กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 57-1 แสดงความรู้สึกที่แท้จริงเพราะฤทธิ์สุรา (1)
- Home
- กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง
- บทที่ 57-1 แสดงความรู้สึกที่แท้จริงเพราะฤทธิ์สุรา (1)
วันที่แปด เดือนเจ็ด ย่างเข้าฤดูใบไม้ร่วง
องค์รัชทายาทหลางฉ่างกับฮั่วเสี่ยวหมานบุตรีแห่งจวนโหวเข้าพิธีอภิเษก
สมรส เมืองหลวงแคว้นติ้งปกคลุมไปด้วยบรรยากาศรื่นเริง นอกพระราชวัง เต็ม
ไปด้วยสีแดงแห่งความมงคล งานเลี้ยงถูกจัดตั้งแต่ตำหนักบูรพาไปจนถึงประตู
พระราชวัง เหล่าขุนนางบุ๋นบู๊เดินเข้าพิธีตามลำดับขั้น พรมสีแดงผืนหนึ่งทอดยาว
ไปยังห้องโถงใหญ่เป็นระยะทางหลายลี้ วันนี้หลางฉ่างสวมอาภรณ์สีแดงประจำ
ตำแหน่งรัชทายาท ยิ่งขับเน้นให้เขาดูหล่อเหลาสุขุมมากยิ่งขึ้น เขาจูงมือฮั่วเสี่ยว
หมานที่แต่งกายเต็มยศไม่ต่างกันเดินขึ้นบันไดไปพร้อมกันอย่างระมัดระวัง
สุดท้ายก็มายืนอยู่กลางตำหนัก แล้วค้อมกายให้ฮ่องเต้แคว้นติ้งกับฮองเฮาด้วย
ท่าทางงดงาม
พิธีอภิเษกสมรสที่เดิมตั้งใจเลื่อนเข้ามาเพื่อปลอบขวัญฮ่องเต้แคว้นติ้ง ถึงแม้
จะจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย แต่ยังคงหรูหราโอ่อ่า เหมือนดั่งภาพมายาในฝัน แสดงให้
เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของแคว้นติ้งได้เป็นอย่างดี
เหนือบันได ซูหลีกับซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยนั่งในตำแหน่งที่ถัดลงมาจากฮ่องเต้แคว้น
ติ้งและฮองเฮา กวาดมองไปรอบด้าน ในงานเลี้ยงส่วนมากเป็นขุนนางขั้นสองขึ้น
ไป รวมถึงเชื้อพระวงศ์ ท่ามกลางกลุ่มคน ซูหลีกลับมองเห็นเงาร่างของเซี่ยอวิ๋น
เซวียนนั่งอยู่ข้างประตูอย่างเหนือความคาดหมาย ทั้งสองสบตากันจากที่ไกลๆ
ชะงักงันเล็กน้อยก่อนจะละสายตาออกไป นางถอนหายใจ เดาว่าเพราะการตาย
ของเซี่ยหมิงหยาง ทำให้เสด็จพี่ละอายใจ จึงได้สุภาพกับเซี่ยอวิ๋นเซวียนเป็นพิเศษ
มิเช่นนั้นเขาซึ่งไร้ตำแหน่งในวัง ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจเข้ามาร่วมพิธีในตำหนักใหญ่
ได้อย่างนี้
เมื่อเจ้าหน้าที่พิธีการขานร้องเสียงสูง หลางฉ่างกับฮั่วเสี่ยวหมานก็หันมา
คารวะให้กัน กระทั่งเสร็จสิ้นพิธี ฮ่องเต้แคว้นติ้งกับฮองเฮาสบตากันด้วยใบหน้า
เกลื่อนยิ้ม รู้สึกปลื้มปีติอย่างบอกไม่ถูก ฮั่วถิงชวนเองก็สุขสมใจไม่ต่างกัน
