ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 19 บทที่ 559 โรคระบาดพิศวง
พลิกอ่านตั้งแต่อักษรตัวแรกจวบจนตัวสุดท้าย นอกจากอาการแปลกประหลาดของโรคระบาดแล้วก็ยังมีสูตรยาที่พวกหมอเหล่านั้นกำลังศึกษา
แม้สูตรยาจะดูไม่ได้ผล แต่นางพอจะเดาได้ว่าสูตรยาเหล่านั้นมีไว้เพื่อรักษาอาการเช่นไรบ้าง
สมุนไพรสองสามชนิดแรกมีไว้สำหรับดับร้อนและล้างพิษ ทว่ามีสมุนไพรที่ชื่อว่าดอกฮ่วนกู่ผสมอยู่ด้วย
ตำราชิงเจิงผู่มีบันทึกเกี่ยวกับสมุนไพรชนิดนี้ ปกติแล้วนำมาใช้ไม่บ่อยครั้งนัก
สรรพคุณมีไว้สำหรับคลายเส้นเอ็น
ทั้งที่ต้องกำลังหาวิธีรักษาโรคระบาด เช่นนั้นเหตุใดจึงใช้ยาคลายเส้นเอ็นเล่า ?
นอกจากดอกฮ่วนกู่แล้ว ยังมียาสมุนไพรอีกหลายชนิดซึ่งมีสรรพคุณในการรักษาอาการกระดูกหักผสมอยู่ด้วย
เท่าที่ดูจากจดหมายฉบับนี้ อัตราการป่วยและตายสูงมากเลยทีเดียว
หรือโรคระบาดในคราวนี้จะทำลายกระดูกของมนุษย์ ?
นี่มัน…แปลกเกินไปแล้ว !
หลงเทียนอวี้มองหลินเมิ้งหยาที่กำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งความคิด เขารู้ได้ทันทีว่านางคิดบางอย่างกระจ่างแล้ว
เขาไม่อยากรบกวนนางจึงทำเพียงนั่งเงียบๆ อยู่ข้างกายของหลินเมิ้งหยา
นานกว่าหลินเมิ้งหยาจะถอนหายใจ จากนั้นจึงส่งจดหมายคืนหลงเทียนอวี้
“เป็นอย่างไร ?”
หลงเทียนอวี้รับจดหมายกลับไปพลิกดู เขาไม่เข้าใจเนื้อหาในจดหมายนัก ดังนั้นจึงไม่อาจช่วยหลินเมิ้งหยาได้
“โรคระบาดในคราวนี้น่าพิศวงยิ่งนัก พระองค์ลองดูสูตรยาเถิดเพคะ แม้ยาไม่กี่ชนิดแรกจะไม่มีอะไรพิเศษ แต่ยาสองสามชนิดสุดท้ายน่าประหลาดเหลือเกิน หม่อมฉันอยากให้พระองค์ชี้แนะสักหน่อยเพคะ”
หลินเมิ้งหยาผละออกจากอ้อมกอดของหลงเทียนอวี้แล้วเหยียดกายนั่งตัวตรง จากนั้นจึงหันไปจ้องเขาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เขาผงกศีรษะลง เพียงได้เห็นท่าทางจริงจังของนางก็รู้ได้ในทันใดว่าเรื่องนี้รับมือยากกว่าที่ตนเองคาดเอาไว้
“หากคนมีวิทยายุทธ์ต้องการหักกระดูกทุกซี่ของอีกฝ่าย เช่นนั้นต้องใช้เวลานานขนาดไหนเพคะ ?”
