กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 337 )
หยางเจิ้นวางจดหมายลงบนโต๊ะ ใบหน้าของเขาบึ้งตึงขึ้งเคียด “พวกเราซุ่ม
โจมตีขนาดนั้น แต่แคว้นเฉิงกลับเสนอการเจรจาสงบศึกอีกครั้ง อีกฝ่ายต้องการ
สิ่งใดกันแน่?”
ขุนพลอวี๋ตะโกนอย่างเดือดดาล “ทำเกินไปแล้ว คิดจะรบก็รบ คิดจะสงบศึกก็
สงบศึกเช่นนั้นหรือ? เห็นแคว้นเปี้ยนของเราเป็นอะไรกัน?”
“ตงฟางเจ๋อ ฮ่องเต้องค์ใหม่ของแคว้นเฉิง หลานเคยพูดคุยกับเขาไม่กี่ครั้ง
คนผู้นี้ความคิดยากแท้หยั่งถึง เขาไม่เคยกระทำสิ่งใดโดยไร้จุดประสงค์” หยาง
เซียวแสร้งพูดต่อโดยไม่ตั้งใจ ทว่ากลับเหลือบมองซูหลีด้วยสายตาแฝงความ
หมายเล็กน้อย แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เกรงว่าแม้แต่คนที่ใกล้ชิดกับเขาที่สุด ก็ยัง
มิอาจรู้ความคิดของเขา”
ความหมายแฝงในประโยคนี้ ซูหลีเข้าใจดี แม้สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง หัวใจกลับ
หนักอึ้ง นางรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าสาเหตุที่ตงฟางเจ๋อเสนอเจรจาสงบศึก
อีกครั้งอย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้ ต้องเกี่ยวข้องกับตนเองอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
อย่างแน่นอน เหตุใดเขาจึงยังไม่ตัดใจอีก? ทันใดนั้น ความคิดหนึ่งพลันแล่นผ่าน
ยามนี้เขาเป็นฝ่ายเสนอเจรจาสงบศึกก่อน กลับเป็นโอกาสดีที่จะได้เข้าใกล้เขาอีก
ครั้ง มิเช่นนั้น ไม่รู้ว่าเมื่อใดนางจะเอาแหวนหยกขาวกลับคืนมาได้
นางหมายจะเอ่ยปาก รองขุนพลผู้หนึ่งก็วิ่งพรวดพราดเข้ามาจากนอกกระโจม
แล้วรายงานด้วยเสียงเร่งรีบ “ทูลท่านอ๋อง รายงานด่วนจากชายแดนพ่ะย่ะค่ะ!
กำลังทหาร ณ ด่านชายแดนเฟิ่งถงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ผิด
วิสัยทหารรักษาการณ์ทั่วไป สายลับรายงานมาว่า มีร่องรอยของกองทัพขนาด
ใหญ่ซึ่งมีกำลังทหารโดยรวมประมาณห้าหมื่นนาย มุ่งหน้าเข้าใกล้ด่านชายแดน
เฟิ่งถงอย่างต่อเนื่องพ่ะย่ะค่ะ!”
ร่างกายที่กำลังเอนพิงพนักเก้าอี้อย่างเกียจคร้านของหยางเซียวพลันแข็ง
ค้าง ครั้นได้ยินก็ลุกพรวดด้วยความตกใจ “ว่าอย่างไรนะ?”
ด่านชายแดนเฟิ่งถงอยู่ภายในอาณาเขตของแคว้นติ้ง เป็นด่านชายแดน
สำคัญของแคว้นเปี้ยนและแคว้นติ้ง อยู่ห่างจากแคว้นเปี้ยนเพียงหนึ่งร้อยกว่าลี้
เท่านั้น ยามนี้แคว้นเฉิงยกทัพมาบุก กำลังทหารทั้งหมดของแคว้นเปี้ยนล้วนรวม
พลอยู่ที่เขตชายแดนแห่งนี้ ณ ด่านชายแดนเฟิ่งถงมีเพียงทหารรักษาการณ์ปกติ
อยู่เท่านั้น หากจู่ๆ แคว้นติ้งบุกโจมตีเข้ามาจริงๆ จะต้องสร้างความเสียหายอย่าง
ใหญ่หลวงแน่นอน!
