ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 17.1 น้ำจิตน้ำใจของภรรยา
“จะรีบไปที่ใด ข้ายังมีเรื่องจะคุยกับเจ้า”
คำพูดเรียบง่ายไร้คลื่นอารมณ์ ทว่ากลับเชือดเฉือนความรู้สึกของคนฟังได้
อยู่หมัด เยว่ฉีก้าวไม่เร็วไม่ช้าตรงไปด้านหน้า ชาวบ้านหลายคนพอเห็นสายตา
หญิงสาวก็พากันหวาดกลัว ก้าวถอยหลังหลบทางให้
บุรุษหนุ่มอยากจะรีบหนีออกไปให้ไกล แต่ขากลับไม่ทำตามสมองสั่งราวกับ
ถูกโซ่ตรวนขนาดใหญ่ตรึงเอาไว้กับที่ แผ่นหลังชื้นเหงื่อ ฝ่ามือเย็นเฉียบ ใบหน้า
ไร้ซึ่งรอยยิ้ม ทว่าถึงจะหวาดกลัวเขาก็ทำใจแข็งจ้องหน้ากลับไป
ผู้ว่าจ้างมีฐานะยิ่งใหญ่กว่าหญิงสาวชาวบ้านธรรมดาอย่างนาง เขาไม่
จำเป็นจะต้องหวาดกลัว
ด้วยความคิดเช่นนี้บุรุษหนุ่มหน้าตาธรรมดาจึงทำทีเป็นใจกล้าเอ่ยกลับไป
“คิดจะพูดอันใด? หรือจะบอกว่าที่ข้าพูดนั้นไม่จริง”
“ก็ใช่ว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น เพียงหาต้นตอสาเหตุที่ทำให้สัตว์อสูรลงจากเขาก็
พอแล้ว สัตว์อสูรที่ปกติอยู่อาศัยบนภูเขา หากไม่ถูกรบกวนมากเกินไปไม่มีทาง
ลงมาจากเขาเป็นแน่ อีกทั้งรอบหมู่บ้านล้วนมีค่ายป้องกันป้องกันมิให้สัตว์อสูร
บุกรุกเข้ามา แต่เหตุใดค่ายป้องกันที่ว่าถึงไม่ทำงาน? จะต้องมีคนทำอุบาย
บางอย่างกับค่ายป้องกัน ท่านว่าที่ข้าพูดจริงหรือไม่?”
นางรู้อันใดมา? เขาเตรียมทุกอย่างด้วยความรอบคอบไม่มีทางมีคนจับได้
ถึงอย่างไรคนในหมู่บ้านนี้ส่วนมากเป็นเพียงฝึกปราณขั้นสอง เขาเป็นถึงฝึก
ปราณขั้นสามจะเคลื่อนไหวจนถูกผู้อื่นจับได้อย่างไร
เขามั่นใจในความสามารถของตนไม่น้อย การที่นางกล่าวคำยอกย้อน
อาจจะเป็นเพียงการคาดเดา
ไม่ผิด เยว่ฉีเพียงกล่าวออกไปตามการคาดเดา นางไม่เคยมีเรื่องบาดหมาง
กับบุรุษตรงหน้าแต่อีกฝ่ายกลับต้องการหาเรื่อง เช่นนั้นอาจจะมีเบื้องลึก
เบื้องหลังบางอย่าง
ลำพังเยว่ฉีไม่มีทางสร้างบรรยากาศกดดันผู้ฝึกปราณคนหนึ่งได้ เรื่องนี้ต้อง
ขอบคุณผู้อาวุโสหมิงท่านตื่นขึ้นมาได้ประจวบเหมาะพอดี
จะบอกว่าประจวบเหมาะก็ไม่ได้ ความจริงแล้วเขาตื่นขึ้นมาตั้งแต่ก่อนหน้า
นี้แต่เพราะยังไม่มีเรื่องให้ต้องพูดคุย จึงเอาแต่เงียบอยู่ในมิติ
ตอนเยว่ฉีรู้ว่าผู้อาวุโสหมิงตื่นแล้วคือจังหวะที่เขาเอ่ยปากชมความสามารถ
ในการควบคุมพลังปราณของหานลั่วอี้ จากนั้นนางก็ขอให้ผู้อาวุโสช่วยสร้าง
บรรยากาศกดดันให้
“แค่คำพูดเป็นใครก็พูดได้…” ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยต่อเยว่ฉีก็เอ่ยขัด
ขึ้นมาไม่ปล่อยให้เขาได้พูด
“ใช่ แค่คำพูดใครก็พูดได้ เช่นเดียวกับที่ท่านกำลังกลับดำเป็นขาว สร้าง
ข่าวโคมลอยด้วยลมปากให้ข้ากับสามีดูไม่ดีในสายตาผู้คนในหมู่บ้าน ทั้งที่เรื่อง
ที่ท่านกล่าวออกมาก็หาใช่ความจริง หลักฐานใดก็ไม่มี”
“หลักฐาน? หลักฐานของข้าก็สัตว์อสูรพวกนั้นนั่นไงละ หากเรื่องที่ข้าพูดไม่
เป็นความจริง ครอบครัวเจ้าไม่ใช่ตัวตนหายนะจริง แล้วเหตุใดสัตว์อสูรพวกนั้น
ถึงลงจากเขามาทำร้ายผู้คนในหมู่บ้าน!!”
