กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 58-1 ตัวตนที่แท้จริงของเซียงซืออวี่ (1)
“ท่านกำลังคิดอะไรอยู่?” ครั้นเห็นสายตาของเขาแปรเปลี่ยนไปมา เดี๋ยว
เศร้าเดี๋ยวสุข แล้วยังแฝงไว้ด้วยความทุกข์ตรมและเสียใจ ซูหลีก็อดถามขึ้นไม่ได้
สายตาของเซียงซืออวี่พลันสะดุด เขาส่ายหน้าเบาๆ”ข้าไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น…”
ซูหลียิ้มเล็กน้อย แล้วถามว่า “ท่านกับคุณชายเซี่ยสนิทกันหรือ?”
เซียงซืออวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย “คุณชายเซี่ยอะไรกัน คุณชายเซี่ยคือใคร?”
อาการเมามายคล้ายทำให้เขาทรมานมาก เขายกมือลูบหน้าอกเบาๆ
ซูหลีมองหน้าเขา แล้วกล่าวว่า “เซี่ยอวิ๋นเซวียน”
เขาครุ่นคิด แล้วส่ายหน้าอย่างสับสนงุนงง คล้ายไม่เข้าใจว่านางกำลังพูดอะไร
ปากก็พึมพำฟังไม่ได้ศัพท์ “เซี่ยอวิ๋นเซวียนคือใคร…”
ซูหลีอดแค่นยิ้มไม่ได้ สายตาขรึมลงเล็กน้อย แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องก็เป็นงั้น
หรือ! ดูท่าคงไม่ได้เมาขนาดนั้น
ยามนี้เสียงฝีเท้าดังมาจากนอกประตู นางกำนัลสองคนเดินผ่านหอเฉี่ยนเยวี่ย
พวกนางเดินไปด้วยพูดคุยอย่างสนุกสนานไปด้วย หนึ่งในนั้นเอ่ยด้วยความดีใจ
“วันนี้ตำหนักบูรพาคึกคักมาก งานอภิเษกสมรสขององค์รัชทายาท แม้แต่นาง
กำนัลต่ำต้อยเช่นข้ากับเจ้าก็ยังได้รับการตบรางวัลอย่างงาม เห็นได้ชัดว่าองค์
รัชทายาททรงมีเมตตาถึงเพียงใด!”
นางกำนัลอีกคนกล่าวว่า “ใช่แล้ว เพียงแต่การตบรางวัลเช่นนี้ ไม่รู้จะมีอีกครั้ง
เมื่อใด!”
“อีกไม่นานหรอก องค์หญิงฉางเล่อก็หมั้นหมายไปแล้ว”
“แต่บุรุษในดวงใจขององค์หญิงฉางเล่อคือฮ่องเต้แคว้นเฉิงมิใช่หรือ ข้าได้ยิน
มาว่านางกับฮ่องเต้แคว้นเฉิงอยู่ด้วยกันบนเรือทั้งคืน…”
“ชู่ว! อย่าพูดจาส่งเดช!”
“เป็นความจริงนะ!” นางกำนัลลดเสียงให้เบาลง “ข้าได้ยินพี่ทหารคนหนึ่งบอก
มาอย่างนั้น เขาเป็นคนบ้านเกิดเดียวกับข้า ไม่มีทางโกหกข้าหรอก”
นางกำนัลอีกคนถอนหายใจ “เป็นองค์หญิงแล้วอย่างไรเล่า จะแต่งงานกับใคร
ก็ยังมิอาจทำตามใจตนเองได้?! ฝ่าบาทกับฮองเฮาทรงรักและทะนุถนอมองค์
หญิงยิ่งนัก แต่ทว่า… ครั้นเป็นเรื่องแต่งงาน กลับยังต้องฟังคำฝ่าบาทมิใช่
หรือ?”
