู่ที่ไหน… เขามีสิ่งที่ต้องทำ ส่วนอวี้เอ๋อร์มีหน้าที่ปกปั้องท่านพี่!”
เมื่อเห็นสายตาต้วนชิงหมิงมีแสงแห่งความหวังปรากฏออกมา ต้วนอวี้ได้พูดเสริมขึ้นมาอีกประโยค “หรือไม่ก็เขา
อาจอยู่บนภูเขาลูกนี้ที่ไหนสักแห่ง… ท่านพี่ก็รู้นี่ว่าเหยียนหลิ่งอวี๋ทำอะไรย่อมเดาจิตเดาใจได้ยาก”
ต้วนชิงหมิงพยักหน้ารับทราบ ทว่าไม่ได้ตอบสิ่งใด
เดิมที ต้วนชิงหมิงยังโทษหลิวยวนที่พาพวกเขามาที่นี่ แต่สถานการณ์ที่คับขันเช่นนี้ องค์หญิงอวี้หลัวย่อมเข้าใจ
ความคิดของต้วนชิงหมิงกับเหยียนหลิ่งอวี๋ และทุกอย่างก็เป็นไปตามแผนที่องค์หญิงอวี้หลัววางไว้… ก่อนแอื่นต้อง
คำนวณเวลาให้แม่นยำ จากนั้นค่อยวางแผนให้หลิวยวนไปหาทาง เปั้าหมายก็เพื่ออยากหลอกใช้นางให้ไปข่มขู่เหยียน
หลิ่งอวี๋ เพราะฉะนั้นหากต้วนชิงหมิงตกไปอยู่ในมือของคนพวกนั้น เหยียนหลิ่งอวี๋ก็จะกลายเป็นฝั่ายยอมทุกอย่าง
ถูกต้องแล้ว สิ่งที่ต้วนอวี้พูดมาทั้งหมดนั้นถูกต้อง สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าชีวิตคือดูแลตัวนางเอง ปกปั้องคนที่รักอย่างต้
วนอวี้
เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ต้วนชิงหมิงกลับตื่นตัวขึ้นมา ในเมื่อเหยียนหลิ่งอวี๋กลับมาแล้ว นางต้องมีชีวิตไปเจอหน้าเขาให้
ได้ จากนั้นขอโทษอย่างเป็นทางการ ส่วนองค์หญิงอวี้หลัวพอเสร็จเรื่องค่อยจัดการทีเดียว ในเวลานี้ต้วนชิงหมิงต้องระวัง
ตัวให้ดี อย่าให้เกิดเรื่องขึ้นกับตัวนาง มิอย่างนั้นเหยียนหลิ่งอวี๋อาจพลอยซวยไปด้วย
ทันใดนั้น มีเสียงดาบยาวฟันต้นหญ้าที่สูงชันมาแต่ไกล ต้วนชิงหมิงมองรอดช่องว่าง กลับพบทหารของอีกฝั่าย
กำลังใช้ดาบยาวถางพุ่มหญ้าอยู่
คนพวกนั้นถางพุ่มหญ้าที่หนาทึบสูงได้อย่างว่องไว เพียงครู่เดียวก็ถางได้แล้วสองในสาม หากมีคนเป็นๆ รอดย่อม
หนีสายตาถ่าถูกับทหารข้างกายเขาไปไม่พ้น
ต้วนชิงหมิงรู้ดีว่าหากในที่ราบกว้างใหญ่ คนพวกนี้จะมีวิธีการก้าวย่างบนผืนหญ้าหรือไม่ก็กางกระโจมที่ชำนาญ
แต่ที่นี่ทางค่อนข้างชัน เต็มไปด้วยกรวดหินหลากหลาย ม้าจึงเดินไปมาไม่สะดวก พวกเขาจึงใช้การเดินหน้ากระดานถาง
หญ้าเข้ามาพร้อมกันเป็นการง่ายที่สุด
ถึงแม้วิธีการนี้ไม่รวดเร็ว แต่ได้ผลอย่างแม่นยำ ถ่าถูนั่งมองจากที่สูงสายตาดุจเหยี่ยว ไม่ว่ามีความเคลื่อนไหวใด
แม้แต่น้อยก็ไม่มีทางรอดสายตาเขาไปได้
แต่ถ้าพวกเขาตกไปอยู่ในมือของถ่าถู เหยียนหลิ่งอวี๋ย่อมมาช่วยได้ลำบากยิ่งขึ้น
สายตาของต้วนชิงหมิงมองไปโดยรอบด้วยสายตาที่เป็นประกาย พบว่านางกับต้วนอวี้กำลังยืนหลบอยู่ที่ค่อนข้าง
ชันลาดเอียง รอบข้างเต็มไปด้วยชายชุดดำกลุ่มใหญ่ เดินสำรวจไปมาจนถึงหน้าผา พูดได้ว่าทั้งสองคนต้องขยับเอาตัว
