ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 19 บทที่ 560 โรคระบาดหายนะ
แม้จะอยู่บนรถม้า แต่เพราะหลงเทียนอวี้ออกคำสั่งเอาไว้ ดังนั้นจดหมายลงตราปิดผนึกจึงถูกส่งถึงมือหลินเมิ้งหยาไม่ขาดสาย
ทุกครั้งที่หลินเมิ้งหยาเปิดกระดาษจดหมายสีเหลืองอ่าน หัวคิ้วของนางมักจะขมวดเข้าหากันแน่น
ใบหน้านวลฉายแววโศกเศร้าอยู่หลายส่วน
แม้หลงเทียนอวี้จะรู้สึกเจ็บปวด แต่เขารู้ดีว่าเหตุที่หลินเมิ้งหยามีท่าทางเช่นนี้ก็เพราะโรคประหลาดในคราวนี้
“เหนื่อยแล้วหรือไม่ พักสักหน่อยเถิด”
ตั้งแต่ฟ้ามืดจนตะวันทอแสง นอกจากเวลากินและนอนแล้ว หลินเมิ้งหยาล้วนนั่งวิเคราะห์สถานการณ์ในสถานที่เกิดโรคระบาด
ยิ่งรู้มากขึ้น นางยิ่งรู้สึกว่าโรคระบาดในคราวนี้น่าประหลาดยิ่งนัก
ไม่เพียงแพร่เชื้อได้อย่างรวดเร็ว แต่ยังทำให้อาการทรุดหนักในเวลาอันสั้นอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นอาการของผู้ติดเชื้อยังแตกต่างกัน
ยกตัวอย่างเช่นไข้ทรพิษ แม้จะมีการแพร่เชื้อสู่วงกว้าง แต่ถึงกระนั้นคนที่มีร่างกายแข็งแรงก็ไม่ติดเชื้อ
แต่โรคระบาดในคราวนี้แตกต่างออกไป
จดหมายที่คนของหลงเทียนอวี้นำมาส่งระบุว่าทันทีที่โรคระบาดในคราวนี้แพร่กระจาย ผู้บริสุทธิ์จำนวนมากต้องล้มตาย
ตั้งแต่ผู้เฒ่าอายุแปดสิบปีขึ้นไปหรือแม้กระทั่งทารกแรกเกิดก็ล้วนติดเชื้อด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นอัตราการติดเชื้อจึงค่อนข้างสูง
แต่ความจริงก็มิได้เป็นเช่นนั้นไปเสียทีเดียว
นอกจากหยุนโจวซึ่งมีอัตราการติดเชื้อสูงแล้ว เขตอื่นๆ แม้จะมีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก แต่กลับมีอัตราการเสียชีวิตเพียงเล็กน้อย
เป็นไปไม่ได้เลยที่ฤทธิ์ของเชื้อโรคจะอ่อนลง นอกเสียจากว่าจะเป็นไปตามข้อสันนิษฐานของนาง
โรคระบาดในคราวนี้มิได้เกิดจากเชื้อโรค แต่เป็นยาพิษ !
เท่านี้ก็ได้คำตอบแล้วว่าเพราะเหตุใดนอกจากหยุนโจวแล้ว ท้องถิ่นที่มีอาณาเขตติดต่อกันอื่นๆ จึงมีอัตราการตายต่ำกว่ามาก
คาดว่าเขตอื่นๆ เพียงติดร่างแหไปด้วยเท่านั้น
“หลงเทียนอวี้ หยุนโจวมีอะไรพิเศษหรือไม่ ? ช่วงนี้มีสิ่งใดที่เขตอื่นๆ ไม่มีหรือไม่ก็คุณภาพไม่อาจเทียบหยุนโจวได้ ดังนั้นจึงต้องเข้าไปรับมาจากหยุนโจว”
หลินเมิ้งหยาเอียงศีรษะ ส่งสายตาสงสัยไปให้หลงเทียนอวี้
อีกฝ่ายไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบ
“หยุนโจวขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ อื่นๆ ไม่มีข้าวรสชาติหอมหวานดั่งเช่นหยุนโจว ยิ่งไปกว่านั้นหยุนโจวยังได้รับการขนานนามว่ายุ้งฉางแห่งต้าจิ้น ร้านขายธัญพืชทุกที่ล้วนมีข้าวของหยุนโจววางขายทั้งสิ้น”
หลินเมิ้งหยาถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง ในที่สุดนางก็ได้รับคำตอบแล้ว
ทว่าคำตอบที่นางได้รับทำให้หัวใจของนางรู้สึกหนักอึ้ง
“หม่อมฉันคิดว่าหม่อมฉันรู้เป้าหมายของพวกเขาแล้ว พวกเขาต้องการทำลายแหล่งเพาะปลูกของหยุนโจวเพื่อสร้างความโกลาหลเนื่องจากการขาดแคลนอาหารเพคะ”
เลื่อนนิ้วชี้เรียวยาวขึ้นนวดขมับของตนเอง
เรื่องนี้โหดร้ายเหลือเกิน
แม้จะอยากทำลายแหล่งอาหารของหยุนโจว แต่ก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีเช่นนี้เลย
ราษฎรเมืองหยุนโจวล้วนเป็นผู้บริสุทธิ์ เหตุเพราะกลอุบายอำมหิตในคราวนี้ ราษฎรต้องตกทุกข์ได้ยาก คนในครอบครัวล้วนล้มหายตายจาก
คิดไปคิดมา เห็นทีจะมีแค่ฮองเฮาและไท่จื่อเท่านั้นที่สามารถทำเรื่องเช่นนี้ได้
แม้กลุ่มจู๋หลงจะเก่งกาจ แต่หากมิได้ฮองเฮาและไท่จื่อสนับสนุน เช่นนั้นกลุ่มจู๋หลงจะบ้าคลั่งถึงเพียงนี้ได้อย่างไร ?