นางกำนัลหัวเราะเสียงเบา แล้วกล่าวว่า “เซียงซืออวี่ผู้นั้นแม้รู้ว่าองค์หญิงกับ
ฮ่องเต้แคว้นเฉิงรักกัน ก็ยังยืนยันจะสู่ขอองค์หญิง เจ้าว่าเขาโง่หรืออย่างไร?”
“ก็ต้องโง่น่ะสิ! เจ้ายังไม่เห็น ข้าได้ยินว่าเมื่อกี้เขาถึงขั้นเช็ดรองเท้าให้องค์
หญิง…” ทั้งสองคุยกันอย่างออกรส พลางเดินห่างออกไปเรื่อยๆ
ซูหลีที่ยืนอยู่ในห้องรู้สึกจะหัวเราะก็ไม่ใช่ร้องไห้ก็ไม่เชิง ทำได้เพียงถอนหายใจ
ยาวๆ หมุนตัวหันกลับไป เซียงซืออวี่ไม่รู้มายืนอยู่ข้างหลังนางตั้งแต่เมื่อใด เขาจับ
จ้องใบหน้านาง นางผงะถอยหลังด้วยความตกใจ
ครั้นเห็นนางตกใจ เขาก็อดหัวเราะอย่างขมขื่นไม่ได้ “ฉางเล่อเองก็คิดว่าข้าโง่
หรือ?”
ซูหลีชะงักงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “ท่านพูดอะไรน่ะ ท่านเมาแล้ว พักผ่อน
เถิด ข้ากลับก่อนแล้ว อีกประเดี๋ยวข้าจะให้คนมาปรนนิบัติท่าน หากท่านต้องการ
อะไรก็บอกพวกเขาได้เลย”
เซียงซืออวี่รั้งมือนาง แล้วมองนางด้วยสายตาอ้อนวอน “ข้าไม่อยากให้ใครมา
ปรนนิบัติ ข้าแค่ต้องการให้เจ้าอยู่ต่อ พูดคุยกับข้า” ในส่วนลึกของดวงตาเมามาย
สะท้อนแววคาดหวังอย่างบอกไม่ถูก ทำให้ยากจะเอ่ยปากปฏิเสธ
เซียงซืออวี่ในยามปกติ มักสุภาพเรียบร้อย วางตัวเหมาะสม บางครั้งยาม
แสดงสีหน้าสุขเศร้าเหงาโกรธก็คล้ายสวมหน้ากากทับไว้หนึ่งชั้น ปิดบังความรู้สึก
ที่แท้จริงไว้ข้างใน ซูหลีอ่านเขาไม่ออก แต่วันนี้ เขาดื่มสุราจนเมา หน้ากากชั้นนั้น
คล้ายถูกถอดออก ความรู้สึกที่แท้จริงของเขาถูกเปิดเผยต่อหน้านาง ลึกๆ ข้างใน
เขาเต็มไปด้วยความอ้างว้างและไร้ที่พึ่งพิง และความอ้างว้างนั้น ก็ทำให้นางนึกถึง
ช่วงเวลาที่หลีซูกลายเป็นซูหลี ไม่มีใครเข้าใจความทุกข์ของนาง แล้วก็ไม่มีใคร
เข้าใจว่านางต้องเข้มแข็งถึงเพียงใด ตอนนั้น นางมีแค่ตนเองเท่านั้น
ซูหลีใจอ่อน จูงมือเขากลับไปนั่งลงบนตั่ง มองหน้าเขาเงียบๆ แล้วกล่าวว่า
“ท่านอยากคุยอะไรกับข้า?”
เซียงซืออวี่พึมพำ “ข้า ข้าเพียงอยากบอกเจ้าว่า หากชีวิตนี้ยังมีโอกาสสู่ขอเจ้า
ข้าไม่สนใจว่าเจ้าจะเคยชอบใคร แล้วก็ไม่สนใจว่าเจ้าจะเคยอยู่กับใคร ฉางเล่อ!
ข้า…”
“เซียงซืออวี่!” ซูหลีตัดบทเขา สายตาสุขุมเยือกเย็น เอ่ยเตือนสติเขา “การ
หมั้นหมายของเราไม่ใช่เรื่องจริง!”
