ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 17.2 น้ำจิตน้ำใจของภรรยา
“ท่านผู้กล้าของในมือท่านคือสิ่งใดหรือ?” เสียงสตรีเอ่ยถาม พอหันไปมอง ก็เห็นว่าเป็นคนเดียวกับที่เขายื่นมือช่วยเหลือ
“ดอกรื่นรมย์” ทันทีที่คำพูดนี้ถูกกล่าวออกมา สายตาชาวบ้านพลันหัน ขวับไปยังจุดเดียวกัน
ถึงพวกเขาจะไม่ได้รับการศึกษาเฉกเช่นบุตรหลานผู้ดีมีเงิน แต่ก็ใช้ว่าจะโง่ งมถึงขึ้นไม่รู้จักพืชวิญญาณพื้นฐาน และดอกรื่นรมย์ก็เป็นหนึ่งในพืชวิญญาณ พื้นฐานที่ชาวบ้านต่างรู้กันดี
พืชวิญญาณชนิดนี้ถูกเรียกอีกอย่างว่า ดอกสัตว์อสูร เพราะสัตว์อสูรชื่น ชอบกลิ่นของมันมาก มักจะมาวนเวียนอยู่รอบ ๆ และหากมีสัตว์อสูรตัวใด ต้องการครอบครองเพียงตนเดียว ก็จะเกิดสงครามระหว่างสัตว์อสูรขึ้น
ดอกไม้งดงามมีกลิ่นมอมเมาให้สัตว์ร้ายหลงใหล ต้องการครอบครอง ไม่ ต่างจากผึ้งงานหวงแหนน้ำผึ้ง
หากพูดกันภาษาบ้าน ๆ ดอกรื่นรมย์คือตัวกระตุ้นชั้นดีในการเรียกรวมสัตว์ อสูรให้เข้ามาใกล้
แล้วทำไมของอันตรายเช่นนี้ถึงได้อยู่ในตัวเขา
ความหมายก็ชัดเจนอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? คนที่ล่อสัตว์อสูรมาแท้จริงแล้วเป็น ชายผู้นี้ หาใช่ครอบครัวเยว่!!!
ตนเองสร้างเรื่องแต่กับโยนความผิดให้ผู้อื่น!! หน้าหนายิ่งนัก
“เจ้ามีอันใดจะแก้ตัวหรือไม่” คำถามของหานลั่วอี้จี้ได้ถูกจุด ชาวบ้านต่าง มองไปยังทางเดียว กดดันให้เขาอธิบายว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ เมื่อสักครู่ยัง เถียงคนเขาไม่หยุดปาก มาตอนนี้กลับพูดไม่ออกแล้ว
เจ้าถามหากหลักฐาน? คนเขาก็นำหลักฐานมาให้แล้ว แถมยังเป็นหลักฐาน จากตัวเจ้าอีก
มาถึงขั้นหนีจะแก้ตัวก็คงไม่มีใครเชื่อแล้วในเมื่อไม่มีทางเลือกเขาจึงคิดจะ หนีแต่กลับถูกหานลั่วอี้ตรึงเอาไว้เสียก่อน
ปราณสีฟ้าอ่อนมัดชายหนุ่มเอาไว้ให้ดิ้นไม่หลุด ถึงจะเป็นผู้ฝึกปราณขั้น สามเหมือนกันแต่ระดับการฝึกฝนของเขายังด้อยกว่าหานลั่วอี้ อีกทั้งพักหลังมา นี้เขายังดื่มน้ำแห่งชีวิตเจือจางแล้วอยู่ตลอด เส้นลมปราณที่เคยเสียหายก็ได้รับ การฟื้นฟูขึ้นมาพอสมควร จึงสามารถจับคนเอาไว้ได้
“พี่เฟิงช่วยใช้เชือกสำหรับจับผู้ฝึกปราณมัดคนผู้นี้ให้ที ข้าอยากจะถาม คำถามเขาสักสามสี่ข้อ”
มาถึงขั้นนี้เรื่องทุกอย่างก็กระจ่าง ชายถูกจับเป็นคนล่อสัตว์อสูรมา!!