คำถามนี้ทำให้หลงเทียนอวี้รู้สึกงุนงงเล็กน้อย
แต่เมื่อหลินเมิ้งหยาเป็นผู้ถาม ดังนั้นเขาจึงครุ่นคิดอย่างตั้งใจครู่หนึ่งจึงเอ่ยตอบ
“ข้าเคยได้ยินวิชาที่ชื่อว่าฝ่ามือเทวราช หากเรียนจนถึงระดับสูงสุด เช่นนั้นจะสามารถหักกระดูกคนทั้งร่างได้ด้วยมือเดียว แต่ข้าเองก็ไม่เคยเห็นกับตามาก่อน หากเป็นวิทยายุทธ์ของข้า เช่นนั้นต้องใช้เวลาราวหนึ่งเค่อ [1]”
เหตุเพราะเป็นคำพูดของหลงเทียนอวี้ ดังนั้นหลินเมิ้งหยาจึงเชื่อโดยไร้ข้อกังขา
หลงเทียนอวี้มีวิทยายุทธ์ขั้นสูง แม้นางจะไม่ค่อยเข้าใจเรื่องนี้ แต่ชิงหูเคยเล่าว่าหากเขาลองต่อสู้กับหลงเทียนอวี้อย่างจริงจัง เช่นนั้นเขาคงสามารถขยับได้เพียงสิบกระบวนท่า
ชิงหูเป็นใคร เขาเคยเป็นนายท่านแห่งเถาฮวาอู๋ผู้เลื่องชื่อลือชา ยอดฝีมือเช่นเขามีฝีมือเหนือคนธรรมดาไปแล้ว
หลงเทียนอวี้ใช้เวลาเพียงหนึ่งเค่อในการหักกระดูกคนทั้งร่าง หากเป็นคนธรรมดา เกรงว่าคงต้องใช้เวลานานกว่านั้น
ทว่าในจดหมายเมื่อครู่เขียนเอาไว้ว่าหลังจากผู้ป่วยติดเชื้อแล้วจะเกิดอาการแปลกประหลาดแล้วตายไป
ราวกับว่าอวัยวะทุกส่วนในร่างกายคดงอผิดรูป ยิ่งไปกว่านั้นยังอาเจียนอวัยวะภายในที่แหลกละเอียดแล้วออกมาอีกด้วย
ทุกคนต้องรู้ก่อนว่าอวัยวะภายในร่างกายล้วนมีกระดูกหน้าอกและกล้ามเนื้ออันแข็งแกร่งปกป้องอยู่
แต่การที่พวกเขาอาเจียนออกมาเป็นเศษอวัยวะเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าอวัยวะของพวกเขาอยู่ผิดตำแหน่งหมดแล้ว
ดังนั้นกระดูกและกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ปกป้องอวัยวะจะกลายเป็นสาเหตุในการบีบอัดอวัยวะทันที
ยิ่งไปกว่านั้นยาประเภทดอกฮ่วนกู่ยังถูกใช้ในปริมาณมาก ฉะนั้นแม้สูตรยาจะเหมือนเป็นการรักษาโรคระบาด แต่กลับเป็นยาที่นำมารักษาอาการกระดูกหักมากกว่า
นี่หรือว่าอาการของผู้ป่วยจะทรุดตั้งแต่เริ่มติดเชื้อในระยะแรกกัน ?
ไล่ลำดับความคิดของตนเองอยู่ครู่หนึ่ง หลินเมิ้งหยาจึงทัดปอยผมที่ใบหูแล้วอธิบายให้หลงเทียนอวี้ฟัง
“เท่าที่ดูจากคำอธิบายในจดหมายและยาที่พวกหมอใช้ หม่อมฉันสงสัยว่าโรคระบาดในคราวนี้ส่งผลต่อกระดูกของมนุษย์อย่างร้ายแรง แต่เพราะกระดูกของมนุษย์ค่อนข้างแข็ง ดังนั้นจึงยังไม่ร้ายแรงมากนักในระยะแรกของการติดโรค คนทั่วไปอาจรู้สึกเพียงปวดเมื่อยตามร่างกาย บางทีผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนเองติดโรคระบาดแล้ว”
หลินเมิ้งหยาไตร่ตรองอยู่หลายครา ดังนั้นจึงเอ่ยในสิ่งที่ตนเองมั่นใจออกมา
“แต่เมื่อผ่านไปช่วงหนึ่ง เหตุเพราะยังไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ดังนั้นกว่าผู้ป่วยจะรู้ตัว เชื้อโรคก็ลามเข้าไปในกระดูกแล้ว เวลาเพียงไม่กี่วันกระดูกก็เริ่มบิดเบี้ยวผิดรูป สุดท้ายอาการก็เป็นไปตามที่พวกหมออธิบายมาในจดหมายเพคะ ร่างกายบิดเบี้ยวผิดรูปผิดร่าง ขั้นแรกหม่อมฉันคงวิเคราะห์ได้เพียงเท่านี้ แต่เมื่อไปถึงพื้นที่โรคระบาดแล้ว หม่อมฉันจะไปผ่าศพเหล่านั้นด้วยตัวเองอีกครั้งหนึ่ง”
หัวคิ้วของหลงเทียนอวี้ขมวดแน่น หลินเมิ้งหยาเพียงเห็นข้อความในจดหมายก็สามารถวิเคราะห์จุดที่เขามองไม่เห็นออกมาได้แล้ว
หากไปถึงพื้นที่เกิดโรคระบาดจะต้องมีประโยชน์มากอย่างแน่นอน แต่เรื่องผ่าศพ…….