สายตาของเซียงซืออวี่แปรเปลี่ยนเป็นเจ็บปวด “ข้ารู้! ข้า… ข้าย่อมรู้ว่ามัน
ไม่ใช่เรื่องจริง แต่ข้าก็ยังอดคิดไม่ได้ หากพวกเราแต่งงานกันจริงๆ จะเป็นเช่นไร!
จะต้องรักใคร่หวานซึ้ง และมีความสุขมากแน่ๆ! เจ้าชอบดอกหลี ข้าก็จะปลูกสวน
ดอกหลีให้เจ้า เจ้าชอบเดินหมาก ข้าก็จะเตรียมกระดานหมากชั้นเยี่ยมไว้ให้เจ้าใน
สวนดอกหลี…”
ซูหลีเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้าไม่มีวันแต่งงานกับท่าน”
เขาเหมือนไม่ได้ยินที่นางพูด ยังคงมองนางด้วยสายตาเลื่อนลอย รอยยิ้มบน
ใบหน้าดูอ่อนโยนลึกซึ้ง “หากเจ้าอยากท่องเที่ยวรอบโลก ข้าก็จะพาเจ้าไป! ยามนี้
ข้าตัวคนเดียว นอกจากเจ้า ข้าก็ไม่มีพันธะใดอีกแล้ว เพื่อเจ้า ข้ายอมละทิ้งได้ทุก
อย่าง! พวกเรา… อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป และไม่แยกจากกันอีก ดี
หรือไม่?” เขาราวกับต้องมนต์สะกด จมดิ่งอยู่ในห้วงแห่งจินตนาการของตนเอง
ยากจะถอนตัว
ซูหลีลุกขึ้นทันที “หากท่านรั้งข้าอยู่ที่นี่เพราะต้องการพูดเรื่องพวกนี้ เช่นนั้น
ข้าไปละ”
ซูหลีหมุนกายหมายจะเดินจากไป เซียงซืออวี่หน้าเปลี่ยนสี รีบลุกขึ้นแล้วเดิน
มากอดนาง ลึกๆ ในใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เขากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“อย่าไป! อย่าไปจากข้าเลย!”
ซูหลีดึงมือเขาออก เขาเดินอ้อมมากอดด้านหน้านาง กักขังนางไว้ในอ้อมแขน
ไม่ว่านางจะผลักเขาอย่างไร เขาก็ไม่ยอมปล่อยมือ ราวกับว่านี่คือช่วงเวลาอัน
อบอุ่นช่วงสุดท้ายของชีวิต หากปล่อยมือเมื่อใดก็จะสูญเสียไปไม่มีวันกลับคืน
ซูหลีขมวดคิ้ว ที่แท้คนเมาก็รับมือยากถึงเพียงนี้ ทว่าอ้อมแขนอันหนักแน่น
และสิ้นหวังเช่นนี้ กลับให้ความรู้สึกอันคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก ทำให้นางสะท้านไป
ทั้งใจ
เซียงซืออวี่กอดนางแน่น สายตาสิ้นหวัง พึมพำอย่างเศร้าโศก “ข้ารู้ ว่านี่เป็น
เพียงความฝันของข้า และไม่มีวันกลายเป็นจริงได้อีกแล้ว… คนที่ข้ารัก ได้จากข้า
ไปตั้งนานแล้ว และไม่มีวันหวนกลับคืนมาอีก”
เขาหลับตาอย่างเจ็บปวด ความปรารถนาอันแรงกล้าจู่โจมสติปัญญาของเขา
อย่างต่อเนื่อง เขาเอ่ยชื่อหนึ่งออกมาอย่างไม่อาจควบคุมตนเอง เสียงคลุมเครือ
ปนสะอึกสะอื้น แต่กลับทำให้หัวใจของนางสั่นสะท้านอย่างแรง ราวกับถูกสายฟ้า
ฟาด
นางผลักเขาออกอย่างแรง จ้องตาเขาแน่วแน่ ถามยืนยันอย่างไม่อยากเชื่อ
“เมื่อครู่ท่าน… เรียกข้าว่าอย่างไรนะ?”