งานเลี้ยงเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ บ่าวสาวถูกส่งตัวเข้าห้องหอ เงาร่างสี
แดงคู่หนึ่งที่ค่อยๆ ห่างออกไปสะท้อนในครรลองสายตาของซูหลี นางกลับรู้สึก
เศร้าสร้อยอย่างบอกไม่ถูก หลางฉ่างเลื่อนงานแต่งเข้ามาเพื่อที่นางจะได้หมั้น
หมายกับตงฟางเจ๋อได้อย่างราบรื่น ยามนี้งานแต่งของเสด็จพี่เสร็จสิ้นแล้ว นาง
กับเขา กลับยังคงอยู่ห่างกันคนละฟากฟ้า ไม่รู้จะได้พบกันอีกเมื่อใด
ยามนี้ข้างกายนาง กลับเป็นเซียงซืออวี่ที่เข้าวังด้วยฐานะราชบุตรเขย ซึ่ง
กำลังยืนมองทิศทางที่บ่าวสาวเดินจากไปอย่างครุ่นคิดเช่นกัน
ฮ่องเต้แคว้นติ้งเห็นเช่นนั้น ก็หันไปมองซูหลี แล้วเอ่ยพลางแย้มยิ้มอย่างรัก
ใคร่ “รอให้ถึงงานแต่งของฉางเล่อ พ่อจะจัดงานอย่างยิ่งใหญ่! ให้ฉางเล่อของพ่อ
ได้แต่งงานอย่างสมเกียรติ!”
ฮองเฮายิ้มแล้วกล่าวว่า “หม่อมฉันเองก็จะเตรียมชุดแต่งงานที่ดีที่สุดให้ฉาง
เล่อ ไม่ให้นางรู้สึกน้อยหน้าเด็ดขาดเพคะ!”
ฮ่องเต้แคว้นติ้งกล่าวอย่างเบิกบาน “ดี! องค์หญิงของข้า สมควรได้รับสิ่งที่ดี
ที่สุด!”
ซูหลีเงยหน้าเล็กน้อย สายตาราบเรียบไร้อารมณ์ ยิ้มแล้วเอ่ยอย่างใจเย็น
“ขอบพระทัยเสด็จพ่อและเสด็จแม่มากเพคะ ฉางเล่อไม่ได้ต้องการสิ่งใด ขอเพียง
ได้อยู่ตอบแทนบุญคุณเคียงข้างเสด็จพ่อและเสด็จแม่ไปนานๆ ก็พอแล้วเพคะ”
รอยยิ้มบนดวงหน้าธิดาอันเป็นที่รักดูสุภาพเรียบร้อย ในสายตากลับไร้ชีวิต
ชีวา หัวใจของฮ่องเต้แคว้นติ้งบีบรัดเล็กน้อย นึกย้อนไปถึงเมื่อไม่นานมานี้ ยาม
นางเอ่ยถึงตงฟางเจ๋อเต็มไปด้วยความหนักแน่นและความคาดหวัง สายตาเปล่ง
ประกาย ท่าทางมีชีวิตชีวา ยามนี้นางหมั้นหมายกับเซียงซืออวี่ตามที่เขาต้องการ
แล้ว แต่เขากลับไม่เคยเห็นนางแย้มยิ้มออกมาจากข้างในอีกเลย อดรู้สึกเศร้าโศก
ไม่ได้
ฮองเฮากล่าว “ฉางเล่อกตัญญูรู้คุณ ฝ่าบาทกับข้าต่างก็ปลื้มใจยิ่งนัก หากเจ้า
ไม่อยากแยกออกไปอยู่นอกวัง หลังแต่งงานก็อยู่ในวังต่อ เช่นนั้นยังสามารถอยู่
ข้างฝ่าบาทกับข้าได้ทุกวัน! ยังมีฮุ่ยเอ๋อร์…” จู่ๆ นางก็หันไปมองซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ย
แล้วกล่าวเชิงตำหนิเล็กน้อย “เจ้าต้องเลือกสวามีได้แล้ว ยามนี้เจ้าอายุครบยี่สิบ
แล้ว แต่ยังไม่เห็นเงาสวามีเลยแม้แต่น้อย! เจ้าไม่อยากให้ป้าเห็นเจ้าเป็นฝั่งเป็นฝา
แล้วใช่หรือไม่?”