“สั่งให้คนอื่นผ่าศพแทนเจ้าเถิด เจ้าคอยดูอยู่ข้างๆ ก็พอ หยุนโจวมีราษฎรเกินแสนคน ความปลอดภัยของเจ้าย่อมต้องมาเป็นอันดับแรก”
หลินเมิ้งหยารู้ว่าหลงเทียนอวี้หวังดี เหตุเพราะนางอาจติดโรคจากศพได้ แต่การชันสูตรศพในสมัยโบราณแตกต่างจากที่นางเรียนมาในสมัยปัจจุบันมาก
มือเล็กยื่นไปบีบมือหนาของอีกฝ่าย ก่อนจะเอ่ยปลอบชายที่กำลังเป็นห่วงนางตรงหน้า
“หม่อมฉันไม่เป็นไรเพคะ พระองค์เองก็รู้ว่าท่านแม่เป็นถึงลูกศิษย์เพียงคนเดียวของผู้อาวุโสแห่งหอป๋ายเฉา ฉะนั้นหม่อมฉันจึงได้รับยาวิเศษตั้งแต่เกิด โรคระบาดธรรมดาไม่มีทางทำอันใดร่างกายของหม่อมฉันได้ นั่นหมายความว่าหม่อมฉันไม่มีทางติดโรคระบาดอย่างแน่นอน เกรงว่าแม้แต่คนในราชวงศ์เองก็ไม่ได้รับอภิสิทธิ์พิเศษเฉกเช่นเดียวกับหม่อมฉัน”
หลินเมิ้งหยาไม่ได้พูดจาเกินจริง
คนในสมัยปัจจุบันล้วนได้รับวัคซีนมาตั้งแต่เกิด ดังนั้นย่อมมีผลป้องกันต่อโรคระบาดธรรมดา
แม้ว่าหลินเมิ้งหยาจะรู้สึกกังวลใจกับโรคระบาดในคราวนี้ก็ตาม
นางเป็นหนอนหนังสือ ซ้ำยังเรียนจบสายการแพทย์ แต่ทว่านางเพิ่งจะเคยเห็นโรคระบาดที่สามารถทำให้ร่างกายของมนุษย์ผิดรูปร่างในระยะเวลาเพียงไม่กี่วันเป็นครั้งแรก
ดังนั้นหลินเมิ้งหยาจึงรู้สึกว่าโรคระบาดในคราวนี้ไม่ธรรมดาเลย แต่ถึงกระนั้นเพราะเหตุใดนางจึงรู้สึกคุ้นเคยกับอาการกระดูกผิดรูปเช่นนี้เล่า ?
สมองเริ่มหวนกลับไปทบทวนความรู้ที่สั่งสมไว้อีกครั้ง
ในที่สุดดวงตาของหลินเมิ้งหยาก็เปล่งประกาย มือเล็กรีบกระตุกมือหนาของหลงเทียนอวี้พร้อมทั้งร้องตะโกน
“เซียวยี่ซิน ! เซียวยี่ซิน ! หลงเทียนอวี้ พระองค์ยังจำเขาได้หรือไม่ ?”
เมื่อได้เห็นท่าทางตื่นเต้นของหลินเมิ้งหยา หลงเทียนอวี้อดที่จะประหลาดใจไม่ได้
เซียวยี่ซิน คือชายรูปร่างบิดเบี้ยวที่พวกเขาเจอในโรงเตี๊ยมมิใช่หรือ ?
ตอนนั้นเขารู้สึกไม่พอใจอยู่หลายส่วน ดังนั้นจึงจำได้อย่างแม่นยำ
“อืม ข้าจำได้ มีอะไรหรือ ? หรือเจ้าคิดว่าเขากับโรคระบาดในคราวนี้มีความเกี่ยวโยงกัน ?”
ระงับอารมณ์ของตัวเอง หลินเมิ้งหยาพยักหน้าลง
“เขาเคยเล่าว่าเขาถูกวางยาพิษ ดังนั้นร่างกายจึงเปลี่ยนไปเช่นนี้ ตอนนั้นหม่อมฉันเคยจับชีพจรของเขา หม่อมฉันวิเคราะห์ออกมาว่ายาเหล่านั้นแล่นเข้าสู่กล้ามเนื้อของเขา ฉะนั้นร่างกายของเขาจึงเปลี่ยนไปเช่นนี้ แต่นั่นเป็นเรื่องที่ผ่านมานานแล้ว คาดว่าตอนนี้ยาจะต้องหมดฤทธิ์แล้วอย่างแน่นอน !”
หลงเทียนอวี้เป็นคนฉลาดมาแต่กำเนิด เขาย่อมเข้าใจความหมายของหลินเมิ้งหยาอย่างทันท่วงที
หากเดาจากคำพูดของหลินเมิ้งหยาแล้วล่ะก็ บางทีโรคระบาดในคราวนี้อาจมิใช่ภัยธรรมชาติ แต่เป็นฝีมือของมนุษย์ !