ชาวบ้านหลายคนถูกเหตุผลของบุรุษหนุ่มผู้นี้โน้มน้าวให้เชื่อไปมากกว่าครึ่ง
อีกส่วนหนึ่งแสร้งทำตัวเป็นกลาง มองอยู่รอบนอก
“ที่ข้าพูดไม่เข้าหูท่านหรือ? หรือว่าข้ากำลังพูดคนละภาษากับท่าน”
แม้บรรยากาศรอบตัวจะน่าเกรงขามสร้างความประหลาดใจให้ไม่น้อยแต่
เมื่อได้ใช้สติลองคิดให้ดีแล้ว…
สตรีผู้หนึ่งฝึกปราณก็มิใช่ เขาไม่จำเป็นต้องหวาดกลัว
คิดได้ดังนี้จึงเปิดปากพูดออกมาว่า “คิดว่าพูดแก้ตัวไปแล้วคนอื่นจะเชื่อเจ้า
หรือ?” พูดจบก็หันไปหาชาวบ้านโดยรอบ “ข้าจะบอกอันใดให้ ความจริงแล้ว
บุรุษผู้นั้น…”
“หุบปาก!!” ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยออกมาจนจบ เยว่ฉีก็รีบตะโกนห้าม
ไม่ให้เขาพูดต่อ นางอาจจะไม่ทราบว่าเขาจะพูดอันใด แต่คำพูดย่อมไม่น่าฟัง
เป็นแน่ ดูจากการแสดงออกว่าเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจนยิ่งไม่ควรให้เขาพูดมาก
ไปกว่านี้
‘แม่หนู บนตัวบุรุษผู้นี้มีกลิ่นอายบางอย่าง เป็นกลิ่นอายที่สัตว์อสูรชื่น
ชอบ’
ดวงตาเยว่ฉีทอประกาย ยกยิ้มมุมปากก้าวเท้าไปด้านหน้า จ้องอีกฝ่ายด้วย
สายตาคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม คนถูกจ้องก็จ้องกลับมาอย่างไม่ลดละ ไม่เผย
ความรู้สึกหวาดกลัวให้เห็น
ด้วยเยว่ฉียังไม่ได้เรียนรู้วิธีสื่อสารผ่านจิตจึงไม่สามารถเอ่ยถามว่าจุดใดที่
กลิ่นอายรุนแรงมากที่สุด แต่เหมือนผู้อาวุโสจะเข้าใจถึงสิ่งที่นางต้องการจึงเอ่ย
ออกมาอีกประโยค
‘ในผ้าคาดเอวฝั่งซ้ายคือจุดที่กลิ่นอายรุนแรงที่สุด’
เยว่ฉีปลายสายตาไปมองบริเวณดังกล่าว ใช้โอกาสที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัวยื่น
มือออกไปคว้าถุงหอมมาถือไว้
ไม่ปล่อยให้ได้โอกาสเคลื่อนไหว เยว่ฉีรับยื่นถุงไปด้านหลัง ส่งให้หานลั่วอี้ที่
ไม่รู้ว่ามาอยู่ข้าง ๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่
เขามองถุงในมือ กลิ่นหอมอ่อน ๆ โชยออกมาเล็กน้อย เป็นกลิ่นที่ทำให้
ต้องขมวดคิ้ว
หานลั่วอี้เปิดปากถุง กลิ่นสมุนไพรด้านในกำจายออกมาแรงกว่าเดิม ถึงขั้น
ทำให้สัตว์อสูรที่ยังตายไม่สนิทคำรามออกมา
ชาวบ้านได้ยินเสียงคำรามต่างพากันสะดุ้งหวาดกลัว มีใครบางคนเอ่ยถาม
ว่าของในมือหานลั้วอี้คือสิ่งใด
บุรุษหน้าตาธรรมเหงื่อแตกแล้วจริง ๆ ไม่เคยคาดคิดว่าสตรีผู้หนึ่งจะ
รวดเร็วฉกชิงของไปจากเขาได้