ถึงแม้กล่าวด้วยน้ำเสียงตำหนิ แต่สีหน้ากลับเต็มไปด้วยความรักใคร่ ซั่งกวน
อวิ๋นฮุ่ยแย้มยิ้ม แล้วกล่าวว่า “เสด็จป้า! อวิ๋นฮุ่ยบอกแล้วว่าไม่รีบ! รอให้อวิ๋นฮุ่ย
พบคนที่เหมาะสม ย่อมต้องขอให้ฝ่าบาทกับเสด็จป้าช่วยดูให้อยู่แล้วเพคะ”
ฮองเฮายิ้มอย่างจนใจ “เจ้าน่ะ มีความคิดเป็นของตนเองตั้งแต่เด็ก เหมือนกับ
พ่อของเจ้า ที่ต้องจัดการเรื่องแต่งงานด้วยตนเองให้ได้ เอาเถิด ตามใจเจ้าก็แล้ว
กัน ขอเพียงเจ้ามีความสุขก็พอแล้ว!”
ครั้นได้ยินประโยคสุดท้ายของฮองเฮา ฮ่องเต้แคว้นติ้งเงยหน้ามองซูหลี เห็น
เพียงสายตาที่ซูหลีมองอวิ๋นฮุ่ยมีแววอิจฉาสะท้อนอยู่รางๆ เขาพลันสะท้านไปทั้งใจ
ตั้งแต่กลับมาอยู่ด้วยกัน เขามักคิดหาทางชดเชยความรักของพ่อที่ขาดหายไปสิบ
กว่าปีให้นางอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าเรื่องใดล้วนยึดความสุขของนางเป็นหลัก มีเพียง
เรื่องการแต่งงานของนางที่เขายืนหยัดในความต้องการของตนเอง แต่ทว่า แม้
เขาจะทำเพื่อความสุขของฉางเล่อถึงเพียงนี้ ฉางเล่อของเขากลับไม่มีความสุข
แม้แต่น้อย!
“ฉางเล่อ!” จู่ๆ ฮ่องเต้แคว้นติ้งก็เรียกนาง ใบหน้าเศร้าหมองของธิดาอันเป็น
ที่รัก ทำให้ความหนักแน่นในใจเขาเริ่มสั่นคลอน “วันนี้เป็นวันแต่งงานของเสด็จพี่
เจ้า ข้าสำราญใจยิ่ง หากเจ้ามีความปรารถนาใด ก็บอกข้าได้ ข้าจะรับปากเจ้าทุก
เรื่อง!”
ซูหลีชะงักงันเล็กน้อย เห็นเพียงในดวงตารักใคร่หวงแหนของเขาแฝงไว้ด้วย
แววสับสนลังเลรางๆ นางอดสงสัยไม่ได้ “เสด็จพ่อเพคะ?”