สายตาของบุรุษที่จมอยู่ในห้วงอารมณ์ของตนเองพลันสั่นระริก คล้ายจู่ๆ ก็ได้
สติกลับคืนมา สุราแรงมิได้กลืนกินสติสัมปชัญญะของเขา แต่กลับทำให้มิอาจ
ควบคุมความรู้สึกของตนเองได้ เขามองนางด้วยความลนลาน ผงะถอยหลังโดย
สัญชาตญาณ แต่กลับพูดอะไรไม่ออกสักคำ
ซูหลีเดินตามเขาไปติดๆ จ้องหน้าเขาเขม็ง แล้วถามด้วยความตกใจ “เซียงซื
ออวี่ ท่านเรียกข้าว่าอะไร?”
เซียงซืออวี่กลับยกมือกุมหน้าอกตนเอง หน้าซีดเหมือนกระดาษ สีหน้าเจ็บ
ปวดทรมาน คล้ายหายใจไม่ออก ก่อนจะล้มตึงลงไป
ซูหลีตกตะลึง รีบเข้าไปประคองเขา “ท่านเป็นอะไรไป?”
เขาไม่พูดอะไร ล้วงมืออันสั่นเทาเข้าไปในอกเสื้อ ไม่รู้กำลังควานหาสิ่งใด แต่ดู
เหมือนควานหาเท่าใดก็ไม่เจอสักที ร่างกายสั่นเทาไม่หยุด
ซูหลีชะงักงัน นางตัดสินใจเปิดเสื้อเขาออก กล่องสีดำเล็กๆ กล่องหนึ่งร่วงลง
มา เขาจ้องกล่องใบนั้นเขม็ง นิ้วมือสั่นเทา จับอย่างไรก็ไม่อยู่ ซูหลีเอื้อมมือไปเก็บ
ขึ้นมา แล้วเปิดฝากล่อง ข้างในมีเม็ดยาสีดำเข้มเม็ดหนึ่งอยู่
กลิ่นยาลอยโชยจางๆ อย่างน้อยก็มีส่วนผสมของสมุนไพรหลายชนิด กลิ่น
ผสมผสานตีกัน ซูหลีมิอาจแยกแยะประสิทธิภาพของตัวยาได้ นางยื่นมือออกไป
ช้าๆ จ้องหน้าเขาแล้วถามว่า “นี่คือยาของท่านหรือ?”
เขาหลับตาพยักหน้า รับยาไปด้วยนิ้วมืออันสั่นเทา แต่กลับไม่ระวังทำตกพื้น ซู
หลีหยิบขึ้นมาแล้วป้อนใส่ปากเขา เขาหลับตาสูดหายใจลึกๆ ผ่านไปครู่หนึ่ง สีหน้า
ก็ค่อยๆ ดีขึ้น
ซูหลีถอนหายใจ กล่าวด้วยความสงสัย “ท่านหายดีแล้วมิใช่หรือ? เหตุใดยัง
เป็นเช่นนี้อยู่อีก? ข้าจะไปตามหมอหลวงมาตรวจอาการท่าน!”
“ไม่ต้อง!” สุดท้ายฤทธิ์สุราก็จางหายไปเพราะอาการป่วยที่กำเริบกะทันหัน เขา
ลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก กลับไปสุภาพเรียบร้อยดังเดิม แต่กลับไม่กล้าสบตา
นางตรงๆ เขาหลุบตาแล้วกล่าวว่า “ข้าไม่เป็นไร คงเพราะฤทธิ์สุราเป็นเหตุ กลับไป
พักผ่อนสักสองสามวันก็หายแล้ว! ฉางเล่อ วันนี้ข้าล่วงเกินเจ้าเพราะฤทธิ์สุรา ไม่
ได้มีเจตนาจริงๆ อภัยให้ข้าด้วย ข้า… ขอตัวก่อนละ!”
