ข้าคือนางร้ายในนิยายจำกัดเรท - บทที่ 44 ลมหายใจของเขาสับสนวุ่นวาย
รุ่งเช้าวันถัดมา สายฝนโปรยปรายลงมาอย่างแผ่วเบา ทำลายความสงบแห่งราตรีที่ผ่านพ้นไปในพริบตา บนลาน
ศิลาสีเขียวเปียกชื้น ด้านหลังเรือนปลูกต้นไม้ดอกไม้ไว้ก็แปรเปลี่ยนเป็นดินเลนเลอะเทอะ
หลินถิงทอดกายพิงกรอบหน้าต่างอย่างเกียจคร้าน ฟังเสียงฝนด้วยดวงตาว่างเปล่าเป็นระยะก็ยื่นมือออกไปรับ
เม็ดฝน นับแต่เมื่อวาน หลังจากจินอันไจ้ได้พบกับองค์หญิงผู้นั้น อารมณ์ของเขาก็เย็นยะเยือกยิ่งกว่าเดิม ราวกับมีอักษร
“ห้ามผู้คนเข้าใกล้” ลอยอยู่รอบกาย เขากลับไปยังหอหนังสือโดยไม่ปริปากพูดจา เพียงจดจ่ออยู่กับการปรุงยาสำหรับ
สุนัขของตน
นางเคยเอ่ยปากถามว่าทั้งสองรู้จักกันหรือไม่ เขาเพียงตอบสั้นๆ ว่า “รู้จัก” แล้วมิได้เอ่ยคำใดอีก
นับแต่แคว้นต้าเหยียนล้มล้างต้าฮามานั้นก็แปดปีแล้ว จินอันไจ้ในยามนั้นมีอายุสิบเอ็ดปี ส่วนองค์หญิงก็น่าจะรุ่น
ราวคราวเดียวกัน พวกเขาคงรู้จักกันแต่เยาว์วัย คนที่รู้จักในอดีต บัดนี้กลับกลายเป็นบุตรีของผู้ที่ล้มล้างแคว้นของตน
จะให้รับได้โดยง่ายก็คงมิใช่
หลินถิงระลึกถึงเหตุการณ์เมื่อวาน องค์หญิงเรียกเขาว่า “พี่ฉี” แต่เมื่อขันทีตามมาทันกลับเปลี่ยนไปเรียกว่า
“คุณชาย” นั่นย่อมแสดงว่านางจำเขาได้ และยังตั้งใจจะช่วยปิดบังความลับอีกด้วย ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ในอดีตย่อมมิ
ธรรมดา
ปีที่เปลี่ยนราชวงศ์นั้น นางยังเยาว์วัยเพียงสิบปี ยังมิทันตื่นรู้ ไม่ได้เข้าไปข้องแวะกับการชิงดีชิงเด่นในเรือนหลัง
เพียงมัวแต่ริษยาต้วนซินหนิง มิได้ใส่ใจราชสำนักหรือแคว้นบ้านเมือง
อีกทั้งนิยายเดิมที่นางเคยอ่าน เป็นเพียงนิยายจำกัดอายุที่เน้นหนักเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบุรุษและสตรี หาได้
ใส่ใจภูมิหลังทางการเมืองแม้แต่น้อย แม้จะกล่าวถึงราชวงศ์เดิมอยู่บ้าง ก็มีเพียงผ่านๆ สั้นๆ นางจึงไม่มีหนทางมากนักใน
การล่วงรู้ความหลังเหล่านี้ และไม่กล้าสืบถามจากผู้อื่นด้วยความประมาท
สิ่งที่หลินถิงวิตกยิ่งกว่า คืออนาคตของจินอันไจ้ หากวันหนึ่งเขาถูกเปิดเผยตัวตน บุคคลเช่นเขาย่อมมิอาจรอดพ้น
โทษทัณฑ์แห่งราชสำนัก เว้นแต่จะลุกฮือขึ้นต่อต้านเท่านั้น
นางจ้องมองหยาดฝนที่หยดผ่านปลายนิ้ว ลงกระทบพื้นนอกหน้าต่างจนแตกกระเซ็น ขณะนั้นเถาจูนำจานใส่ลูก
บ๊วยสดเข้ามาวางบนโต๊ะหน้าแนวหน้าต่าง “คุณหนูเจ็ดเจ้าคะ ลูกบ๊วยสดนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าฝากให้คนส่งมาถึงท่านเจ้าค่ะ
ลองชิมดูเถิด”
หลินถิงหยิบลูกบ๊วยสีม่วงเข้มขึ้นมามองโดยมิได้ชิม สีหน้าประหลาดใจ “ท่านย่า? อยู่ๆ ส่งของมาให้ข้าเช่นนี้ ช่าง
ประหลาดยิ่ง ก่อนหน้านี้ไม่เคยมี เห็นทีพระอาทิตย์คงขึ้นจากทิศตะวันตกเสียกระมัง”
หลินซานเย่ดูถูกมารดาของหลินถิง คือหลี่จิงชิว และผู้เป็นย่าเองก็ไม่ใคร่ชอบใจหลี่จิงชิวด้วยเช่นกัน แทบไม่เคย
สนใจหลานสาวผู้นี้ ความสัมพันธ์จึงห่างเหิน พบเจอกันก็แต่ในวันเทศกาลเท่านั้น สำหรับนางแล้ว ท่านย่าเปรียบเสมือน
คนแปลกหน้า ไม่เคยต้องการในวัยเยาว์ และก็ไม่คิดจะพึ่งพาเมื่อโตแล้ว
ฝนข้างนอกเริ่มตกหนักขึ้น เถาจูยื่นมือปิดหน้าต่างลงเล็กน้อย ป้องกันมิให้เม็ดฝนกระเซ็นเข้ามา “เมื่อวานฮูหยิน
ผู้เฒ่าได้พบกับสหายเก่าที่เคยสนิท ท่านทั้งหลายได้เอ่ยถึงคุณหนูเจ้าค่ะ”
หลินถิงคลึงลูกบ๊วยในมือ สูดกลิ่นหอมเปรี้ยวหวาน “พูดถึงข้า?”