เซียงซืออวี่พลันลุกขึ้นยืน ยกถ้วยสุราขึ้น แล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้มจริงใจ
“ความปรารถนาขององค์หญิง คือได้อยู่ข้างกายฝ่าบาทและฮองเฮาไปนานๆ ซืออ
วี่กับองค์หญิง ขอให้ฝ่าบาทและฮองเฮาทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง พระชนมายุ
ยืนยาว ขอให้แคว้นติ้งเจริญรุ่งเรือง และสงบสุขตลอดไป! สุราถ้วยนี้ ซืออวี่ขอดื่ม
คารวะฝ่าบาทและฮองเฮา” เอ่ยจบก็แหงนหน้ากระดกสุราหมดในครั้งเดียว
ฮ่องเต้แคว้นติ้งมองดูเขา แล้วลอบถอนหายใจเล็กน้อย วาจาที่ติดอยู่ในปาก
กลับถูกกลืนลงไปอีกครั้ง เขายิ้มแล้วชูถ้วยสุราขึ้นดื่มหมดในครั้งเดียว ลึกๆ ในใจ
ยิ่งรู้สึกสับสนลังเล
ไม่นาน หลางฉ่างก็ย้อนกลับมา ฝีเท้ามั่นคง สีหน้าอ่อนโยน สายตาเต็มไปด้วย
ความอบอุ่น ซูหลีอดถอนใจเบาๆ ไม่ได้ ดูท่าวันนั้นที่จวนแม่ทัพ เสด็จพี่ได้พูดคุ
ยกับอวิ๋นฮุ่ย ทำให้คลายปัญหาในใจได้ พอหลางฉ่างย้อนกลับมา ก็ถูกผู้คน
ห้อมล้อม ยกถ้วยสุราเพื่อดื่มอวยพร
ครั้นกลุ่มคนค่อยๆ แยกย้ายกันไป หลางฉ่างจึงปลีกตัวเดินมาหา ซูหลีกับเซี
ยงซืออวี่ก้าวออกมาแล้วชูถ้วยสุราขึ้น ยิ้มแล้วกล่าวอย่างจริงใจว่า “วันนี้เป็นวัน
มงคลของเสด็จพี่ ฉางเล่อขอให้เสด็จพี่กับพี่สะใภ้มีทายาทในเร็ววัน อยู่เคียงคู่กัน
ไปจนแก่เฒ่า!” เอ่ยจบ นางก็ยกสุราขึ้นดื่มหมดถ้วยในคราวเดียว
หลางฉ่างเองก็ดื่มสุราในถ้วยจนหมดในคราวเดียว นัยน์ตาอ่อนโยนสะท้อน
แววห่วงใยอย่างชัดเจน “พี่เองก็ขอให้ฉางเล่อสมปรารถนาในสิ่งที่หวังเช่นกัน!”
นางกำนัลเดินเข้ามารินสุรา นึกไม่ถึงกลับถูกขุนนางผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ข้างหลัง
เดินชน กาสุราร่วงตกพื้น น้ำสุราในกาหกใส่รองเท้าผ้าไหมลายมังกรของหลาง
ฉ่าง
ทุกคนตกตะลึง ขุนนางคนหนึ่งร้องขึ้นด้วยความตกใจ “ในพิธีแต่งงาน สุรา
หกใส่รองเท้าของเจ้าบ่าว… ถือเป็นลางร้าย!”
กลุ่มคนตื่นตะลึง ใบหน้าของฮ่องเต้กับฮองเฮาก็แปรเปลี่ยนเป็นกลัดกลุ้ม
ฮั่วถิงชวนตะโกนสั่ง “ทหาร! ลากตัวนางออกไป…”
นางกำนัลตกใจรีบคุกเข่า หวาดกลัวทำอะไรไม่ถูก ทหารเข้ามาหมายจะลาก
ตัวนางออกไป นางกำนัลรีบตะโกน “องค์รัชทายาทโปรดไว้ชีวิตด้วยเพคะ…”
ซูหลีรีบกล่าว “เสด็จพี่เพคะ นางกำนัลมิได้ตั้งใจทำพลาด วันนี้เป็นวันมงคล
ของเสด็จพี่ หากเกิดเหตุหลั่งเลือดเกรงจะยิ่งเป็นลางร้ายมากกว่า มิสู้สั่งให้นาง
กลับไปคัดบทพระธรรมและสวดภาวนาให้เสด็จพี่ ไม่ดีกว่าหรือเพคะ?”