ไม่สิ…เหมือนว่าในจังหวะนั้นร่างกายจะขยับไม่ได้ไปชั่วขณะหนึ่ง
ตอนที่ 17.2 น้ำจิตน้ำใจของภรรยา
“ท่านผู้กล้าของในมือท่านคือสิ่งใดหรือ?” เสียงสตรีเอ่ยถาม พอหันไปมอง
ก็เห็นว่าเป็นคนเดียวกับที่เขายื่นมือช่วยเหลือ
“ดอกรื่นรมย์” ทันทีที่คำพูดนี้ถูกกล่าวออกมา สายตาชาวบ้านพลันหัน
ขวับไปยังจุดเดียวกัน
ถึงพวกเขาจะไม่ได้รับการศึกษาเฉกเช่นบุตรหลานผู้ดีมีเงิน แต่ก็ใช้ว่าจะโง่
งมถึงขึ้นไม่รู้จักพืชวิญญาณพื้นฐาน และดอกรื่นรมย์ก็เป็นหนึ่งในพืชวิญญาณ
พื้นฐานที่ชาวบ้านต่างรู้กันดี
พืชวิญญาณชนิดนี้ถูกเรียกอีกอย่างว่า ดอกสัตว์อสูร เพราะสัตว์อสูรชื่น
ชอบกลิ่นของมันมาก มักจะมาวนเวียนอยู่รอบ ๆ และหากมีสัตว์อสูรตัวใด
ต้องการครอบครองเพียงตนเดียว ก็จะเกิดสงครามระหว่างสัตว์อสูรขึ้น
ดอกไม้งดงามมีกลิ่นมอมเมาให้สัตว์ร้ายหลงใหล ต้องการครอบครอง ไม่
ต่างจากผึ้งงานหวงแหนน้ำผึ้ง
หากพูดกันภาษาบ้าน ๆ ดอกรื่นรมย์คือตัวกระตุ้นชั้นดีในการเรียกรวมสัตว์
อสูรให้เข้ามาใกล้
แล้วทำไมของอันตรายเช่นนี้ถึงได้อยู่ในตัวเขา
ความหมายก็ชัดเจนอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? คนที่ล่อสัตว์อสูรมาแท้จริงแล้วเป็น
ชายผู้นี้ หาใช่ครอบครัวเยว่!!!
ตนเองสร้างเรื่องแต่กับโยนความผิดให้ผู้อื่น!! หน้าหนายิ่งนัก
“เจ้ามีอันใดจะแก้ตัวหรือไม่” คำถามของหานลั่วอี้จี้ได้ถูกจุด ชาวบ้านต่าง
มองไปยังทางเดียว กดดันให้เขาอธิบายว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ เมื่อสักครู่ยัง
เถียงคนเขาไม่หยุดปาก มาตอนนี้กลับพูดไม่ออกแล้ว
เจ้าถามหากหลักฐาน? คนเขาก็นำหลักฐานมาให้แล้ว แถมยังเป็นหลักฐาน
จากตัวเจ้าอีก
มาถึงขั้นหนีจะแก้ตัวก็คงไม่มีใครเชื่อแล้วในเมื่อไม่มีทางเลือกเขาจึงคิดจะ
หนีแต่กลับถูกหานลั่วอี้ตรึงเอาไว้เสียก่อน
ปราณสีฟ้าอ่อนมัดชายหนุ่มเอาไว้ให้ดิ้นไม่หลุด ถึงจะเป็นผู้ฝึกปราณขั้น
สามเหมือนกันแต่ระดับการฝึกฝนของเขายังด้อยกว่าหานลั่วอี้ อีกทั้งพักหลังมา
นี้เขายังดื่มน้ำแห่งชีวิตเจือจางแล้วอยู่ตลอด เส้นลมปราณที่เคยเสียหายก็ได้รับ
การฟื้นฟูขึ้นมาพอสมควร จึงสามารถจับคนเอาไว้ได้
“พี่เฟิงช่วยใช้เชือกสำหรับจับผู้ฝึกปราณมัดคนผู้นี้ให้ที ข้าอยากจะถาม
คำถามเขาสักสามสี่ข้อ”
มาถึงขั้นนี้เรื่องทุกอย่างก็กระจ่าง ชายถูกจับเป็นคนล่อสัตว์อสูรมา!!