เถาจูว่าเบาๆ “ฮูหยินผู้เฒ่ารู้สึกว่าคุณหนูควรหมั้นหมายเสียทีแล้วเจ้าค่ะ”
ลูกบ๊วยในมือร่วงหล่นกลับลงจานเดิม ก่อนจะกระเด็นตกลงพรมกลิ้งไปหลายตลบ “ส่งของมาเพื่อลองใจข้าใช่
หรือไม่ เอาลูกบ๊วยคืนไปให้หมด”
“เจ้าค่ะ” เถาจูรีบทำตาม
ไม่นานนักหลี่ซื่อก็เข้ามา นางเอ่ยขึ้นว่า “องค์หญิงทรงประสงค์จะพบเจ้า” แล้วถามต่อด้วยความประหลาดใจ
“ตั้งแต่เมื่อใดกันที่เจ้ารู้จักกับองค์หญิง ข้าไม่เคยรู้มาก่อน”
หลินถิงละจากหน้าต่าง มานั่งขัดสมาธิบนแท่นหยก “องค์หญิงจะพบข้าหรือ?” คงเป็นเพราะเมื่อวานเห็นนาง
สนิทสนมกับจินอันไจ้ องค์หญิงจึงให้คนไปสืบและทราบว่านางเป็นบุตรหญิงสกุลหลิน
หลี่ซื่อไม่รู้เบื้องหลัง คิดว่าเป็นเรื่องดี “เจ้าบอกข้ามาเร็วๆ เจ้าไปคุ้นเคยกับองค์หญิงตั้งแต่เมื่อใด”
“เมื่อวาน?” เพิ่งพบกันเมื่อวานจริงๆ
หลี่ซื่อปลื้มปิตินัก “องค์หญิงต้องชอบเจ้าเป็นแน่ เพิ่งเจอเมื่อวาน วันนี้ก็ส่งเทียบมาเชิญถึงจวนแล้ว”
หลินถิงไม่รู้จะอธิบายอย่างไร เพราะไม่อาจเอ่ยถึงจินอันไจ้ “ท่านแม่ เรื่องมันไม่ใช่อย่างที่ท่านคิดดอก ท่านช่วย
ตอบเทียบไปว่าข้าไม่สบาย ไม่อาจไปพบได้”
องค์หญิงนัดพบก็เพื่อสืบเรื่องของจินอันไจ้เป็นแน่
หลี่ซื่อว่า “เทียบของเฝิงฮูหยินเจ้ายังกล้าปฏิเสธ นี่ยังจะปฏิเสธเทียบจากองค์หญิงอีกหรือ? เฝิงฮูหยินยังเมตตา
ชอบเจ้า ไม่ถือสาหาความ แต่องค์หญิงน่ะ เราไม่อาจล่วงเกินได้”
ถ้าพูดเช่นนี้หลินถิงก็เถียงไม่ออก อีกทั้งองค์หญิงก็มิได้มีท่าทีเป็นศัตรู นางจึงมิได้ปฏิเสธอีก
“องค์หญิงนัดเจ้าช่วงเที่ยง เจ้าต้องรีบไปเตรียมตัวให้พร้อม อย่าให้เสียเวลา” หลี่ซื่อเรียกสาวใช้เข้ามา “เร็วเข้า
มาช่วยคุณหนูเจ็ดชำระกายผลัดเสื้อ”
หลังจากตระเตรียมอยู่เกือบชั่วยาม หลี่ซื่อจึงยอมปล่อยตัวบุตรสาว พร้อมกำชับว่า “ต่อหน้าองค์หญิง ต้อง
วางตัวให้เหมาะสม อย่าเผลอพูดจาอะไรเกินเลยเชียว”
หลินถิงพยักหน้า “รู้แล้ว ข้าไม่ใช่เด็กสามขวบเสียหน่อย”
เที่ยงตรง รถม้าขององค์หญิงก็มาถึงจวนหลิน หลี่ซื่อนำปิ่นประดับดอกไม้ปักลงบนผมลูกสาวเป็นอันสุดท้าย หวัง
ให้นางไม่ดูขี้ริ้วขี้เหร่เกินไป แล้วก็รีบร้อนเร่งให้นางออกไปอย่าให้องค์หญิงต้องคอย