หลางฉ่างแย้มยิ้มเล็กน้อย หันไปมองนางกำนัลแล้วกล่าวว่า “องค์หญิง
ขอร้องไว้ ถือว่าแล้วกันไป เจ้าไปเถิด” นางกำนัลดีใจ รีบโขกหัวขอบคุณแล้วจากไป
ทันที
บทที่ 57-2 แสดงความรู้สึกที่แท้จริงเพราะฤทธิ์สุรา (2)
เหล่าคนที่ตามน้ำรีบเช็ดทำความสะอาดสุราที่หกเลอะรองเท้าให้หลางฉ่าง สายตา
ทุกคู่จับจ้องไปที่หลางฉ่าง ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าจริงๆ แล้วสุรากระเด็นใส่รองเท้า
ผ้าไหมลายก้อนเมฆของซูหลีด้วย
รองเท้าผ้าไหมเรียบลื่น ฝีมือการปักเย็บประณีตละเอียดอ่อน หยดน้ำเกาะอยู่
ด้านบน มิได้ซึมเข้าไป ซูหลีเองก็ไม่รู้เรื่องแม้แต่น้อย มีเพียงเซียงซืออวี่ที่สังเกต
เห็น เขาย่อกายลงไปนั่งคุกเข่าข้างเดียว แล้วใช้แขนเสื้อเช็ดหยดน้ำเบาๆ สายตา
จดจ่อ สีหน้าเคร่งขรึมดูจริงใจ ราวกับนอกจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ก็ไม่มีเรื่องใด
สำคัญในสายตาเขาอีกแล้ว
ซูหลีมองเขาด้วยความตกใจ นางดึงเท้าถอยหนีโดยสัญชาตญาณ เขาชะงักไป
ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืน แล้วแย้มยิ้มให้นางเล็กน้อย สีหน้าราบเรียบเป็นปกติ
คล้ายไม่ได้ใส่ใจการกระทำเมื่อครู่แม้แต่น้อย เหมือนเห็นว่าเป็นเรื่องที่สมควรทำ
อยู่แล้ว
ซูหลีเอ่ยพลางมองหน้าเขาด้วยสายตาสับสน “ท่าน… ไม่จำเป็นต้องทำเช่น
นี้!” ยิ่งเขาดีกับนางเท่าใด นางก็มีแต่จะยิ่งลำบากใจ
เซียงซืออวี่ยิ้มอย่างสุขุม “เรื่องเล็กน้อย ข้าเพียงทำตามที่ใจต้องการ ฉางเล่อ
ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ”
ซูหลีจนใจ ทำได้เพียงเบือนหน้าไปทางอื่น จิตใจสับสนวุ่นวาย
ฮ่องเต้กับฮองเฮาที่นั่งอยู่เบื้องบน ลึกๆ ในใจกลับรู้สึกต่างออกไป
ฮองเฮาคล้องแขนฮ่องเต้แคว้นติ้งเบาๆ แย้มยิ้มแล้วกล่าวว่า “ฝ่าบาทสาย
พระเนตรดียิ่งนัก เซียงซืออวี่ผู้นี้ จริงใจกับฉางเล่อจริงๆ! ภายหน้าหากฉางเล่อ
แต่งงานกับเขา เขาจะต้องทะนุถนอมฉางเล่อดุจสมบัติล้ำค่าไปตลอดชีวิต เช่นที่
ฝ่าบาททรงทำแน่นอนเพคะ! ตอนนี้ฝ่าบาททรงวางพระทัยได้แล้วหรือยังเพคะ?”