ชาวบ้านหลายคนหันเหความสนใจไปหาเขา ทั้งที่พวกเขาอยู่กันอย่างสงบ มานานหลายปี แต่เพราะชายผู้นี้ล่อสัตว์อสูรมาทำให้พวกเขาเดือดร้อน
“พวกเจ้าจะหยุดแค่นี้หรือ? ถึงสองคนนี้จะไม่ใช่ต้นเหตุทำให้สัตว์อสูรลง จากเขา แต่ก็อาจจะเป็นเป้าหมายที่ชายคนนั้นต้องการกำจัด!! เราจะปล่อยคน อันตรายเช่นนี้ไว้ที่หมู่บ้านไม่ได้” เสียงที่กล่าวประโยคนี้คือเผยลู่ วันนั้นนางถูก สตรีตรงหน้าตอกกลับให้รู้สึกอับอาย มาวันนี้มีโอกาสแล้ว มีหรือจะปล่อย โอกาสดี ๆ เช่นนี้ไป
เยว่ฉีมองนางยิ้ม ๆ ก้าวเข้าไปหา “แม่นาง คำพูดเจ้าทำให้ข้าเปิดโลกแล้ว ข้าหาได้เป็นคนผิดเจ้าพูดเช่นนี้ไม่ถูกกระมัง ในเมื่อเจ้าไม่ต้อนรับข้า บุรุษคนนั้น ไม่ต้อนรับข้า พวกท่านกว่าครึ่งเห็นด้วยกับคนไม่ดี เช่นนั้นร่างสัตว์อสูรที่ตอน แรกข้าต้องการแจกจ่ายให้คนในหมู่บ้าน ข้าคงต้องยึดเอาไว้ผู้เดียวแล้ว ถึง อย่างไรคนในหมู่บ้านก็ไล่ข้าออกไปไม่ได้ เพราะข้าไม่ได้ทำอันใดผิด”
ตั้งแต่ต้นจนจบมุมปากเยว่ฉีประดับรอยยิ้มอยู่ตลอด แตกต่างจากสายตา ยามจ้องมองเผยลู่ สายตาที่เต็มไปด้วยประกายเชือดเฉือน มองนางเป็นศัตรูไป แล้ว นางไม่เคยสร้างเรื่องอันใดให้ แต่เจอหน้าก็จ้องจะหาเรื่องกันไม่หยุด คงอยู่ ร่วมกันอย่างสันติไม่ได้แล้ว คำพูดเยว่ฉีกระตุ้นชาวบ้านส่วนใหญ่ ฝ่ายที่ยังคลางแคลงใจในตัวคนทั้งสอง เปลี่ยนความคิดใหม่ทันที สลัดความคิดไม่เหมาะสมแล้วเอ่ยสนับสนุนการกระทำของทั้งสอง รวมถึง เอ่ยแก้ต่างให้อย่างกระตือรือร้น คนเขายินดีจะมอบของให้ก็ต้องเป็นคนดีแน่อยู่แล้ว ไม่เห็นหรือที่สามีนาง จัดการสัตว์อสูรฝูงใหญ่ในการโจมตีครั้งเดียว พวกเจ้าทำได้เหมือนคนเขาไหม? ถ้าไม่ได้ก็หุบปากไป พวกข้ายังไม่อยากเป็นศัตรูกับคนแข็งแกร่ง ความคิดนี้เกิดขึ้นในสมองชาวบ้านเกือบทั้งหมด เยว่ฉีไม่ใช่คนดีแต่ที่ทำเช่นนี้เพราะยังต้องอาศัยอยู่ในหมู่บ้านไปอีกนาน อัน ไหนที่ปล่อยได้นางก็จะปล่อย พวกชาวบ้านก็แค่ถูกความโลภบังตา คนส่วนมาก เพียงมองอยู่รอบนอกยังไม่มีใครเผยความเป็นศัตรูอย่างไม่ปิดบัง ยกเว้นบุรุษผู้นั้นและสตรีตรงหน้า ในเมื่อตั้งตัวเป็นศัตรูเช่นนั้นก็อย่าได้ว่านางใจร้าย ทั้งที่เกลียดเขา ไม่พอใจในตัวเขาแต่ก็ยังอยากได้ของเขา คำพูดนี้สามารถอธิบายนิสัยของคนในหมู่บ้านนี้ได้อย่างชัดเจน หานลั่วอี้ไม่เอ่ยคัดค้านปล่อยให้ภรรยาทำตามต้องการ เขาเชื่อว่านางมี แผน ส่วนบุรุษผู้นั้นคงต้องใช้เวลาร่วมกันอีกสักเล็กน้อย