หลินถิงจูงเถาจูเดินออกมา ยังไม่พ้นประตูใหญ่ก็เห็นรถม้าที่หุ้มด้วยแพรไหมทั้งสี่ด้าน แขวนกระดิ่งทองเสียงใส
ไพเราะอยู่ภายนอก ภายใต้เสียงกระดิ่งดังแว่ว หลินถิงยกชายกระโปรง ก้าวลงบันไดแล้วเดินตรงไปยังรถม้า
หน้ารถมีนางกำนัลอยู่สองนาง ล้วนมีรูปโฉมงดงามสะคราญตา เมื่อเห็นนางเดินมา ก็แบ่งหน้าที่กันอย่าง
คล่องแคล่ว คนหนึ่งวางเก้าอี้สำหรับเหยียบ อีกคนเปิดม่านอย่างนอบน้อม เอ่ยพร้อมกันว่า “คุณหนูเจ็ดแห่งสกุลหลิน”
หลินถิงพยักหน้ารับ ขึ้นรถม้าอย่างสง่างาม แต่เมื่อก้าวขึ้นมาแล้วกลับพบว่ามีคนอยู่ข้างใน จึงชะงักฝีเท้า “องค์
หญิง?” นางนึกว่าอีกฝ่ายจะเพียงส่งคนมารับ ไม่คิดว่าจะมาด้วยตนเอง
องค์หญิงยิ้มพราว พยักหน้าน้อยๆ แล้วตบเบาะข้างตนอย่างเป็นกันเอง “เข้ามานั่งเถิด”
หลินถิงรู้สึกเหมือนได้รับพระเมตตาเกินคาด จึงให้เถาจูรออยู่ด้านหน้า แล้วจึงเข้าไปนั่งด้านใน เมื่อได้นั่งแล้วจึง
นึกขึ้นได้ว่าจะต้องถวายบังคม จึงรีบขยับจะลุกขึ้น “หม่อมฉันขอถวายพระพร”
องค์หญิงจ้องมองใบหน้าของนางแล้วโบกมือ “คุณหนูเจ็ดไม่ต้องพิธีรีตอง”
หลินถิงจึงนั่งลงอีกครั้ง กลัวว่าการจ้องมองจะเป็นการล่วงเกิน ทว่าอดไม่ได้ที่จะเหลือบมององค์หญิงด้วยความ
อยากรู้อยากเห็น
องค์หญิงดูเหมือนจะโปรดสีเหลืองยิ่งนัก ทั้งเมื่อวานและวันนี้ล้วนสวมอาภรณ์สีเหลืองสด ใบหน้าที่แต่งแต้มจัด
จ้านช่วยให้สีจัดจ้านของเสื้อผ้าดูงามสง่า ที่เอวยังมีอัญมณีรูปดอกกล้วยไม้สีม่วงห้อยอยู่ ดูมั่งคั่งหรูหรา นางยังมีกลิ่นหอ
มอ่อนๆ ติดกาย กลิ่นนั้นชวนหลงใหล หลินถิงอดขยับจมูกสูดกลิ่นไม่ได้
องค์หญิงมองเห็นทุกท่วงท่าแล้วหัวเราะเบาๆ “คุณหนูเจ็ดชอบกลิ่นหอมนี้หรือ?”
หลินถิงตอบตามจริง “หอมมากเพคะ”
องค์หญิงใจดีนัก “หากเจ้าชอบ วันหลังข้าจะให้คนส่งให้เจ้า”
หลินถิงรู้ว่านี่เป็นไมตรีที่อีกฝ่ายใช้ล่อให้นางเผยความลับ จึงปฏิเสธ “ไม่เป็นไรเพคะ หม่อมฉันชินกับกลิ่นที่ใช้อยู่
แล้ว”
“ก็ได้ ตามใจเจ้า” องค์หญิงไม่ได้บีบบังคับ จากนั้นก็เข้าเรื่องทันที “คุณหนูเจ็ด บุรุษที่อยู่กับเจ้าเมื่อวานคือใคร
หรือ?”