สายตาของฮ่องเต้แคว้นติ้งไหวระริก สายตาจดจ้องไปยังร่างของธิดาอันเป็น
ที่รักที่อยู่เบื้องล่าง ไอหมอกก่อตัวในดวงตารางๆ ทะนุถนอมดั่งสมบัติล้ำค่า
ปกป้องไปตลอดชีวิต นี่ก็คือสิ่งที่เขาปรารถนา ฉางเล่อของเขาจะต้องแต่งงานกับ
คนที่รักนางที่สุดในโลกนี้เท่านั้น ถึงจะไม่ถูกทำร้ายอีก! เซียงซืออวี่ คือคนที่จะ
สามารถปกป้องนางได้ เขามองไม่ผิด
หัวใจที่เดิมเริ่มสั่นคลอนเล็กน้อย กลับมาหนักแน่นอีกครั้ง ฮ่องเต้แคว้นติ้ง
กุมมือฮองเฮา แล้วแย้มยิ้มออกมาช้าๆ แต่สายตายังคงเต็มไปด้วยความเศร้า
หมองยากจะควบคุม “ตงฟางเจ๋อเป็นคนฉลาดมีวรยุทธ์สูงส่ง เป็นอันดับหนึ่งใน
ยุทธภพ แต่น่าเสียดาย เขามีความทะเยอทะยาน ความคิดซับซ้อนเกินไป กลัวว่าจะ
ไม่สามารถปกป้องฉางเล่อไปได้ตลอด ฉางเล่อ เป็นคนสำคัญของข้า สิ่งที่นาง
ต้องการ ไม่ใช่ราชันผู้สามารถรวบรวมแผ่นดินเป็นหนึ่ง แต่เป็นสวามีที่สามารถ
ปกป้องนางด้วยทั้งหัวใจที่มี ข้ามิอาจอยู่ปกป้องนางไปได้ตลอด ภายหน้า ขอเพียง
มีเซียงซืออวี่คอยอยู่ข้างกายนางก็เพียงพอแล้ว! แม้ในอนาคต ข้าก็หวังว่า
ฮองเฮาจะยังคอยดูแลฉางเล่อเสมอ!”
สายตาของฮองเฮาชะงักงัน พอคิดว่าเขาจะจากนางไป นางก็ปวดใจเหมือน
โดนมีดกรีด ได้แต่พยักหน้าอย่างหนักแน่น “หม่อมฉันจะดูแลนางอย่างดี หากฝ่า
บาทต้องการปกป้องผู้ใด หม่อมฉันก็จะปกป้องผู้นั้น! เด็กคนนี้ หม่อมฉันเห็นนาง
เป็นเหมือนลูกแท้ๆ ของหม่อมฉันนานแล้ว”
ฮ่องเต้แคว้นติ้งพยักหน้าอย่างวางใจ ฮองเฮาของเขา ไม่เคยทำให้เขาผิดหวัง
เลยสักครั้ง
สุราที่หกด้วยอุบัติเหตุถูกเก็บกวาดจนสะอาด ระหว่างที่หลางฉ่างกลับไป
เปลี่ยนรองเท้า เหล่าขุนนางก็แวะเวียนเข้ามาดื่มสุราคารวะฮ่องเต้แคว้นติ้ง
ฮ่องเต้แคว้นติ้งสุขภาพอ่อนแอ ดื่มสุรามากไม่ได้ แต่เพราะเป็นวันมงคล จะไม่ดื่ม
ก็ทำไม่ได้ ซูหลีรับถ้วยสุราในมือฮ่องเต้แคว้นติ้งไป หมายจะดื่มแทนเขา แต่กลับ
ถูกเซียงซืออวี่ฉวยถ้วยสุราไปก่อน
เซียงซืออวี่หันหน้าไปหาเหล่าขุนนาง ยิ้มกว้าง แล้วกล่าวเสียงดังกังวาน “ฉาง
เล่อดื่มสุราแทนฝ่าบาท ซืออวี่ดื่มสุราแทนฉางเล่อ สุราถ้วยนี้ ข้าน้อยขอดื่มคารวะ
ให้ทุกท่าน”
ทุกคนล้วนรู้ว่า เขาเป็นว่าที่พระสวามีขององค์หญิงฉางเล่อ การดื่มสุราแทน
จึงไม่ใช่เรื่องเสียมารยาท อีกทั้งเห็นสายตาของฮ่องเต้แคว้นติ้งที่มองเขาเต็มไป
ด้วยรอยยิ้มเอ็นดูและชื่นชม จึงไม่สะดวกกล่าวมากความ ทำได้เพียงดื่มสุราตาม
เท่านั้น
ครั้นเวียนดื่มจนรอบวง เหล่าขุนนางรื่นเริง ฮ่องเต้แคว้นติ้งสำราญใจ เซียงซื
ออวี่กลับเริ่มยืนซวนเซ ซูหลีรีบประคองเขา แล้วกล่าวถาม “ท่านไม่เป็นไรใช่ไหม?”