ยิ่งไปกว่านั้นเหตุใดโรคระบาดจึงเพิ่งเกิดเอาตอนที่พระอาการของฮ่องเต้เพิ่งจะดีขึ้น ซ้ำหลงเทียนอวี้ยังไม่อยู่ในแคว้นอีก
ก่อนหน้านั้นฮ่องเต้ทรงพระประชวร ส่วนไท่จื่อเป็นผู้ดูแลบ้านเมือง
หากมิใช่เพราะตระกูลใหญ่ทางหยุนโจวหวาดระแวงป้องกันไท่จื่ออย่างแข็งขันแล้วล่ะก็ เกรงว่าราชสำนักคงถูกผลัดเปลี่ยนพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินไปแล้ว
หากนางเป็นไท่จื่อและฮองเฮา นางคงเคียดแค้นตระกูลเหล่านี้มาก
ตอนนี้หยุนโจวถูกทำลายลงแล้ว ราษฎรอยู่อย่างไม่สงบสุข รากฐานของตระกูลเหล่านั้นจะต้องสั่นคลอนอย่างแน่นอน
พายุถาโถมมาอีกครา นี่เป็นเวลาอันดีในการสร้างความปั่นป่วนของพวกไท่จื่อ
แม้ตอนนี้อาการประชวรของฮ่องเต้จะดีขึ้น แต่ถึงกระนั้นคนที่สามารถเชื่อใจได้ก็มีเพียงน้อยนิด
พวกตระกูลใหญ่ที่สามารถพึ่งพิงได้ก็ถูกขัดแข้งขัดขา ดังนั้นคนที่ฮ่องเต้ยังเชื่อใจได้จึงแทบไม่เหลือแล้ว
ตอนนี้โรคระบาดยังไม่สามารถควบคุมได้ ราษฎรย่อมรู้สึกโกรธเกรี้ยวคนในราชสำนัก
ไท่จื่อคงกำลังรอเวลาเพื่อปลอบโยนดูแลราษฎร เมื่อถึงเวลานั้นก็ไม่มีสิ่งใดสามารถหยุดยั้งเขาได้อีกแล้ว
ปาหินครั้งเดียวนกตายสามตัว ทั้งที่ตนเองเป็นปีศาจ แต่กลับเสแสร้งแกล้งเป็นนักบุญ
เพื่อขึ้นครองบัลลังก์มังกรแล้ว ไท่จื่อสามารถลงมือได้ทุกวิธี
“ข้าเองก็เดาไว้เช่นนั้น เขาเองก็เป็นคนเมืองต้าจิ้น แต่เพื่อตำแหน่งฮ่องเต้ เขาถึงกับยอมลงมือโดยไม่สนวิธีการเช่นนี้ !”
เปล่งเสียงเดือดดาลเปี่ยมโทสะ น้อยครั้งนักที่หลงเทียนอวี้จะมีโทสะมากมายถึงเพียงนี้
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หลงเทียนอวี้ยังคงมองไท่จื่อเปรียบดั่งพี่น้อง
ทว่าตอนนี้ความรู้สึกเหล่านั้นมลายหายไปในพริบตาเพราะการกระทำของไท่จื่อในคราวนี้
“มิใช่เพียงไท่จื่อคนเดียวหรอกเพคะ พระองค์ไม่สังเกตหรือว่าวิธีการที่เขาใช้คล้ายกับยาเซินเซียนซ่านที่ใช้เล่นงานพระองค์ ?”