หลินถิงย่อมรู้ดีว่าอีกฝ่ายหมายถึงผู้ใด “เขาคือสหายของหม่อมฉัน นามว่าจินอันไจ้เพคะ”
องค์หญิงทวนชื่อช้าๆ สีหน้าซับซ้อน จากนั้นก็ถามอีก “ชื่อนี้เพราะนัก เจ้ารู้จักเขามานานแล้วหรือ เห็นว่าเขา
สวมหน้ากากอยู่ ข้าอดสงสัยมิได้”
ทั้งสองต่างรู้กันดีว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร ทว่าต่างฝ่ายก็ต่างไม่คิดจะเปิดโปง หลินถิงคิดถี่ถ้วนแล้วตอบ “รู้จักกัน
มาสองปีแล้วเพคะ เป็นสหายกัน ย่อมเคยเห็นหน้ากันอยู่บ้าง”
องค์หญิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเผยรอยยิ้มอีกครา “เขาคงเชื่อใจเจ้ามากทีเดียว”
หลินถิงว่า “พอประมาณเพคะ”
องค์หญิงทอดถอนใจเล็กน้อย “ข้าช่างอิจฉาความสัมพันธ์ของพวกเจ้าเสียจริง” แล้วเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน “คุณ
หนูเจ็ด ข้าอยากเป็นสหายกับเจ้า เจ้าคิดเช่นไร?”
อยู่ๆ จะให้ปฏิเสธองค์หญิงได้อย่างไร หลินถิงจึงพยักหน้า “นับเป็นเกียรติของหม่อมฉันเพคะ… ขอทราบว่า
พระองค์จะพาหม่อมฉันไปที่ใดหรือเพคะ?”
นางแอบชะโงกมองผ่านม่านเมื่อครู่ เห็นว่าเส้นทางดูเหมือนจะมุ่งไปยังหอชั้นนำอย่าง “หอหมิงเยว่”
องค์หญิงว่า “หอหมิงเยว่”
หลินถิงเบิกตา “พระองค์จะพาหม่อมฉันไปหอหมิงเยว่?”
“ข้าได้ยินว่าเจ้ายังมิได้หมั้นหมาย ขณะยังมีอิสรภาพอยู่ก็ควรเสพสุขให้เต็มที่ หอหมิงเยว่เพิ่งรับเด็กหนุ่มชุดใหม่
มา สะอาดสะอ้าน ข้าจะพาเจ้าไปดูเล่น ไหนๆ เราก็เป็นสหายกันแล้ว ข้าย่อมต้องแบ่งปันกับเจ้า”
หลินถิงในใจว่า ไม่จำเป็นต้องแบ่งปันถึงเพียงนั้นก็ได้……นางเคยได้ยินกิตติศัพท์เรื่องรักๆ ใคร่ๆ ขององค์หญิงมา
ก่อน แต่มาประสบด้วยตนเองเช่นนี้ นับว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ “ขอบพระทัยในพระกรุณา แต่เกรงว่าหม่อมฉันไม่
โปรดสิ่งนั้นเพคะ”
องค์หญิงหัวเราะเบาๆ “ต่อไปอย่าพูดคำว่าหม่อมฉันให้มากนักเลย” แล้วจึงเย้า “หรือว่าเจ้าเคยลองแล้ว?”
หลินถิงรีบตอบ “หาได้เคยไม่เพคะ”
“ไม่เคย แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าตนไม่ชอบ?” องค์หญิงว่า “ไม่ต้องห่วง พวกเขารู้หน้าที่ดี เจ้าอยากให้ทำเสียงสุนัข
พวกเขาก็จะทำตาม น่ารักนัก”
หลินถิง “……”
องค์หญิงจับมือนางอย่างอ่อนโยน “เจ้ามีผู้ที่รักแล้วแต่เอื้อมไม่ถึงหรือไม่? พวกเขาช่วยให้เจ้าลืมเขาได้ และให้
ความสุขแก่เจ้า”
หลินถิงตอบเสียงแผ่ว “หามีไม่เพคะ” ถ้าจะว่ามีก็คงเป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภ แต่เด็กหนุ่มในหอนั้นก็คงมิอาจลบ
ภาพเทพแห่งโชคลาภจากใจนางได้
“ถึงไม่มี ก็ลองดูได้สักครั้ง ทุกสิ่งย่อมมีครั้งแรกทั้งสิ้น”
องค์หญิงดูจะยังมิคิดล้มเลิกความตั้งใจที่จะพาไปหอหมิงเยว่ พลางเกลี้ยกล่อมต่อว่า “ใครจะรู้ หลังจากวันนี้ไป
เจ้าก็อาจจะหลงรักสิ่งนี้เลยก็เป็นได้”
หลินถิงหาข้ออ้างอื่นมาหลบเลี่ยง “ฝ่าบาท……หม่อมฉันเกรงว่าจะถังแตกเสียแล้ว”
องค์หญิงกลับมิใส่พระทัยแม้แต่น้อย “ก็ในเมื่อเป็นข้าที่พาเจ้ามา แล้วไฉนเลยถึงจะให้เจ้าควักเงินเล่า เจ้าก็แค่