ชาวบ้านหลายคนหันเหความสนใจไปหาเขา ทั้งที่พวกเขาอยู่กันอย่างสงบ
มานานหลายปี แต่เพราะชายผู้นี้ล่อสัตว์อสูรมาทำให้พวกเขาเดือดร้อน
“พวกเจ้าจะหยุดแค่นี้หรือ? ถึงสองคนนี้จะไม่ใช่ต้นเหตุทำให้สัตว์อสูรลง
จากเขา แต่ก็อาจจะเป็นเป้าหมายที่ชายคนนั้นต้องการกำจัด!! เราจะปล่อยคน
อันตรายเช่นนี้ไว้ที่หมู่บ้านไม่ได้” เสียงที่กล่าวประโยคนี้คือเผยลู่ วันนั้นนางถูก
สตรีตรงหน้าตอกกลับให้รู้สึกอับอาย มาวันนี้มีโอกาสแล้ว มีหรือจะปล่อย
โอกาสดี ๆ เช่นนี้ไป
เยว่ฉีมองนางยิ้ม ๆ ก้าวเข้าไปหา “แม่นาง คำพูดเจ้าทำให้ข้าเปิดโลกแล้ว
ข้าหาได้เป็นคนผิดเจ้าพูดเช่นนี้ไม่ถูกกระมัง ในเมื่อเจ้าไม่ต้อนรับข้า บุรุษคนนั้น
ไม่ต้อนรับข้า พวกท่านกว่าครึ่งเห็นด้วยกับคนไม่ดี เช่นนั้นร่างสัตว์อสูรที่ตอน
แรกข้าต้องการแจกจ่ายให้คนในหมู่บ้าน ข้าคงต้องยึดเอาไว้ผู้เดียวแล้ว ถึง
อย่างไรคนในหมู่บ้านก็ไล่ข้าออกไปไม่ได้ เพราะข้าไม่ได้ทำอันใดผิด”
ตั้งแต่ต้นจนจบมุมปากเยว่ฉีประดับรอยยิ้มอยู่ตลอด แตกต่างจากสายตา
ยามจ้องมองเผยลู่ สายตาที่เต็มไปด้วยประกายเชือดเฉือน มองนางเป็นศัตรูไป
แล้ว
นางไม่เคยสร้างเรื่องอันใดให้ แต่เจอหน้าก็จ้องจะหาเรื่องกันไม่หยุด คงอยู่
ร่วมกันอย่างสันติไม่ได้แล้ว
คำพูดเยว่ฉีกระตุ้นชาวบ้านส่วนใหญ่ ฝ่ายที่ยังคลางแคลงใจในตัวคนทั้งสอง
เปลี่ยนความคิดใหม่ทันที
สลัดความคิดไม่เหมาะสมแล้วเอ่ยสนับสนุนการกระทำของทั้งสอง รวมถึง
เอ่ยแก้ต่างให้อย่างกระตือรือร้น
คนเขายินดีจะมอบของให้ก็ต้องเป็นคนดีแน่อยู่แล้ว ไม่เห็นหรือที่สามีนาง
จัดการสัตว์อสูรฝูงใหญ่ในการโจมตีครั้งเดียว พวกเจ้าทำได้เหมือนคนเขาไหม?