เซียงซืออวี่ตาปรือออกอาการมึนเมา หันมามองนางแล้วยิ้มอย่างอ่อนโยน
“ข้าไม่เป็นไร ข้ายังดื่มไหว!”
เขาชูถ้วยสุราขึ้นมา แล้วชนแก้วกับคนที่เข้ามาคารวะ หมายจะยกขึ้นดื่ม ซูหลี
รีบคว้าแขนเขา แล้วเอ่ยห้ามปราม “อย่าดื่มอีกเลย ท่านเมาแล้ว”
เซียงซืออวี่หันไปมองนาง นางอยู่ใกล้แค่นี้ กลีบปากแดงสดงดงามกำลังขยับ
พูด เขาได้ยิน แต่ก็คล้ายไม่ได้ยิน ด้วย ภาพตรงหน้าราวกับกลายเป็นอีกภาพหนึ่ง
ท่ามกลางสายตาอันพร่าเลือน ชุดแต่งงานสีแดงสดงดงามตรึงใจ แขกเหรื่อเต็ม
ห้องโถง ราวกับกำลังอวยพรให้เขากับนาง งานแต่งครั้งนี้ หากเป็นงานของเขา
กับนาง จะดีแค่ไหนกันนะ!
เซียงซืออวี่หัวใจสั่นไหว กอดนางอย่างไม่อาจห้ามใจ ดวงตาหรี่ลงด้วยความ
เมามาย ขยับกลีบปากเข้าไปใกล้ ซูหลีตกใจ ผลักเขาออก แล้วตวาดเสียงต่ำ “เซี
ยงซืออวี่!”
เซียงซืออวี่อ่อนแรงด้วยความเมามาย เสียหลักทรงตัวไม่อยู่ ล้มลงไปนั่งบน
พื้น ในงานเลี้ยงอันคึกคัก เหล่าแขกเหรื่อต่างเมามาย ต่างพากันหัวเราะเสียงดัง
อัครเสนาบดีลู่เจี่ยนไป๋หัวเราะ แล้วกล่าวว่า “ดูท่าราชบุตรเขยคงดื่มจนเมามาย
แล้ว!” ทุกคนหัวเราะเสียงดัง ในสายตาพวกเขา ฐานะของว่าที่ราชบุตรเขยซึ่งเป็น
ที่โปรดปรานของฝ่าบาทผู้นี้ จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไป
เซียงซืออวี่เสียหลักล้มนั่งบนพื้น กลับไม่แยแส เขาจ้องหน้าซูหลีอย่างจริงจัง
อ้าปากเอ่ยวาจาก็เต็มไปด้วยกลิ่นสุรา เขาหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า “ข้าไม่ได้เมา
ข้าจำเจ้าได้ เจ้าเป็นภรรยาของข้า!” นัยน์ตาคมเข้มจ้องนางอย่างหนักแน่น สายตา
เต็มไปด้วยความเสน่หา ราวกับคนตรงหน้าได้สลักอยู่ในส่วนลึกของหัวใจเขาอย่าง
ไม่อาจถอนตัวได้อีกแล้ว
ซูหลีสะท้านไปทั้งใจ ชั่วขณะหนึ่ง ราวกับมีเงาของใครคนหนึ่งทับซ้อนขึ้นมา เซี
ยงซืออวี่คนนี้เมื่อเมามายก็ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ความรู้สึกคุ้นเคยที่
คล้ายห่างหายไปนานบังเกิดขึ้นในใจรางๆ อย่างอธิบายไม่ถูก
มีคนเดินเข้าไปช่วยประคองเขา แต่กลับถูกเขาผลักออก เขาจ้องซูหลีไม่ละ
สายตา ท่ามกลางเสียงหัวเราะมากมาย จู่ๆ เขาก็หัวเราะตามไปด้วย แต่รอยยิ้มนั้น
กลับค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นโศกเศร้าและเจ็บปวด
หัวใจของซูหลีบีบรัด อวิ๋นฮุ่ยสะกิดแขนนาง แล้วเอ่ยเสียงเบา “รีบประคองเขา
ขึ้นมาเถิด อย่าปล่อยให้ผู้อื่นหัวเราะเยาะอีกเลย!”