เฟิงซิ่วคิดว่าเยว่ฉีดีเกินไป คนในหมู่บ้านถึงจะไม่ใช่ทั้งหมดที่แสดงออก อย่างชัดเจนว่าไม่ต้อนรับแต่ก็ไม่มีใครต้องการพูดคุยด้วย แต่นางกลับทำดีกับ พวกเขาเพียงเพราะไม่ต้องการให้ความโกรธส่วนหนึ่งส่งผลมาถึงเขาและภรรยา นี่เป็นความคิดส่วนหนึ่งของเฟิงซิ่ว
จริงอย่างที่เฟิงซิ่วคิด เยว่ฉีมอบสัตว์อสูรออกไปเพราะไม่ต้องการให้ ชาวบ้านนำความโกรธส่วนหนึ่งไปลงที่ครอบครัวเฟิง เพราะทั้งสองดีต่อ ครอบครัวนาง อีกอย่างของมากองตรงหน้าแล้ว หากยังไม่คิดจะทำอันใด เรื่องราวไม่มีทางจบลงง่าย ๆ อย่างแน่นอน
คนอยากได้ก็จะหาเหตุผลมาพูดเพื่อนำของไปไม่จบสิ้น
นางเบื่อจะพูดคุยกับคนพวกนี้แล้ว ยังต้องไปจัดการต้มยาให้หานลั่วซาน ดื่ม!!!
เพื่อซื้อใจคนในหมู่บ้านและลดทอนความระแวงลงซึ่งจะส่งผลดีต่อ ครอบครัวนางในระยะยาว เยว่ฉีจึงทำการแจกจ่ายเนื้อส่วนหนึ่งออกไป เขา แจกจ่ายให้ครอบครัวละสิบจินเท่ากัน ยกเว้นครอบครัวสองคนนั้น เพื่อบอกให้ ชาวบ้านคนอื่นรู้ว่า
หากคิดเป็นปฏิปักษ์กับนางผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร
ต้องการของเขาแต่เป็นศัตรูกับเขาอย่างโจ่งแจ้งก็สมควรไม่ได้รับส่วนแบ่ง อีกทั้งยังไม่มีชาวบ้านคนใดคิดว่าการกระทำของนางไม่เหมาะสม น้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเยว่ฉีช่วยให้มุมมองของคนในหมู่บ้านต่อครอบครัวนางดีขึ้นหลาย ส่วน
ตอนท ี่ 18.1 เพิ่มระดับการรักษา
หลังจากวันนั้นความรู้สึกของชาวบ้านที่มีต่อครอบครัวเยว่ก็แตกต่างไปจาก ตอนแรก จากที่หวาดกลัวว่าคนจะมาสร้างความลำบากให้ครอบครัวพวกเขาก็ เปลี่ยนเป็นพูดเยินยอไม่ขาดปาก
เอ่ยชมว่าภรรยาเพียบพร้อมจิตใจดี สามีรูปงามทั้งยังเก่งกาจ ถึงจะขา พิการแล้วอย่างไร ในเมื่อคนเขาเก่งถึงขั้นสามารถจัดการสัตว์อสูรมากมาย ขนาดนั้นในครั้งเดียว