รอด ดีกว่านิ่งเฉยยืนรอความตายมาถึง
ต้วนชิงหมิงมองไปที่ต้วนอวี้ เขากลับยกไหล่กางมือทั้งสองข้างออก ด้วยจนปัญญาที่คิดได้แล้ว
แน่นอนว่า ระหว่างที่ต้วนอวี้กำลังหยักไหล่ผายมืออยู่นั้น เขาจ้องมองเข้าไปในถํ้าแวบหนึ่ง เห็นเพียงด้านในมืด
สนิท อีกทั้งถํ้าแห่งนี้อยู่ใกล้หน้าผา จึงไม่ค่อยได้รับการตรวจอย่างละเอียด เว้นเสียแต่คนพวกนั้นตรวจดูทุกซอกทุกมุม
อย่างละเอียด
ดูท่าแล้วที่แห่งนี้อาจไม่ใช่สถานที่เหมาะสมในการซ่อนตัวเท่าไหร่นัก
แต่ในเมื่อไม่มีเวลาไปดูแล้ว ต้วนอวี้จึงตัดสินใจแทนต้วนชิงหมิงได้อย่างเด็ดขาดและหลักแหลม
ในตอนนี้ ต้วนอวี้ได้แต่หยิบยื่นปัญหาให้ต้วนชิงหมิงจอมปัญญาสำแดงฤทธิ์
ในที่สุดต้วนชิงหมิงเข้าใจความคิดความอ่านของต้วนอวี้แล้ว นางจึงแอบขบฟัน หยิบก้อนหินขึ้นมาหนึ่งก้อน โดย
นเข้าไปในถํ้ามืดสนิท
ภายในถํ้าดูลึกเป็นอย่างมาก จึงต้องโยนหินเข้าไปดูว่ามีความลึกเพียงใด แต่พอผ่านไปอึดใจเดียว เสียงดังของ
ก้อนหินจึงดังขึ้น
ต้วนชิงหมิงมองไปที่ต้วนอวี้ด้วยแววตาที่ไม่สู้ดี
ยามปกติ ถํ้ามักเป็นที่ซ่อนตัวอย่างดี แบะยากต่อการค้นหา แต่ปัญหาคือถํ้านั้นซ่อนตัวได้จริงไหม?
เนื่องด้วยภายในถํ้ามีความลึกเพียงใดก็ยังมิทราบแน่ชัด หากบุ่มบ่ามลงไปซ่อนตัวอาจเจอสัตว์ที่อยู่ด้านในทำร้าย
อย่างนั้น ที่นั่นก็ไม่ต่างอะไรกับการหนีเสือปะจระเข้เป็นไหนๆ
อีกทั้งภายในถํ้ายังมืดสนิท ทางเข้าแคบเหลือหลาย หากเข้าไปแล้วลึกมีหวังสองพี่น้องคงล้มไม่เป็นท่าจนอาจถึง
ชีวิตก็ได้ หากในถํ้าไม่ได้รับแสงตะวันมาเป็นเวลานาน อาจขาดอากาศภายใจสิ้นใจอยู่ข้างในก็เป็นได้
สรุปแล้ว หากพวกเขาบุ่มบ่ามเข้าไปโดยไม่ยั้งคิด และด้านในไม่มีทางออกอื่นอีก แสดงว่าพวกเขาถูกล้อมไว้เป็น
เหยื่ออันโอชะแล้ว
เพียงแต่ว่าแค่พริบตาเดียว ต้วนชิงหมิงคำนวณถึงโอกาสที่น่าจะเป็นไว้หมดแล้ว นางเบิกตากว้างจ้องมองเข้าไป
ในถํ้ามืดมิด พลางคิดบางอย่างด้วยความถี่ถ้วน
ทางด้านต้วนอวี้กลับยืนนิ่งคอยระแวดระวังชายชุดดำเหล่านั้น
เมื่อได้ยินเสียงดาบถางหญ้าสูงชัน ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ต้วนอวี้อดใจตุ้มๆ ต่อมๆ ขึ้นมา เพราะห่างไปไม่เกินสอง
ร้อยเมตรคนพวกนั้นอาจเดินมาถึงตรงนี้ ก่อนตะวันจะตกดินไป
ทันใดนั้น ถ่าถูที่นั่งมองอยู่ข้างบนกลับยกมือชูขึ้นเป็นสัญญาณแสดงให้หยุดมือ จากนั้นเขาก็บอกชายชุดดำที่อยู่
ด้านข้างไปสองสามประโยค
ชายชุดดำคนนั้นรับคำสั่งเรียบร้อยก็รีบชูมือให้สหายหยุดมือ ชายชุดดำพากันเข้าแถวหน้ากระดาน จากนั้นหยิบ
ธนูในมือขึ้นมาสาดลูกศรไม่ยั้งมือ