ซูหลีหมายจะเดินเข้าไปประคองเขา เขากลับตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาเอง แม้
ยืนไม่มั่นคง แต่ก็ยังไม่ลืมหันไปค้อมกายให้ฮ่องเต้แคว้นติ้ง “เซียงซืออวี่เมามาย
จนเสียมารยาท ฝ่าบาทโปรดทรงอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้แคว้นติ้งโบกมือ เหล่าแขกเหรื่อต่างพากันแยกย้าย ฮ่องเต้แคว้นติ้ง
ยิ้มอย่างอ่อนโยน “เจ้าเมามายเพราะข้า ข้าจะเอาผิดเจ้าได้เช่นไร ฉางเล่อ ราชบุตร
เขยเมาแล้ว เจ้าส่งเขากลับไปพักที่หอเฉี่ยนเยวี่ยเถิด”
ซูหลีเพียงก้มหน้ารับคำ “เพคะ” นางเดินเข้าไปประคองเซียงซืออวี่ออกจาก
ตำหนัก เซี่ยอวิ๋นเซวียนที่นั่งอยู่ข้างประตูพลันเงยหน้าขึ้น เขามองเซียงซืออวี่ที่
กำลังเมามาย สายตาคล้ายแฝงแววห่วงใย ทำท่าจะเอ่ยปากแต่ก็หยุดไป ซูหลี
สังเกตเห็นสายตาเขา ครั้นเห็นนางมองมา เขาก็รีบก้มหน้าลงไป
หอเฉี่ยนเยวี่ยอยู่ใกล้ตำหนักบูรพา มีไว้สำหรับรับแขกโดยเฉพาะ คนในวังส่วน
ใหญ่ล้วนไปร่วมฉลองในงานเลี้ยงที่ตำหนักบูรพา ที่นี่จึงเงียบงันร้างไร้ผู้คน เพียง
กำแพงกั้น ฝั่งนั้นบรรยากาศครื้นเครง ฝั่งนี้กลับเงียบสงบไร้เสียง
ซูหลีประคองเขานั่งลงบนเตียง รินชาร้อนให้เขา เซียงซืออวี่เอนกายพิงราว
เตียง ยกมือรับถ้วยชาไป อุณภูมิอุ่นร้อนของน้ำชาในถ้วยแทรกซึมผ่านเครื่อง
เคลือบกระเบื้องสู่กลางฝ่ามือเขา หัวใจอันหนาวเหน็บก็คล้ายจะอบอุ่นตามไปด้วย
เขามองหน้าซูหลี ดวงตาหรี่ลงด้วยความเมามาย สายตาค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็น
เลื่อนลอย
พิธีอภิเษกสมรสขององค์รัชทายาทหลางฉ่าง ในวังเต็มไปด้วยสีแดงแห่งงาน
มงคล แม้แต่คานประตูของหอเฉี่ยนเยวี่ยยังมีผ้าไหมสีแดงแขวนไว้ สีแดงสด
สะดุดตา ราวกับเวลาได้หวนย้อนกลับ ชั่วขณะหนึ่ง เขามองเห็นสตรีที่สวมชุด
มงคลสีแดง ค่อยๆ เอื้อมมือออกมาวางลงกลางฝ่ามือเขา เขากุมมือนางแน่น
หัวใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขล้น สาบานกับตนเองว่าจะปกป้องนางไปตลอดชีวิต
แต่ทว่า เพียงชั่วพริบตา มือข้างนั้นกลับถูกมือของใครอีกคนกระชากนางออกจาก
มือของเขา! เขาอยากไขว่คว้านางคืนมา แต่สวรรค์กลับไม่เป็นใจ…