เอาใจใส่กับความสุขของตนให้เต็มที่เป็นพอ ส่วนอื่นๆ เจ้ามิต้องห่วง”
รถม้าแล่นมาหยุดลงอย่างพอเหมาะพอเจาะ หลินถิงยังมิทันเปิดม่านออกก็ได้ยินเสียงดนตรีขับขาน เสียงดีดสีตี
เป่าเซ็งแซ่ชวนเคลิบเคลิ้ม องค์หญิงประคองนางลงจากรถม้า ด้วยท่าทีที่ดูคล่องแคล่วอย่างยิ่ง “เชื่อข้าเถิด เจ้าย่อมต้อง
ชอบที่นี่แน่”
เถาจูลงจากรถม้าก่อนแล้ว ถึงกับตะลึงจนพูดไม่ออก หากแต่ก็ยังไม่กล้าขัดความประสงค์ขององค์หญิง ได้แต่
เหลือบตามองหลินถิงเป็นระยะ
หลินถิงรู้ดีว่ายากนักที่จะปฏิเสธองค์หญิง จึงทำได้เพียงตามพระองค์เข้าไปยัง “หอหมิงเยว่” สถานเริงรมย์ชื่อดัง
ไม่ไกลกันนัก เหล่าทหารองครักษ์ในชุดผ้าไหมปักลายทองกำลังลาดตระเวนตามถนนอย่างเข้มงวด ผู้นำขบวนวัน
นี้คือท่านรองผู้บัญชาการต้วนหลิง ซึ่งหันหน้ามายังหอหมิงเยว่พอดี เขามองเห็นหลินถิงกำลังก้าวเข้าไปในอาคาร
ภายในหอหมิงเยว่ หลินถิงเดินตามองค์หญิงไปตามระเบียงวกวน ก่อนจะพบกับบรรดาชายงามที่แต่งหน้าแต่งตัว
ประหนึ่งหญิงสาว เดินกรีดกรายส่งยิ้มหวานหยดให้พวกนาง ชายงามสองคนถึงกับขว้างผ้าเช็ดหน้าหอมฟุ้งมาให้นาง
กลิ่นเครื่องหอมแรงจัดจนทำให้นางเกือบจาม
องค์หญิงเองก็ได้ผ้าเช็ดหน้าหนึ่งผืน แต่กลับโยนทิ้งอย่างไม่ใยดี “ที่นี่ หากพวกเขาขว้างผ้าเช็ดหน้าให้ นั่นก็
หมายความว่าเขาถูกใจเจ้า อยากจะปรนนิบัติเจ้า”
หลินถิงรีบคว้าผ้าเช็ดหน้าไปโยนทิ้งไกล “ฝ่าบาท……หม่อมฉันหาได้สนใจในเรื่องนี้ไม่”
“ข้าก็ว่าแล้ว เจ้ายังไม่เคยลองดูนี่นา” องค์หญิงว่า พร้อมกับยกม่านลูกปัดขึ้น “ตามข้าเข้ามาก่อนเถิด”
ภายในหอหมิงเยว่นั้นคึกคักนัก เสียงดนตรี เสียงหัวเราะ และกลิ่นสุราปะปนกันอย่างอ่อนละมุนชวนเคลิ้มฝัน
หลินถิงตั้งสติ มองไปรอบๆ หอหมิงเยว่แบ่งเป็นสองฟาก ข้างหนึ่งเป็นนางโลม อีกฟากหนึ่งเป็นชายงาม ตรงกลางมีเวที
ผูกด้วยผ้าแดงสำหรับการแสดงของทั้งสองฝ่าย แข่งกันเรียกลูกค้า
บนเพดานเวทีนั้นห้อยกระดิ่งเงินระย้า แสงโคมแปดสิบแปดดวงสว่างไสวราวกลางวัน ระหว่างสอดส่องอยู่
สายตาของหลินถิงก็ไปสะดุดที่ชายงามผู้หนึ่งบนเวที
งดงามจริงเชียว……นางเริ่มจะรู้สึกสนใจอยู่บ้างแล้ว
องค์หญิงดูท่าจะเป็นขาประจำของที่นี่ แม่เล้าเจ้าของสถานที่รีบเข้ามาต้อนรับด้วยความเคารพ “ไม่ทราบว่าผู้
ติดตามของฝ่าบาทคือ……?”
“นางเป็นใครเจ้ามิต้องรู้ แค่ไปเรียกพวกชายงามรุ่นใหม่ให้ข้าก็พอ” องค์หญิงกล่าวอย่างเฉียบขาด แล้วจึงพา
หลินถิงขึ้นอาคารฟากชายงาม เข้าสู่ห้องรับแขกห้องหนึ่ง ปล่อยให้เถาจูและนางกำนัลเฝ้าอยู่นอกประตู ไม่นานนัก แม่
เล้าก็นำกลุ่มชายงามหน้าตาดีขึ้นมา
องค์หญิงเอนกายลงบนตั่ง ให้ชายงามนวดขาให้อย่างผ่อนคลาย “เจ้าก็เลือกตามใจ หากชอบใครก็ให้เขาอยู่ด้วย
หากชอบทั้งหมด……ก็ให้เขาอยู่ทั้งหมดเลย คนหนึ่งแค่สิบตำลึงเท่านั้นเอง”
หลินถิงไม่อยากเลือกชายงาม นางอยากลงไปดูชายงามเต้นระบำมากกว่า แต่ยังไม่ทันพูดออกไป ก็เกิดเสียง
อึกทึกขึ้นนอกหอ
องค์หญิงขมวดคิ้ว “เกิดอะไรขึ้น ทำไมเสียงดังนัก?”