“ยิ่งไปกว่านั้นโรคระบาดยังเกิดขึ้นในสถานที่ซึ่งมีประชากรหนาแน่น พระองค์เองก็เคยบอกว่าพื้นที่แรกที่พบโรคระบาดคือตำบลเล็กๆ แห่งหนึ่ง หม่อมฉันคิดว่าหากพระองค์ส่งคนไปสืบเรื่องนี้ จะต้องได้รับรายงานว่ามีคนแปลกหน้าเข้าไปในพื้นที่ก่อนเกิดโรคระบาดอย่างแน่นอน หรือมิเช่นนั้นสถานที่ทดลองโรคระบาดก็อาจจะอยู่ที่นั่น แต่นี่ก็เป็นเพียงการคาดเดาของพวกเราเท่านั้น พวกเรายังไม่มีหลักฐานแต่อย่างใด”
ความปีติยินดีเปลี่ยนเป็นสิ้นหวัง
ตอนนี้โรคระบาดกำลังระบาดอย่างหนัก อย่าว่าแต่ตำบลแห่งนั้นเลย เกรงว่าแม้แต่หยุนโจวเองก็คงถูกปิดตายไปแล้ว
หลินเมิ้งหยารู้สึกกระวนกระวายใจอยู่หลายส่วน ราษฎรล้วนเป็นผู้บริสุทธิ์ หากต้องกลายเป็นเครื่องมือในการชิงอำนาจ เช่นนั้นจะต้องเกิดการสูญเสียมหาศาล
“จะต้องมีอย่างแน่นอน หากเป็นเช่นนั้น พวกเรากลับไปยังเมืองหลวงก่อนเถิด หากเป็นเช่นนั้นจริง ข้าเกรงว่าเสด็จพ่อจะต้องเจอเข้ากับปัญหาที่ยากจะรับมือแล้ว”
แม้หลินเมิ้งหยาจะวิเคราะห์ออกมาอย่างมากมาย แต่หลงเทียนอวี้ย่อมคิดรอบคอบกว่านาง
หยุนโจวเป็นบ้านเกิดของสกุลหลง จนกระทั่งตอนนี้ก็มีขุนนางมีชื่อจำนวนไม่น้อยถือกำเนิดจากที่นั่น
หากความจริงเป็นดั่งเช่นที่หลินเมิ้งหยาสันนิษฐาน นั่นเท่ากับว่าโรคระบาดในคราวนี้เกิดจากน้ำมือของมนุษย์ เกรงว่าคงมิใช่เพียงหยุนโจวเท่านั้นที่กำลังระส่ำระส่าย แม้แต่พื้นที่ข้างเคียงก็คงประสบปัญหาไม่น้อย
ดูเหมือนครอบครัวมหาอำนาจบางตระกูลจะถูกถอนรากถอนโคนแล้ว
เช่นนั้นต้าจิ้นคงก้าวเข้าสู่กลียุค
เขาจะต้องทูลเรื่องนี้กับเสด็จพ่อโดยเร็วเพื่อป้องกันมิให้บ้านเมืองต้องสั่นคลอน
“เช่นนั้นก็ดีเพคะ จริงสิ ไม่รู้ว่าอาการของป๋ายซ่าวเป็นเช่นไรบ้าง พวกเราจะต้องไปรับนางกลับไปด้วยกันนะเพคะ อีกอย่าง ระหว่างทางกลับพวกเราแวะไปดูเซียวยี่ซินสักหนหนึ่งเถิด หากเขายังอยู่ที่นั่น เช่นนั้นพวกเราพาเขากลับไปด้วยกันเลยจะดีกว่า หากทุกอย่างเป็นไปตามการคาดเดาของหม่อมฉัน เช่นนั้นเซียวยี่ซินจะต้องกลายเป็นปัจจัยสำคัญในศึกษาโรคระบาดคราวนี้แน่”
ความกังวลสะท้อนอยู่ในแววตาของหลินเมิ้งหยา
มือเรียวยาวดั่งหยกขยำผ้าห่มโดยไม่รู้ตัว
ภายในรถม้าที่กำลังแล่นโคลงเคลง หัวคิ้วของทั้งสองขมวดมุ่น พวกเขาล้วนจมอยู่ในห้วงความคิดของตนเอง แววตาสับสนกระวนกระวาย
ภายนอกรถม้า สีของท้องฟ้าดำสนิทดั่งน้ำหมึก ดวงจันทร์มีเมฆดำปกคลุมจนแทบไร้แสง
ในที่สุดผืนปฐพีนี้ก็ตกอยู่ในความมืดมิดอีกครา
——————
หมายเหตุ
[1] หนึ่งเค่อ คือเวลาสิบห้านาที