ซูหลียังไม่ทันพูดอะไร เขาก็สาวเท้าเร็ว เร็ว เดินจากไปก่อนแล้ว ซูหลียืนอยู่ที่
เดิม มองแผ่นหลังที่ห่างออกไปของเขาอย่างเหม่อลอย ชิ้นส่วนความทรงจำพลัน
ผุดขึ้นมาในสมอง
บทที่ 58-2 ตัวตนที่แท้จริงของเซียงซืออวี่ (2)
เรือสินค้าระเบิด เขาปกป้องนางโดยไม่ห่วงชีวิตตนเอง
บนเกาะฉางหลี เขาก้มเก็บกลีบดอกไม้ที่ร่วงโรยอย่างระมัดระวัง
ในงานเลี้ยงอภิเษกสมรส เขาลดตัวเช็ดรองเท้าให้นาง…
แล้วยังมีชื่อที่เขาหลุดปากเรียกออกมาอย่างไม่ตั้งใจเมื่อครู่อีก! หากนางฟัง
ไม่ผิด เช่นนั้นทุกคำถามที่นางครุ่นคิดอย่างไรก็ไร้คำตอบ พลันกระจ่างแล้วในยาม
นี้
ซูหลีสงบสติอารมณ์ สาวเท้าเดินกลับไปที่ตำหนักฉางเซิงอย่างรวดเร็ว นาง
เรียกตัวเจียงหยวนเข้าวังอย่างเร่งด่วน “รีบส่งคนไปที่เกาะตงหมิง สืบทุกอย่าง
เกี่ยวกับเซียงซืออวี่มาให้หมด”
เจียงหยวนถามด้วยความสงสัย “เหตุใดเจ้าสำนักจึงต้องสืบเรื่องคนผู้นี้?”
ซูหลีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ข้าสงสัย… ว่าแท้จริงแล้วเขาไม่ใช่นายน้อยแห่ง
เกาะตงหมิง!”
นับจากนั้นเซียงซืออวี่ก็ไม่เคยเสียกิริยาเช่นคืนนั้นอีกเลย เขายังคงอ่อนโยน
และใส่ใจเช่นเดิม ราวกับการตอแยในตอนนั้น เป็นเพียงภาพลวงตาหลังจากที่เขา
ดื่มจนเมามายเท่านั้น ซูหลียังคงวางตัวเช่นเดิม ปฏิบัติตนกับเขาไม่เปลี่ยนแปลง
กระทั่งหนึ่งเดือนกว่าต่อมา เจียงหยวนสืบข่าวกลับมา ซูหลีพลิกกระดาษในมือ บน
นั้นบันทึกเรื่องราวทั้งหมดของเซียงซืออวี่ ตั้งแต่ที่เขาเกิดจนกระทั่งไปจากเกาะ
ตงหมิง อ่านแวบแรกก็คล้ายจะไม่มีอะไรผิดปกติ
ซูหลีอ่านซ้ำอีกครั้ง หัวใจพลันสั่นสะท้าน อักษรบรรทัดหนึ่งดึงดูดความสนใจ
ของนาง ‘ร่างกายอ่อนแอตั้งแต่เด็ก นอนติดเตียงตลอดปี คลุกคลีอยู่กับหยูกยา
ความรู้ตื้นเขิน…’
ซูหลีจำได้อย่างแม่นยำ ตอนที่เซียงซืออวี่มาร่วมงานเลี้ยงในวังครั้งแรก เขา
พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการวาดภาพกับเสด็จพ่อมากมาย เขาเจรจาปราศรัยอย่าง
ฉะฉาน มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ไม่เหมือนคนไม่รู้วิชาแม้แต่น้อย ความสงสัย