หยางเจิ้นนิ่งเงียบไม่เอ่ยวาจาอยู่เนิ่นนาน เขาขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะกล่าวด้วย
ความสงสัย “แคว้นติ้งและแคว้นเฉิงมีสายสัมพันธ์อันดีมาโดยตลอด หรือว่าพวก
เขาร่วมมือกัน?”
หยางเซียวหรี่ตา หันมองแผนที่ที่แขวนไว้ตรงกลางกระโจม “นอกเสียจาก
ว่า… พวกเขาต้องการส่งเสียงบูรพาบุกตีประจิม? แสร้งทำเป็นเสนอการเจรจา
สงบศึกเพื่อประวิงเวลา?”
ครั้นได้ยินสารนี้ ซูหลีเองก็อดแปลกใจไม่ได้ จากความเข้าใจของนาง ยามนี้
แคว้นติ้งมิได้มีความทะเยอทะยานในการพิชิตแผ่นดินใต้หล้า เหตุใดจู่ๆ จึงเลือก
รวมพละกำลังทหารที่ด่านชายแดนเฟิ่งถงในเวลานี้? หรือว่า ต้องการสร้างความ
วุ่นวายให้โลกนี้จริงๆ?
หยางเซียวครุ่นคิด รู้สึกได้ว่าสถานการณ์ไม่สู้ดี จึงรีบกล่าวเสียงเข้ม “เรื่องนี้
เป็นเรื่องใหญ่ จำต้องทูลให้เสด็จพ่อทราบโดยเร็วที่สุด!”
นกพิราบส่งสารนำจดหมายบินกลับไปยังเมืองหลวงแคว้นเปี้ยน กลับไร้ซึ่ง
สารตอบกลับจากฮ่องเต้แคว้นเปี้ยน ศึกสงครามอาจปะทุได้ทุกเมื่อ หยางเจิ้นและ
หยางเซียวต่างก็ร้อนอกร้อนใจ ส่งจดหมายทูลถามพระราชวินิจฉัยอย่างต่อเนื่อง
ทว่ากลับไม่มีจดหมายตอบกลับ กระทั่งหลายวันผ่านไป บนถนนหลวงของเขต
ชายแดน พลันปรากฏกองทัพที่มีกำลังทหารประมาณหนึ่งพันนาย เคลื่อนพลเข้า
มาอย่างฮึกเหิมองอาจ โดยมีรถม้าหรูหราคันหนึ่งถูกรายล้อมไว้ตรงกลาง ผู้มาก็
คือฮ่องเต้แคว้นเปี้ยนผู้สวมอาภรณ์นอกเครื่องแบบออกตรวจการนั่นเอง
ครั้นกองทัพชายแดนได้รับรายงาน ทุกคนก็ตกตะลึง รีบยืนเรียงแถวต้อนรับ
ขบวนเสด็จทันที
ฮ่องเต้ไม่สนใจความเหน็ดเหนื่อยจากการเร่งเดินทางมานานหลายวัน เขาเดิน
ตรงเข้ามาในกระโจมพร้อมกับกลุ่มคน นั่งลงบนที่นั่งสูงสุด แล้วจึงค่อยกล่าว
เสียงเข้มว่า “สถานการณ์ ณ ด่านชายแดนเฟิ่งถงมีการเปลี่ยนแปลงใดหรือไม่?”
หยางเจิ้นรายงานเสียงขรึม “ยามนี้ดูเหมือนว่าแคว้นติ้งมีจุดประสงค์เพียงแค่
เพิ่มกำลังทหารรักษาการณ์เท่านั้น ยังไม่มีรายงานความคืบหน้าใดพ่ะย่ะค่ะ
กระหม่อมได้รับรายงาน ก็รีบสั่งให้ขุนพลอวี๋ซื่อเหอนำกำลังทหารยอดฝีมือหนึ่ง
หมื่นนายมุ่งหน้าไปยังด่านชายแดนเฟิ่งถงทันที่ เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์พ่ะย่ะ
ค่ะ”
ฮ่องเต้รับคำว่า “อือ” พร้อมพยักหน้าเล็กน้อย ซูหลีที่อยู่ด้านหนึ่งลอบ
พิจารณาเขาเงียบๆ ยามนี้ ใบหน้าชราของฮ่องเต้ปรากฏร่องรอยของความ
เหนื่อยล้า ระยะทางที่ต้องใช้เวลาเดินทางอย่างน้อยหนึ่งเดือน แต่เขากลับมาถึง
เร็วเพียงนี้ เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็ร้อนใจกับสถานการณ์ในยามนี้เช่นกัน
“แคว้นเฉิงเสนอการเจรจาสงบศึก ฝ่าบาททรงมีความเห็นเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ?”