ตอนนี้หลินเมิ้งหยามั่นใจแล้วว่าทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้ล้วนมีกลุ่มจู๋หลงอยู่เบื้องหลัง
มีเพียงกลุ่มคนลึกลับเหล่านี้เท่านั้นที่สามารถทำเรื่องโหดเหี้ยมอำมหิตเช่นนี้ได้
ชีวิตของราษฎรในสายตาของพวกเขามิต่างอันใดจากต้นหญ้า
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่สามารถสร้างสิ่งที่มีผลร้ายต่อมนุษย์ เกรงว่าต้าจิ้นเองก็คงหนีไม่พ้น”
อยู่ๆ เขาก็รู้สึกราวกับว่าร่างกายกำลังไร้เรี่ยวแรง
แต่เขาเก็บซ่อนความรู้สึกอ่อนล้าเอาไว้ในใจ ความมุ่งมั่นมิย่อท้อขับไล่ความอ่อนแอในใจออกไปจนหมดสิ้น
กลุ่มจู๋หลงลึกลับซับซ้อนแล้วอย่างไรเล่า ? เขามีความอดทนมากพอที่จะขุดรากถอนโคนพวกเขาออกมาให้หมด
จากนั้นเขาจะตัดรากออกจากลำต้นจนทำให้พวกเขาไม่อาจดูดซึมสารอาหารเข้าไปหล่อเลี้ยงได้อีก พวกเขาจะต้องไม่มีวันทำร้ายใครได้อีกต่อไป
ต่อให้พวกเขาเก่งกาจมากสักเพียงไหน แต่ต้นไม้ที่ขาดรากย่อมมีวันเหี่ยวเฉาแล้วตายไปในที่สุด
มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นจึงจะทำให้พวกเขาไม่อาจฟื้นคืนชีพได้อีก
หลินเมิ้งหยาเอียงศีรษะ นางมองสีหน้าที่เปลี่ยนไปของหลงเทียนอวี้ด้วยสายตาเป็นกังวล
แม้ภายนอกเขาจะไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ให้เห็นคล้ายดั่งภูผาที่ไม่เอนเอียงตามแรงลม แต่แท้จริงแล้วเขามีความรู้สึกรับผิดชอบเป็นอย่างมาก
อันที่จริงสิ่งนี้เป็นข้อดีของบุรุษ แต่ในบางครั้งก็เปรียบดั่งก้อนศิลาขนาดมหึมา
หากรับมันไว้ เช่นนั้นจะสามารถเงยหน้ามองฟ้าและหยัดยืนบนผืนดินได้
แต่หากถูกทับ เช่นนั้นคงยากที่จะกลับมาผงาดได้อีกครั้ง
ทว่าเมื่อได้เห็นสีหน้าอ่อนโยนของหลงเทียนอวี้อีกครั้ง หลินเมิ้งหยาจึงเบาใจ
เขาไม่เคยดันทุรังฝืนทำในเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นเขาจึงจะสามารถทำการใหญ่ได้สำเร็จ
“แม้จะถูกกำหนดไว้แล้วว่าไร้ทางหนีก็ช่าง หรือจะมีปีกแต่ไม่อาจบินได้ก็มิเป็นไร สักวันหนึ่งพวกเขาก็ต้องลงมืออยู่ดี พวกเรากลับไปในตอนนี้ก็ยังทัน ตอนนี้เมืองหลินเทียนกำลังตกอยู่ความโกลาหล ข่าวการกลับไปของเราคงถูกเก็บเอาไว้เป็นความลับ ยิ่งไปกว่านั้นพวกเรายังเดินทางออกมาอย่างกะทันหัน คาดว่าคนที่คอยจับตามองเหล่านั้นคงนึกไม่ถึง”
หลินเมิ้งหยาเป็นคนละเอียดรอบคอบ แม้แต่หลงเทียนอวี้ยังอดชื่นชมไม่ได้
มองใบหน้าเรียวเล็กรูปไข่ที่มักแสดงความภาคภูมิใจออกมาเสมอเมื่อแก้แค้นคนอื่นได้
ความกังวลในหัวใจของเขาพลันเลือนหายไป ท่าทางดูผ่อนคลายกว่าเดิมมาก
“ใช่แล้ว”
เอื้อมมือออกไปโอบร่างบางเข้าหาอ้อมกอด
ไท่จื่อมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มจู๋หลงแล้วอย่างไรเล่า ?