ถ้าไม่ได้ก็หุบปากไป พวกข้ายังไม่อยากเป็นศัตรูกับคนแข็งแกร่ง
ความคิดนี้เกิดขึ้นในสมองชาวบ้านเกือบทั้งหมด
เยว่ฉีไม่ใช่คนดีแต่ที่ทำเช่นนี้เพราะยังต้องอาศัยอยู่ในหมู่บ้านไปอีกนาน อัน
ไหนที่ปล่อยได้นางก็จะปล่อย พวกชาวบ้านก็แค่ถูกความโลภบังตา คนส่วนมาก
เพียงมองอยู่รอบนอกยังไม่มีใครเผยความเป็นศัตรูอย่างไม่ปิดบัง
ยกเว้นบุรุษผู้นั้นและสตรีตรงหน้า
ในเมื่อตั้งตัวเป็นศัตรูเช่นนั้นก็อย่าได้ว่านางใจร้าย
ทั้งที่เกลียดเขา ไม่พอใจในตัวเขาแต่ก็ยังอยากได้ของเขา
คำพูดนี้สามารถอธิบายนิสัยของคนในหมู่บ้านนี้ได้อย่างชัดเจน
หานลั่วอี้ไม่เอ่ยคัดค้านปล่อยให้ภรรยาทำตามต้องการ เขาเชื่อว่านางมี
แผน ส่วนบุรุษผู้นั้นคงต้องใช้เวลาร่วมกันอีกสักเล็กน้อย
เฟิงซิ่วคิดว่าเยว่ฉีดีเกินไป คนในหมู่บ้านถึงจะไม่ใช่ทั้งหมดที่แสดงออก
อย่างชัดเจนว่าไม่ต้อนรับแต่ก็ไม่มีใครต้องการพูดคุยด้วย แต่นางกลับทำดีกับ
พวกเขาเพียงเพราะไม่ต้องการให้ความโกรธส่วนหนึ่งส่งผลมาถึงเขาและภรรยา
นี่เป็นความคิดส่วนหนึ่งของเฟิงซิ่ว
จริงอย่างที่เฟิงซิ่วคิด เยว่ฉีมอบสัตว์อสูรออกไปเพราะไม่ต้องการให้
ชาวบ้านนำความโกรธส่วนหนึ่งไปลงที่ครอบครัวเฟิง เพราะทั้งสองดีต่อ
ครอบครัวนาง อีกอย่างของมากองตรงหน้าแล้ว หากยังไม่คิดจะทำอันใด
เรื่องราวไม่มีทางจบลงง่าย ๆ อย่างแน่นอน
คนอยากได้ก็จะหาเหตุผลมาพูดเพื่อนำของไปไม่จบสิ้น
นางเบื่อจะพูดคุยกับคนพวกนี้แล้ว ยังต้องไปจัดการต้มยาให้หานลั่วซาน
ดื่ม!!!
เพื่อซื้อใจคนในหมู่บ้านและลดทอนความระแวงลงซึ่งจะส่งผลดีต่อ
ครอบครัวนางในระยะยาว เยว่ฉีจึงทำการแจกจ่ายเนื้อส่วนหนึ่งออกไป เขา
แจกจ่ายให้ครอบครัวละสิบจินเท่ากัน ยกเว้นครอบครัวสองคนนั้น เพื่อบอกให้
ชาวบ้านคนอื่นรู้ว่า
หากคิดเป็นปฏิปักษ์กับนางผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร
ต้องการของเขาแต่เป็นศัตรูกับเขาอย่างโจ่งแจ้งก็สมควรไม่ได้รับส่วนแบ่ง
อีกทั้งยังไม่มีชาวบ้านคนใดคิดว่าการกระทำของนางไม่เหมาะสม น้ำใจเล็ก ๆ
น้อย ๆ ของเยว่ฉีช่วยให้มุมมองของคนในหมู่บ้านต่อครอบครัวนางดีขึ้นหลาย
ส่วน
ตอนท ี่ 18.1 เพิ่มระดับการรักษา
หลังจากวันนั้นความรู้สึกของชาวบ้านที่มีต่อครอบครัวเยว่ก็แตกต่างไปจาก
ตอนแรก จากที่หวาดกลัวว่าคนจะมาสร้างความลำบากให้ครอบครัวพวกเขาก็
เปลี่ยนเป็นพูดเยินยอไม่ขาดปาก
เอ่ยชมว่าภรรยาเพียบพร้อมจิตใจดี สามีรูปงามทั้งยังเก่งกาจ ถึงจะขา