แม่เล้ารีบออกไปสืบ แล้วกลับมาด้วยสีหน้าลำบากใจ “เป็นพวกองครักษ์เสื้อแพรมาตรวจตราเพคะ”
ตั้งแต่คุณชายห้าสกุลเซี่ยหนีไป การตรวจตราขององครักษ์ก็ยิ่งถี่ขึ้น จากครึ่งเดือนครั้ง กลายเป็นทุกสองสามวัน
เป็นที่รู้กันทั่วเมือง
องค์หญิงผลักชายงามออก “ตรวจตราอะไรกันไม่รู้จักกาลเทศะ มาวันที่ข้ามาที่นี่เสียด้วย บอกให้พวกมันกลับไป
ให้มาตรวจวันหลัง”
แม่เล้ากล่าวเบาๆ อย่างลำบากใจ “วันนี้คนที่มาตรวจคือท่านรองผู้บัญชาการต้วนเพคะ……”
ต้วนหลิงหรือ? บังเอิญเกินไปแล้ว หลินถิงรู้สึกอยากหาที่หลบซ่อนทันที
องค์หญิงเห็นดังนั้นก็หัวเราะเบาๆ “เจ้ากลัวอะไรเล่า ก็แค่พวกองครักษ์ ไม่เกี่ยวกับเรื่องพวกเรามาซื้อชายงาม ให้
เขาตรวจให้เสร็จ แล้วค่อยต่อ”
ก็จริง……นางมิได้ทำผิดอันใด จะกลัวไปทำไม? แต่ก็ยังรู้สึกประหลาดๆ อยู่ดี ไม่นานนัก องครักษ์ก็มาถึงห้องพวก
นาง ผู้ที่ก้าวเข้ามาก็คือต้วนหลิงนั่นเอง เขาสวมชุดยาวลายปลาบิน ดาบซิ่วซุนห้อยข้างเอว รูปโฉมงดงามแต่มิได้อ่อนแอ
“องค์หญิง”
องค์หญิงเคยพบเขาบ้าง จึงจำได้ “ท่านรองผู้บัญชาการต้วน”
สายตาของเขาเหลือบไปเห็นหลินถิงที่เกือบนั่งหลบมุมอยู่ “คุณหนูเจ็ด”
หลินถิงยิ้มแห้งๆ “ท่านรองผู้บัญชาการ”
องค์หญิงมองสองคนสลับกันอย่างสนใจ “เจ้าสองคนรู้จักกัน?”
หลินถิงรู้สึกกระดาก ไม่กล้าสบตาต้วนหลิง “หม่อมฉันเป็นสหายสนิทกับน้องสาวของเขา จึงเคยพบกันอยู่บ้าง”
องค์หญิงกินองุ่นที่ชายงามป้อน “ที่แท้ก็มีสายสัมพันธ์เช่นนี้”
แล้วพระองค์ก็เลือกชายงามสองคนหน้าตาดี ส่งให้ไปอยู่ข้างหลินถิง “ไปปรนนิบัตินางให้ดี
ชายงามทำตามคำสั่ง ก้าวเข้ามาใกล้หลินถิง ท่าทางของต้วนหลิงยังคงสงบ หากมือกลับลูบผ่านด้ามดาบโดยไม่รู้
ตัว
หลินถิงเห็นดังนั้นรีบหาทางหลีกเลี่ยง “องค์หญิง หม่อมฉันนึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องเรียนปรึกษากับ
ท่านรองผู้บัญชาการ……หากมีคนอื่นอยู่คงไม่สะดวกนัก”
จนถึงตอนนี้ หลินถิงพลันเข้าใจว่าเหตุใดองค์หญิงถึงดึงดันจะพานางมาที่นี่ให้ได้ เพราะอยากรู้ว่านางมีใจให้จินอัน
ไจ้หรือไม่ หากให้พูดตรงๆ ว่าไม่ชอบ อีกฝ่ายก็คงไม่เชื่อ นางต้องหาทางหลีกเลี่ยงอย่างแนบเนียน
องค์หญิงกวักมืออย่างเข้าใจ “หากไม่สะดวกต่อหน้าคนอื่น ก็ไปที่ห้องข้างๆ คุยให้เสร็จก่อนเถิด ข้ารอได้”
หลินถิงจึงหันไปถามต้วนหลิง “ท่านรองผู้บัญชาการ จะว่าอย่างไรเจ้าคะ? ไม่กี่คำเท่านั้น ไม่เสียเวลาแน่”
ต้วนหลิงปลายนิ้วกระตุกเล็กน้อย “ได้”
องค์หญิงมองตามทั้งคู่ไป สีหน้าแฝงแววใคร่ครวญ แม้แต่ชายงามก็ถูกปล่อยปละ หลินถิงกับต้วนหลิงจึงก้าวออก
ไปยังห้องว่างด้านข้าง หลินถิงปิดประตูลง เดินเข้าหาอีกฝ่าย พลางครุ่นคิดว่าจะหลุดพ้นจากสถานการณ์นี้เช่นไร
เขาปล่อยมือจากด้ามดาบ “คุณหนูเจ็ดต้องการพูดอะไร?”