หากเขายังมีจิ้งจอกน้อยตนนี้อยู่ข้างกาย เช่นนั้นไม่ว่าจะต้องพิชิตทั่วทั้งใต้หล้าเขาก็ยอม
แล้วจะนับประสาอะไรกับเจ้าคนไร้ประโยชน์อย่างไท่จื่อและฮองเฮาผู้โหดเหี้ยมคนนั้น ?
รถม้าแล่นฉิวบนแผ่นดินเมืองหลินเทียน แม้ฮ่องเต้พระองค์ใหม่จั่วชิวเฉินจะกำลังขจัดอำนาจเก่าทิ้ง ทว่าราษฎรยังคงใช้ชีวิตดั่งเดิมโดยมิได้รับผลกระทบใดๆ ทั้งสิ้น
แต่ถึงกระนั้นเหล่าราษฎรก็ยังพอได้ยินข่าวเรื่องที่ตระกูลขุนนางเก่าบางคนถูกริบทรัพย์และเนรเทศออกจากเมือง เรื่องเหล่านี้กลายเป็นหัวข้อสนทนาบนโต๊ะอาหารไปเสียแล้ว
แต่พวกเขาคิดไม่ถึงเลยว่าอันเล่อจวิ้นจู่หลินเมิ้งหยาผู้อยู่เบื้องลึกเบื้องหลังเรื่องเหล่านี้กำลังนั่งอยู่ในรถม้าธรรมดาไม่สะดุดตาเพื่อกลับไปยังต้าจิ้น
รถม้าไม่เคยหยุดพัก ทว่าคนขับรถม้าและม้าถูกสลับสับเปลี่ยนอยู่หลายครั้ง
เหตุเพราะจั่วชิวเฉินดูแลเรื่องนี้ด้วยตนเอง ดังนั้นพวกหลินเมิ้งหยาจึงเดินทางไปถึงเขตชายแดนระหว่างแคว้นได้อย่างปลอดภัย
บัดนี้นางกลับมายังถนนเซียนที่เกือบจะเอาชีวิตนางไปแล้วอีกครั้ง
หัวใจของหลินเมิ้งหยารู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังอยู่บนโลกอีกใบหนึ่ง
“ป๋ายซ่าวรอพวกเราอยู่ที่ตำบลซื่อฟางแล้ว เจ้าวางใจเถิด นางไม่เป็นไร”
หลงเทียนอวี้ยืนอยู่ด้านหลังนาง มือหนาเกาะกุมเอวบางของหญิงสาวเอาไว้
เสียงอ่อนโยนแผ่วเบาเล็ดรอดผ่านใบหูของนาง
ตลอดหลายวันที่ผ่านมานางนอนหลับได้ไม่ดีนัก แม้สีหน้าจะซีดลงไปบ้าง แต่จิตใจยังคงเบิกบาน ซ้ำยังมักจะพูดคุยและหัวเราะกับเขา
ทว่าเวลาส่วนใหญ่นางมักจะขลุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของเขาพร้อมทั้งถกปัญหาเรื่องโรคระบาดในคราวนี้
มองใบหน้าเรียวเล็กรูปไข่ที่ซูบตอบลงกว่าเดิม หลงเทียนอวี้รู้สึกเจ็บปวดไม่น้อย
“เพคะ หม่อมฉันคิดถึงนางเหมือนกัน ได้ยินมาว่าเซียวยี่ซินไปยังเมืองหลวงแล้ว ? หวังว่าเขาจะปลอดภัยดี หากได้รับการช่วยเหลือจากเขา หม่อมฉันเชื่อว่าเขาจะช่วยพวกเราได้มาก”
ทั้งที่ขยับเท้าเดินออกมาเพียงไม่กี่ก้าว ทว่าสายลมกระโชกที่ด้านล่างกลับเกือบพัดร่างบางของนางปลิว
หยักยิ้มขมขื่นพลางส่ายหน้า นับตั้งแต่วันที่นางได้ข้ามภพมาอยู่ที่นี่ นางมักรู้สึกว่าร่างกายของตนเองช่างอ่อนแอเหลือเกิน
อย่าว่าแต่ยาพิษกลายพันธุ์ในร่างของนางเลย บางครั้งนางอดคิดถึงช่วงเวลาที่ชีวิตแม้จะต้องพบเจอกับความยากลำบากในโลกปัจจุบัน แต่ร่างกายยังคงสมบูรณ์แข็งแรงขึ้นมาไม่ได้
หากทำเรื่องนี้สำเร็จแล้ว นางควรจะเริ่มวิจัยยาถอนพิษของตนเองอย่างจริงจังเสียที
“เฮ้อ…”
ถอนหายใจยาว หลินเมิ้งหยาก้าวเท้าไปบนถนนเซียนโดยมีหลงเทียนอวี้คอยประคองอยู่ทางด้านหลัง