พิการแล้วอย่างไร ในเมื่อคนเขาเก่งถึงขั้นสามารถจัดการสัตว์อสูรมากมาย
ขนาดนั้นในครั้งเดียว
พวกชาวบ้านมีความคิดเรียบง่าย ส่วนมากก็แค่กลัวว่าครอบครัวตนที่ไม่ได้
มีอันใดมากมายจะต้องเจียดความช่วยเหลือไปช่วยผู้อื่น และเมื่อเห็นว่าคนที่
พวกเขาระแวงไม่มีทางมาสร้างความลำบากให้ ความคิดด้านลบที่มีจึงลด
น้อยลง ถึงขั้นมีหลายคนชื่นชมในความเก่งกาจของหานลั่วอี้
แม่นางน้อยหลายคนก็ไม่รังเกียจที่เขาขาพิการ
ไม่เห็นหรือว่าสัตว์อสูรที่เหลือนั้นมีน้ำหนักมากแค่ไหน ต้องไม่ต่ำกว่าพันจิน
สัตว์อสูรมีพลังปราณแฝงอยู่ ถึงจะไม่มากเพราะเป็นระดับต่ำแต่ก็ได้ราคาดี
ขายออกไปทั้งหมดย่อมได้เงินไม่ต่ำกว่าสองร้อยตำลึง และเป็นอย่างที่พวกเขา
เข้าใจเยว่ฉีขายสัตว์อสูรได้เงินมาสองร้อยตำลึงจริง ๆ
เงินสองร้อยตำลึงนี้สำหรับชาวบ้านแล้วสามารถทำให้พวกเขามีชีวิต
สะดวกสบายไปตลอดชาติ และสำหรับครอบครัวใหญ่เงินจำนวนนี้สามารถทำ
ให้คนตาลุกวาวได้
ผ่านมาสามสี่วันหลังจากเหตุการณ์นั้น หน้าประตูบ้านของเยว่ฉีไม่เคยเหงา
อีกเลยเพราะมีแม่สื่อมาทาบทามสามีนางให้แม่นางน้อยหลายบ้าน
อันใดคือมาทาบทามสามีนาง!!!
ถึงโลกนี้การมีสามภรรยาสี่อนุไม่ใช่เรื่องแปลกแต่สำหรับเยว่ฉีแล้วนางไม่มี
ทางทำใจได้ หากหานลั่วอี้ต้องการรับภรรยาเพิ่มเข้ามาจริงเช่นนั้นนางคงต้อง
หาทางเดินออกไปแล้ว
นางไม่เชื่อว่าจะหาสามีที่จะรักนางเพียงคนเดียวไม่ได้
แต่หานลั่วอี้ก็ไม่ทำให้นางผิดหวัง เขาปฏิเสธทุกข้อเสนอที่พวกแม่นางน้อย
ส่งเข้ามา ทั้งยังบอกอย่างเด็ดขาดว่าไม่คิดจะรับภรรยาเพิ่ม ชีวิตนี้เขาจะมีเยว่ฉี
เป็นภรรยาเพียงผู้เดียว
ถึงความรู้สึกของนางที่มีต่อสามีจะไม่ถึงกับลึกซึ้งแต่ก็พูดได้ว่าผูกพันคุ้นเคย
คำพูดแน่วแน่ของเขากระตุ้นหัวใจดวงน้อยให้เต้นแรง ทำเอาใบหน้าเห่อ
ร้อน
คำพูดที่ว่าจะมีเพียงภรรยาคนเดียว ช่วยให้จำนวนแม่สื่อลดลงไปมากก่อน
จะหายไปในเวลาต่อมา ส่วนแม่นางน้อยทั้งหลายที่ต้องการยื่นผ้าเช็ดหน้ามาให้
ต่างอิจฉาภรรยาหานลั่วอี้ไปตาม ๆ กัน
จะหาสามีที่ยึดมั่นในตัวภรรยาเพียงคนเดียวนั้นยากแค่ไหน จะไม่ให้พวก
นางอิจฉาได้หรือ
นอกจากเหล่าแม่สื่อที่ทำให้นางไปไหนไม่ได้แล้วยังมีอีกสาเหตุหนึ่งคือ ค่าย
ป้องกันหมู่บ้านเสียหายทำให้ต้องไปเชิญผู้รับผิดชอบสร้างค่ายกลมาดูแลรักษา
และสร้างขึ้นใหม่ ครั้งหน้าเวลาสัตว์อสูรบุกรุกจะได้ปกป้องคนในหมู่บ้านได้