หลินถิงเห็นถ้วยชาบนโต๊ะ จึงรินชามอบให้ “ท่านตรวจการย่อมเหนื่อยนัก ดื่มชาสักหน่อยเถิด ข้าอยากถามว่า
อาการบาดเจ็บของท่านดีขึ้นแล้วหรือยัง?”
“หามิได้แล้ว ขอบคุณที่ห่วงใย” เขารับถ้วยจากนาง ดื่มคำหนึ่ง แล้วถามกลับ “คุณหนูเจ็ดมักมาที่นี่บ่อยหรือ?”
“ไม่เลย!” นางรีบปฏิเสธทันที
“ข้าถูกพามาครั้งแรกก็โดยองค์หญิงนี่แหละ ข้าไม่มีปัญญามาที่นี่บ่อยหรอก เงินทองข้าไม่ได้มีมากมายขนาดนั้น”
อาคารนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่เผาผลาญเงินในเมืองหลวง นางจะมาบ่อยได้อย่างไร
ต้วนหลิงวางถ้วยชาในมือลง ยิ้มบางๆ “เช่นนั้น ถ้าหากคุณหนูเจ็ดมีเงินพอ ก็จะมาบ่อยๆ ใช่หรือไม่?”
“ไม่ใช่แน่นอน!” หลินถิงรีบยืนยัน “แม้ข้าจะมีเงินทองมากเพียงใด ก็ไม่คิดจะใช้เพื่อซื้อใจบุรุษหรอกเจ้าค่ะ”
ต้วนหลิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ราวกับคิดถึงบางสิ่ง “ปกติแล้ว……ไม่จ่ายเพื่อบุรุษ?”
“แน่นอน” นางตอบเสียงหนักแน่น
เขาไม่ซักต่อ หากก้มลงมองชุดถ้วยชาบนโต๊ะ แววตาเหลือบเห็นชายกระโปรงสีชมพูและมือน้อยข้างลำตัวของ
หลินถิง
“คุณหนูเจ็ดรู้จักกับองค์หญิงได้อย่างไรหรือ?” เขาถามขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ
หลินถิงไม่อยากพูดมาก กลัวจะพาดพิงถึงจินอันไจ้ จึงตอบไปแบบผิวเผิน “รู้จักกันเพราะโชคชะตาพานพบ หาได้
สนิทนัก”
เขาราวกับเชื่อคำของนาง “คุณหนูเจ็ดยังมีเรื่องใดจะพูดอีกหรือไม่?”
“ไม่มีแล้วเจ้าค่ะ……”
เสียงของหลินถิงแผ่วเบา ดั่งลมเฉื่อยพัดผ่านพุ่มไม้ในยามราตรี นางเริ่มรู้สึกสับสน คิดคำพูดไม่ออก จึงเอ่ยถาม
อย่างไม่แน่ใจ “ท่านจะกลับแล้วหรือ?”
รอยยิ้มในแววตาของต้วนหลิงจางลงเล็กน้อย เขาเดินไปยังประตูห้อง “หากไม่มีเรื่องอื่น ข้าขอตัวก่อน ยังต้อง
ตรวจตราต่อ”
ทันใดนั้นหลินถิงพลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมาฉับพลัน รีบเอ่ยเรียก “เดี๋ยวก่อน……พาข้าไปด้วยเถิด ขอแค่ส่งถึง
หน้าประตูหอหมิงเยว่ก็พอ”
ต้วนหลิงชะงัก หันมามองนาง “พาเจ้ากลับไป?”
“ใช่ พาข้าออกไปเถิดเจ้าค่ะ”
เขายิ้มน้อยๆ ดวงตาโค้งราวแสงจันทร์สะท้อนผิวน้ำ ในดวงตามีเงาสะท้อนของหลินถิง “ขามีอยู่กับเจ้า เจ้าคิดจะ
ไป ไยต้องให้ผู้อื่นพาไปด้วยเล่า คุณหนูเจ็ด อย่าได้ล้อเล่นนักเลย”
“หากจะกล่าวตามตรง วันนี้ที่ข้ามาที่นี่หาใช่ความสมัครใจ ข้าอยากออกไปเดี๋ยวนี้ แต่ฝ่าบาทเข้าใจข้าผิด คงไม่
ยอมให้ข้าไปง่ายๆ”
ต้วนหลิงลดสายตาลงช้าๆ “เจ้าหมายความว่า องค์หญิงบีบบังคับเจ้าให้มาที่หอหมิงเยว่?”