หยางเจิ้นถาม แคว้นเฉิงส่งสารเจรจาสงบศึกมาหลายวันแล้ว แต่กลับยังไม่มีการ
ตอบกลับจากพวกเขา
ฮ่องเต้ขมวดคิ้วแน่น นิ่งเงียบครู่หนึ่ง ก่อนจะมองหน้าทุกคนแล้วย้อนถามว่า
“ทุกท่านคิดว่าควรทำเช่นไร?”
ทุกคนมองหน้ากัน ต่างคนต่างมองเห็นแววลำบากใจในสายตาของอีกฝ่าย
เดิมทีศัตรูในการรบครานี้มีเพียงแคว้นเฉิงเท่านั้น ยามนี้แคว้นติ้งกลับตั้งท่า
พร้อมรบทุกเมื่อ สถานการณ์ยากจะรับมือจริงๆ
“ฝ่าบาท หม่อมฉันคิดว่า สมควรเจรจาสงบศึกเพคะ” ครั้นเห็นว่าไม่มีผู้ใดตอบ
ซูหลีก็เอ่ยปากอย่างแช่มช้า
“เพราะเหตุใด?” ฮ่องเต้ถามด้วยใบหน้าสงบนิ่ง
สตรีที่อยู่ด้านหลังหน้ากากสีเงิน ท่าทางสงบนิ่ง น้ำเสียงไม่แสดงออกถึง
ความกังวลแตกตื่น เพียงอธิบายสถานการณ์อย่างละเอียด “ยามนี้แผ่นดินแบ่ง
ออกเป็นสาม กำลังทหารของแคว้นเฉิงแข็งแกร่งที่สุด กำลังทรัพย์ของแคว้นติ้ง
อุดมสมบูรณ์ และในทั้งสองด้านนี้ แคว้นเปี้ยนล้วนเป็นรอง ข้อได้เปรียบเดียวที่
เรามี ก็คือประสบการณ์รบอันช่ำชอง และเหล่านักรบผู้เหี้ยมหาญชาญชัย ทว่า
กลับไม่เหมาะสมกับการทำศึกเป็นเวลานาน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเมื่อต้องทำศึกกับ
สองแคว้นเช่นในยามนี้”
“เจ้าหมายความว่าเช่นไร? หรือจะบอกว่าแคว้นเปี้ยนเรากลัวพวกเขาเช่นนั้น
หรือ?” ขุนพลอวี๋ไม่พอใจคำพูดของซูหลี รีบโต้แย้งด้วยความเดือดดาลทันที
“พวกเขาต้องการเจรจาสงบศึกงั้นหรือ? มีสิทธิ์อันใดกัน?”
ซูหลีกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “หม่อมฉันคิดว่า ผู้ชาญฉลาดสมควรปรับตัว
ไปตามสถานการณ์ และเลือกทางที่ดีที่สุดให้กับตนเอง จึงจะเป็นกลยุทธ์ที่เยี่ยม
ยอด หยุดสงคราม ไม่ได้หมายความว่าหวาดกลัวพวกเขา ที่สำคัญกว่าคือทำเพื่อ
ผลประโยชน์ของตนเอง แล้วค่อยเลือกจังหวะที่ดีที่สุดเพื่อบรรลุเป้าหมายของ
ตนเองในภายหน้า… แค่ก แค่ก” นางยังพูดไม่ทันจบ ก็พลันรู้สึกเจ็บแปลบที่
หน้าอก อดขมวดคิ้วไม่ได้
ตั้งแต่ที่ท่านน้าจิ้งหวั่นถ่ายทอดกำลังภายในให้นาง จนถึงตอนนี้วิชาคัมภีร์
เมฆาลอยและขี่วายุยังไม่สามารถหลอมรวมเป็นหนึ่ง และก่อนหน้านี้ไม่นาน ภายใต้
สถานการณ์คับขัน นางก็ได้ระเบิดพลังอันน่าตกใจถึงสองครั้งติดกัน ทำให้ได้รับ
บาดเจ็บภายใน ส่งผลให้เกิดอาการเลือดลมไหลเวียนไม่สมดุลเป็นพักๆ เช่นใน
ตอนนี้
เดิมทีฮ่องเต้กำลังตั้งใจฟัง ครั้นเห็นซูหลีไม่สบาย หัวใจพลันสั่นไหวเล็กน้อย
ราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ นัยน์ตาชราค่อยๆ ขรึมลง เขาจ้องมองซูหลี
อย่างครุ่นคิด
หยางเซียวรีบจ้ำเดินมายืนข้างกายนาง เอื้อมมือประคองนาง ถามด้วยน้ำ
เสียงร้อนใจ “อาหลีน้อย เจ้าเป็นอะไรไป?”