ระหว่างสร้างค่ายกลขึ้นใหม่ชาวบ้านทุกคนถูกสั่งห้ามไม่ให้ขึ้นเขา เพราะสัตว์
อสูรอาจจะยังอยู่รอบนอกของภูเขา
ยังดีที่ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ผู้ดูแลเมืองเป็นคนรับผิดชอบ ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าพวก
เจ้าจะต้องควักเงินออกไปเท่าใด
“ก่อนหน้าข้าอุตส่าห์คิดว่าจะได้เริ่มต้นทำร้านอาหารจริงจังเสียทีกับมีเรื่อง
เกิดขึ้นเสียก่อน มาตอนนี้ก็ต้องวุ่นวายกับสตรีมากมายที่จ้องจะแต่งท่านเป็น
สามีอีก” คำเปรียบเปรยแสนประหลาดของภรรยา เรียกรอยยิ้มขำขันเล็กน้อย
จากปากสามีได้ไม่ยาก
ก้มลงมองภรรยาซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการปั้นแป้งบนเสื่อใต้ต้นไม้ใหญ่หน้า
บ้าน
ดูเหมือนภรรยาจะชื่นชอบการออกมานั่งเล่นใต้ต้นไม้ ทุกครั้งที่ว่างจากการ
ทำงานนางจะมานั่งพิงหลังกับต้นไม้ใหญ่และผล็อยหลับไป หรือไม่ก็นั่งเล่นอยู่
ข้างผนังบ้านแล้วมองตรงออกไปด้านนอก
“สร้างบ้านดีหรือไม่? แล้วก็ซื้อโต๊ะมาตั้งไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่สักตัว” เยว่ฉีเงย
หน้ามองเขา น้อยครั้งนักที่หานลั่วอี้จะเอ่ยเสนอความคิดเห็นออกมา
“ท่านอยากได้โต๊ะหรือ? ”
“เปล่า ข้าเห็นเจ้าชอบมานั่งเล่นใต้ต้นไม่บ่อย ๆ มีโต๊ะเก้าอี้สักตัวน่าจะ
สะดวกกว่า”
เยว่ฉีพยักหน้ายิ้ม ๆ ที่แท้ก็นึกถึงนาง
“ข้าชอบนั่งบนเสื่อแบบนี้มากกว่า”
“เช่นนั้นก็ตามใจเจ้า แล้วเรื่องสร้างบ้าน?” เขาไม่ได้ต้องการบ้านหลัก
ใหญ่โต เพียงต้องการปรับปรุงให้ดีขึ้น
“ข้าว่าจะลองขายอาหารดูก่อน หากกิจการไปได้ดีก็จะแบ่งเงินส่วนหนึ่งมา
สร้างบ้าน ถึงตอนนี้จะมีเงินแล้วแต่ก็ยังไม่มีรายได้ทางอื่น ข้าอยาจะเก็บเงิน
ส่วนนี้เอาไว้ใช้ในยามจำเป็น” หานลั่วอี้พยักหน้า ไม่เอ่ยขัด เขาล้วนเห็นด้วย
กับภรรยาตัวน้อย
ภรรยาคิดอ่านได้รอบคอบไม่ใช้เงินออกไปอย่างมือเติบ
“ชายผู้นั้นเป็นเช่นไรบ้าง”
“ตายไปแล้ว” คำตอบจากน้ำเสียงเรียบเฉยทำเยว่ฉีชะงักมือซึ่งกำลังปั้น
แป้ง เงยหน้ามองสามีเป็นเชิงถาม
“มีคนร่ายคาถาลงในร่างชายผู้นั้น ตอนที่เขากำลังจะเอ่ยปากบอกว่าใคร
เป็นผู้ว่าจ้างก็กระอักเลือดออกมาก่อนจะสิ้นใจ”
เยว่ฉีส่ายหัวเหนื่อยใจ โลกนี้ฆ่ากันง่ายมาก คิดอยากจะฆ่าก็ฆ่า อยากจะไม่
ชอบหน้าก็ไม่ชอบหน้า
ไร้ซึ่งเหตุผล เคารพเพียงความแข็งแกร่ง
เป็นโลกที่ผู้แข็งแกร่งอยู่รอด ผู้อ่อนแอที่อยากอยู่รอดก็ต้องรู้จักปรับตัวไป
ตามคลื่นลม