หลินถิงรีบแก้คำพูด “หามิได้ถึงขั้นบีบบังคับ เพียงแต่ฝ่าบาทมีความเข้าใจผิดบางประการ คิดอยากให้ข้าเปิดหู
เปิดตา……เรียนรู้โลกของบุรุษให้มากขึ้น”
เขาคล้ายจะหัวเราะออกมา “เช่นนั้น……องค์หญิงเข้าใจเจ้าผิดถึงขั้นต้องลากเจ้ามาดูบุรุษงดงามในหอหมิงเยว่เลย
หรือ?”
“หากให้เล่า คงมิใช่เพียงสองสามคำจะอธิบายได้ แต่ทุกสิ่งที่ข้ากล่าวล้วนเป็นความจริง หวังว่าท่านจะเชื่อข้า”
หากแผนนี้ไม่สำเร็จ หลินถิงคงต้องหาหนทางอื่นอีก นางไม่อยากอยู่ต่อ ไม่อยากเสแสร้งชื่นชอบชายงามที่มิได้
ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
ต้วนหลิงค่อยๆ เงยหน้าขึ้น มองตรงไปยังดวงหน้างดงามของหลินถิง “ข้าเชื่อเจ้า”
ดวงหน้านางสว่างไสวประหนึ่งกลีบบุปผาบานรับแสง “ขอบพระคุณท่านรองผู้บัญชาการ เช่นนั้นข้าขอรบกวนให้
ท่านช่วยแจ้งฝ่าบาทว่ามีธุระเร่งด่วน ต้องพาข้าออกไป”
เขาพยักหน้าอย่างใจเย็น “ได้ ข้าจะช่วย”
หลินถิงซาบซึ้งอย่างแท้จริง “รบกวนท่านแล้ว ถือว่าข้าติดหนี้ท่านหนึ่งครั้ง”
“ก็แค่ยกมือช่วยเท่านั้น”
ขณะที่ทั้งสองกำลังจะออกจากห้อง ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น พร้อมเสียงองค์หญิงที่ฟังดูไม่สบายใจนัก “ท่านรอง
ผู้บัญชาการต้วน คุณหนูเจ็ด……พวกเจ้าดื่มชา หรือสุราที่อยู่ในห้องนั้นหรือไม่?”
หลินถิงพลันนึกถึงถ้วยชาที่ตนเป็นผู้รินให้ต้วนหลิง ดวงหน้าขาวซีดเล็กน้อย “เกิดอะไรขึ้น? หรือว่าชา……มีพิษ?”
องค์หญิงเร่งตอบ “มิได้มีพิษ”
หลินถิงเกือบล้มทั้งยืน ถ้าชามีพิษจริง นางก็คือคนที่ป้อนยาพิษแก่ทหารหลวงโดยไม่ได้ตั้งใจ การสังหารองครักษ์
เสื้อแพรต่อให้เป็นโดยอุบัติก็ถือว่าผิดใหญ่หลวง นางกำลังจะถอนหายใจ ก็ต้องชะงัก เมื่อได้ฟังประโยคต่อจากนั้น
“แม่เล้าเจ้าของหอเพิ่งนึกขึ้นได้ ห้องนี้เดิมทีถูกเตรียมไว้สำหรับแขกอีกคน แต่นางยกเลิกกะทันหัน ข้างในจึงยังมี
ชาและสุราที่ตามคำสั่งของนางให้ใส่ยากระตุ้นไว้……”
หอหมิงเยว่คือสถานเริงรมย์ มีแขกบางประเภทชื่นชอบการเสพสุขด้วยยาและเครื่องไม้เครื่องมือพิเศษ องค์หญิง
เองก็มิรู้ว่าในห้องนี้มีการใส่ยา แม่เล้าเพิ่งนึกออกแล้วรีบมาบอก
“ถ้ายังไม่ได้ดื่มก็ไม่เป็นไร สนทนาต่อเถิด ข้าจะรอที่ห้องข้างๆ”
เสียงฝีเท้าขององค์หญิงค่อยๆ ห่างไป แต่หลินถิงกลับยืนนิ่งราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางศีรษะ
ยากระตุ้น……ยาเร่งราคะ……
นาง……นางเพิ่งยื่นถ้วยชานั้นให้เขาด้วยมือของตนเอง?
ดวงตาของหลินถิงเบิกกว้างด้วยความตกใจ สะบัดตัวหันขวับไปมองต้วนหลิง ริมฝีปากสั่นเทิ้ม สายตาเผลอไผล
เลื่อนไปยังส่วนล่างของเขาอย่างไม่รู้ตัว
“ท่านรองผู้บัญชาการ ข้า……ข้า……”
ยาเร่งราคะอาจใช้ไม่ได้ผลกับเขา แต่ทว่า……เมื่อสายตาของนางจ้องมองต่ำลง ราวกับจะทะลุผ่านชั้นผ้าหลายชั้น
ไปถึงใต้สาบเสื้อของเขา ต้วนหลิงกลับรู้สึกลมหายใจสะเปะสะปะขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ ไฟราคะ……กำลังเริ่มลุกไหม้