หยางเจิ้นเองก็รีบเดินเข้ามาหา แล้วกล่าวอย่างเป็นห่วง “เจ้าไม่สบายหรือ?
เช่นนั้นก็รีบกลับไปพักผ่อนเถิด”
ซูหลีส่ายหน้า รีบหยิบขวดยาออกมาจากอกเสื้อ นางกินยาที่ช่วยสงบสมาธิ
หลายเม็ด ปรับลมหายใจให้สมดุล แล้วจึงค่อยกล่าวเสียงเบา “หม่อมฉันไม่เป็นไร
เพคะ”
น้ำเสียงของนางเรียบนิ่ง อาการผิดปกติเมื่อครู่ราวกับเป็นเพียงภาพลวงตา
ซูหลีพูดสิ่งที่ยังพูดไม่จบต่อ “ในเมื่ออีกฝ่ายมีใจอยากเจรจาสงบศึก เช่นนั้นก็รอดู
ว่าพวกเขาจะเสนอเงื่อนไขใดให้เราได้บ้าง”
ถึงแม้นางจะกล่าววาจาฟังดูดี แต่นั่นก็ไม่ใช่เป้าหมายที่นางคิดจริงๆ ทว่าสิ่งที่
นางพูดกลับเป็นเรื่องจริงทั้งหมด ด้วยกำลังที่แท้จริงของแคว้นเปี้ยนในยามนี้
หากต้องการฝืนรบต่อไปก็ยังพอยืนหยัดไหว ไม่ถึงกับพ่ายแพ้ยับเยิน แต่การรบ
ในระยะยาวจะทำให้กำลังทหารเสียหาย ส่งผลให้คลังเสบียงของแคว้นว่างเปล่า
แทบไม่มีผลดีใดๆ เลย เรื่องที่ซูหลีให้ความสำคัญมากที่สุดในยามนี้ ก็คือรีบทำให้
การเจรจาสงบศึกในครั้งนี้สำเร็จผล และหยุดสงครามโดยเร็วที่สุด จากนั้นก็เอา
แหวนหยกขาวกลับคืนมา เสด็จพ่อก็จะได้กลับเมืองหลวงแคว้นเฉิงอย่าง
ปลอดภัย
หยางเซียวค่อยๆ หดมือกลับ นัยน์ตาดำขลับกระจ่างใสของเขาจ้องมองนาง
คล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
ซูหลีสัมผัสได้ถึงสายตาคมปลาบของเขา เหมือนดั่งกระบี่คมเล่มหนึ่งที่แทง
ทะลุหน้ากากเงินบนหน้านาง และอ่านใจนางได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
หยางเจิ้นหมุนกายก้าวเดินช้าๆ นิ้วมือลูบไล้ลวดลายประณีตบนแขนเสื้อยิงธนู
นัยน์ตาหลุบต่ำ คล้ายกำลังพิจารณาคำพูดของซูหลีอย่างถี่ถ้วนเช่นกัน มีประกาย
แสงเลือนรางตรงหางตาของเขา เขาเหล่มองฮ่องเต้ครู่หนึ่ง ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น
แววเศร้าหมองที่พาดผ่านใบหน้าเขาในเสี้ยววินาทีหนึ่ง