พลันบังเกิด ดูท่า หากต้องการยืนยันตัวตนของเซียงซืออวี่ นางคงต้องไปเยือน
จวนของเขาสักครั้งแล้ว
ซูหลีสืบที่อยู่ของเซียงซืออวี่ พบว่าเขาอยู่ที่สวนเซียง ซึ่งตั้งอยู่บนถนนซีเจีย
ในย่านการค้าทางทิศใต้ของเมือง
ตลอดเส้นทาง สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงมากมาย คึกคักเป็นพิเศษ
โรงเตี๊ยมเทียนหลงมีแขกแวะเวียนเข้ามาไม่ขาดสาย ไม่ได้รับผลกระทบจากการ
ตายของสองพี่น้องสกุลฟู่เลยแม้แต่น้อย ซูหลียังคงเดินต่อไปเรื่อยๆ นางเดินต่อ
ไปจนถึงครึ่งถนน จากนั้นก็เดินข้ามสะพานโค้งแห่งหนึ่ง ก้อนอิฐบนสะพานสะอาด
เรียบร้อย สุดสายสะพานกระเบื้องเขียวกำแพงขาวถูกปกคลุมอยู่ท่ามกลางต้นไผ่
สีเขียว คำว่า ‘สวนเซียง’ โดดเด่นสะดุดตาอยู่เหนือบานประตู
โม่เซียงเดินเข้าไปเคาะประตู ผู้ที่มาเปิดประตูเป็นบ่าวรับใช้ชายอายุน้อยคน
หนึ่ง เขาไม่รู้จักซูหลีกับโม่เซียง จึงถามด้วยความสงสัย “พวกท่านมาหาใคร?”
โม่เซียงเชิดหน้ากล่าวเสียงแหลม “คุณชายเซียงอยู่บ้านหรือไม่? องค์หญิง
ฉางเล่อต้องการพบเขา”
ครั้นได้ยินคำว่าองค์หญิงฉางเล่อ เด็กรับใช้ชายสะดุ้ง “องค์… องค์หญิง?
นายน้อยบ้านข้าออกไปทำธุระข้างนอก ยังไม่กลับมา…” เขาพูดค่อนข้างช้า
เหมือนเป็นคนจากเกาะตงหมิง ที่ยังไม่เคยชินกับภาษาของที่นี่
ซูหลีกล่าวเสียงเรียบ “ไม่เป็นไร ข้ามีเรื่องจะหารือกับคุณชายเซียง มิสู้เข้าไป
รอเขาข้างในเป็นอย่างไร?”
เด็กรับใช้ชายรีบค้อมกายอย่างนอบน้อม “เช่นนั้น ก็เชิญองค์หญิงเข้าไปนั่ง
รอข้างในสักครู่ ข้าน้อยจะไปนำชามาถวาย” เอ่ยจบก็เดินนำซูหลีเข้าไปข้างใน
สวนเซียงมีทางเข้าทั้งหมดสองทาง มีบ่าวรับใช้ไม่มาก แต่กลับสะอาดสะอ้าน
และเป็นระเบียบเรียบร้อย ครั้นเดินลึกเข้าไปข้างใน เรือนไม้หลังเล็กตั้งโดดเด่นอยู่
ตรงกลาง ด้านหน้าไม่มีต้นไม้หรือดอกไม้ปลูกไว้ ลานกว้างดูเงียบเหงาและร้างไร้
กลิ่นอายความมีชีวิตชีวา
เด็กรับใช้ชายเดินนำทางซูหลีมาถึงห้องรับแขก แล้วนำชาหอมๆ มาถวาย ซูหลี
จิบเล็กน้อย แล้วถามด้วยรอยยิ้ม “คุณชายเซียงจะกลับจวนยามใด?”
เด็กรับใช้ชายตอบ “นายน้อยไม่ได้บอกไว้ว่าจะกลับยามใดพ่ะย่ะค่ะ”
ซูหลีพยักหน้า วางถ้วยชาลง “ข้าเข้าใจแล้ว… พวกเจ้าไปทำงานเถิด ข้าจะเดิน
ชมรอบๆ สักหน่อย”
เด็กรับใช้ชายถอยออกไปด้วยท่าทางนอบน้อม ซูหลีลุกขึ้นมองพิจารณาโดย
รอบ ข้างห้องรับแขก เป็นห้องน้ำชา สองฝั่งของห้องน้ำชาเปิดโล่ง แม้มีห้องกั้น
กลาง ก็ยังสามารถมองเห็นตัวเรือนที่อยู่ตรงข้ามแม่น้ำได้ ซูหลีจึงเพิ่งค้นพบว่า
ที่แท้ด้านหลังของสวนเซียงก็อยู่ติดกับเส้นทางน้ำทางทิศใต้ของเมืองนี่เอง เรือน
ขนาดเล็กถูกสร้างริมแม่น้ำ ด้านนอกมีท่าเรือที่ทำจากไม้ ทอดยาวเข้าไปในแม่น้ำ
หากนั่งเรือออกจากที่นี่สามารถมุ่งหน้าออกไปนอกคูเมืองได้โดยตรง ถือว่าเดิน
ทางได้อย่างสะดวกสบาย
ซูหลีสำรวจห้องอื่นๆ อีก ค้นพบว่าประตูของที่นี่ล้วนเป็นแบบเลื่อนออกหรือ
ดึงเข้าจากสองฝั่ง การตกแต่งภายในก็ดูมีกลิ่นอายของคนที่อาศัยบนเกาะมาก
เช่นกัน ของทุกอย่างล้วนมาจากเกาะตงหมิง พิจารณาอย่างละเอียด ก็ยังไม่พบ
ความผิดปกติใด
หรือนางคิดผิด? เซียงซืออวี่เป็นนายน้อยจากเกาะตงหมิงจริงๆ งั้นหรือ?
ซูหลีฉงนฉงาย นางเดินผ่านประตูไม้บานหนึ่ง ชำเลืองมองอย่างไม่ใส่ใจ ทว่า
กลับสังเกตเห็นลายดอกหลีที่ถูกสลักไว้บนขอบประตู นางชะงักฝีเท้า เอื้อมมือไป
สัมผัส พบว่าประตูกลับไม่ได้ลงกลอนไว้ นางจึงผลักออกเบาๆ เป็นห้องนอนห้อง
หนึ่ง ในห้องตกแต่งอย่างเรียบง่าย ทว่าของทุกชิ้นล้วนประณีตกว่าของที่อยู่ด้าน
นอกมาก เห็นได้ชัดว่าเป็นห้องนอนของเซียงซืออวี่ ผู้เป็นเจ้าบ้านของสวนเซียง
นั่นเอง
กลิ่นหอมจางๆ อันคุ้ยเคยลอยเข้ามาจากทางหน้าต่าง ซูหลีเดินเข้าไปเปิด
หน้าต่างไม้ ต้นดอกหลีสีขาวสะอาดตาพลันปรากฏในครรลองสายตา มันผลิดอก
สีขาวบริสุทธิ์อยู่ริมแม่น้ำ นางตะลึงงันเล็กน้อย เหตุใดสองฝั่งแม่น้ำสายนี้จึงมีด
อกหลีด้วยเล่า?
นางก้มหน้าด้วยความสงสัย เห็นเพียงด้านนอกหน้าต่างมีพื้นที่ว่างเล็กๆ ก่อน
ถึงแม่น้ำ ต้นดอกหลีถูกปลูกไว้บนพื้นที่ว่างนั้น ดินใหม่ยังไม่ทันแห้ง เหมือนเพิ่ง
ถูกขนย้ายมาไม่นาน สายลมโชยเข้ามาจากผิวแม่น้ำ ดอกหลีโปรยปรายเป็นสาย
กลีบดอกสีขาวพิสุทธิ์ร่วงลงบนผิวน้ำสีเขียวมรกต จากนั้นก็ลอยไปตามสายลม
เงาร่างของเซียงซืออวี่ยามคุกเข่าก้มเก็บดอกหลีผุดขึ้นมาในสมองซูหลี นายน้อย
แห่งเกาะตงหมิง เหตุใดจึงให้ความสนใจกับดอกหลีถึงเพียงนี้ ไม่เพียงเก็บกลีบ
ดอกไม้ใส่ถุงผ้าต่วน ยังทุ่มเทย้ายต้นดอกหลีมาปลูกไว้ข้างหน้าต่างห้องนอนเช่น
นี้อีกด้วย… เขาเป็นใครกันแน่?!
ซูหลีล้วงผลึกอำพันที่เซียงซืออวี่มอบให้นางออกจากอกเสื้อ หวนนึกถึงคำพูด
ที่เขาเคยกล่าว ซูหลีก็ยิ่งสงสัยหนักกว่าเดิม นางรู้สึกร้อนรนอย่างบอกไม่ถูก ปม
ปริศนานั้นคล้ายอยู่แค่ตรงหน้า แต่กลับเหมือนบุปผาในคันฉ่อง ที่จับไม่ได้ ไล่
ไม่ทัน ผลึกอำพันในมือเย็นดุจสายน้ำ ซูหลีหมุนกายเดินสำรวจห้องนอนแห่งนี้
พลันนั้น นางเห็นใต้หมอนที่อยู่บนเตียง มีกล่องไม้จันทน์ขนาดเล็กโผล่ออกมา
นางเดินเข้าไปหยิบโดยสัญชาตญาณ รู้สึกว่ากล่องใบนี้ดูคุ้นตาเล็กน้อย คิ้วงาม
ขมวดมุ่นอย่างไม่รู้ตัว นางค่อยๆ เปิดฝากล่องออก
ซูหลีเหมือนถูกฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ นางแทบไม่อยากเชื่อสิ่งที่ตนเองเห็น
ในกล่องมีกำไลข้อมือหยกสีเขียวมรกตเส้นหนึ่งวางอยู่ ไข่มุกหยกสีเขียวใส
เงางามวาบวับทุกเม็ด ดูแวบแรกก็รู้แล้วว่าไม่ใช่ของธรรมดา
มืออันสั่นเทาหยิบไข่มุกหยกเส้นนั้นขึ้นมา พลันนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ใน
อดีต ตงฟางจั๋วเคยสวมกำไลหยกเขียวให้นาง แล้วยิ้มอย่างย่ามใจ พลางกล่าวว่า
‘ไข่มุกฝูอวิ๋นเดิมเป็นของบรรณาการจากแคว้นติ้ง ผ่านการปลุกเสกของพระอา
จารย์ฮุ่ยกวงแห่งอารามฝอกวงมาถึงสี่สิบเก้าวัน ศักดิ์สิทธิ์และมีมนต์ขลังยิ่งนัก
เสด็จพ่อมอบมันให้ข้า วันนี้ข้ามอบมันให้เจ้า เห็นไข่มุกนี้ เท่ากับเห็นข้า เจ้า ต้อง
รักษามันไว้ให้ดี…’
กลางสวนดอกหลี ยามที่เขาอับจนหนทาง เขาสวมกำไลเส้นนี้ให้นางอีกครั้ง
นางปฏิเสธเขาอย่างหนักแน่น ตัดสินใจตัดขาดสัมพันธ์กับเขาอย่างไร้เยื่อใย ทำให้
เขาเสียหลักล้มนั่งลงบนบันไดหินอันเย็นชืด วินาทีนั้น สายตาอันสิ้นหวังของเขา
ยังคงชัดเจนเหมือนเพิ่งเกิดขึ้น กำไลไข่มุกฝูอวิ๋นที่ควรจะมอดไหม้ไปพร้อมกับเขา
ในสวนดอกหลีเส้นนี้… เหตุใดจึงมาอยู่ใต้หมอนของเซียงซืออวี่ได้เล่า?!
ที่แท้… คืนนั้นที่หอเฉี่ยนเยวี่ย นางไม่ได้ฟังผิด! ชื่อที่เขาหลุดปากเรียกออก
มายามเมามายจนลืมตัวไปชั่วขณะ คือชื่อของหลีซูจริงๆ!!!