พวกชาวบ้านมีความคิดเรียบง่าย ส่วนมากก็แค่กลัวว่าครอบครัวตนที่ไม่ได้ มีอันใดมากมายจะต้องเจียดความช่วยเหลือไปช่วยผู้อื่น และเมื่อเห็นว่าคนที่ พวกเขาระแวงไม่มีทางมาสร้างความลำบากให้ ความคิดด้านลบที่มีจึงลด น้อยลง ถึงขั้นมีหลายคนชื่นชมในความเก่งกาจของหานลั่วอี้
แม่นางน้อยหลายคนก็ไม่รังเกียจที่เขาขาพิการ
ไม่เห็นหรือว่าสัตว์อสูรที่เหลือนั้นมีน้ำหนักมากแค่ไหน ต้องไม่ต่ำกว่าพันจิน
สัตว์อสูรมีพลังปราณแฝงอยู่ ถึงจะไม่มากเพราะเป็นระดับต่ำแต่ก็ได้ราคาดี ขายออกไปทั้งหมดย่อมได้เงินไม่ต่ำกว่าสองร้อยตำลึง และเป็นอย่างที่พวกเขา เข้าใจเยว่ฉีขายสัตว์อสูรได้เงินมาสองร้อยตำลึงจริง ๆ
เงินสองร้อยตำลึงนี้สำหรับชาวบ้านแล้วสามารถทำให้พวกเขามีชีวิต สะดวกสบายไปตลอดชาติ และสำหรับครอบครัวใหญ่เงินจำนวนนี้สามารถทำ ให้คนตาลุกวาวได้
ผ่านมาสามสี่วันหลังจากเหตุการณ์นั้น หน้าประตูบ้านของเยว่ฉีไม่เคยเหงา อีกเลยเพราะมีแม่สื่อมาทาบทามสามีนางให้แม่นางน้อยหลายบ้าน
อันใดคือมาทาบทามสามีนาง!!!
ถึงโลกนี้การมีสามภรรยาสี่อนุไม่ใช่เรื่องแปลกแต่สำหรับเยว่ฉีแล้วนางไม่มี ทางทำใจได้ หากหานลั่วอี้ต้องการรับภรรยาเพิ่มเข้ามาจริงเช่นนั้นนางคงต้อง หาทางเดินออกไปแล้ว
นางไม่เชื่อว่าจะหาสามีที่จะรักนางเพียงคนเดียวไม่ได้
แต่หานลั่วอี้ก็ไม่ทำให้นางผิดหวัง เขาปฏิเสธทุกข้อเสนอที่พวกแม่นางน้อย ส่งเข้ามา ทั้งยังบอกอย่างเด็ดขาดว่าไม่คิดจะรับภรรยาเพิ่ม ชีวิตนี้เขาจะมีเยว่ฉี เป็นภรรยาเพียงผู้เดียว
ถึงความรู้สึกของนางที่มีต่อสามีจะไม่ถึงกับลึกซึ้งแต่ก็พูดได้ว่าผูกพันคุ้นเคย
คำพูดแน่วแน่ของเขากระตุ้นหัวใจดวงน้อยให้เต้นแรง ทำเอาใบหน้าเห่อ ร้อน
คำพูดที่ว่าจะมีเพียงภรรยาคนเดียว ช่วยให้จำนวนแม่สื่อลดลงไปมากก่อน จะหายไปในเวลาต่อมา ส่วนแม่นางน้อยทั้งหลายที่ต้องการยื่นผ้าเช็ดหน้ามาให้ ต่างอิจฉาภรรยาหานลั่วอี้ไปตาม ๆ กัน
จะหาสามีที่ยึดมั่นในตัวภรรยาเพียงคนเดียวนั้นยากแค่ไหน จะไม่ให้พวก นางอิจฉาได้หรือ
นอกจากเหล่าแม่สื่อที่ทำให้นางไปไหนไม่ได้แล้วยังมีอีกสาเหตุหนึ่งคือ ค่าย ป้องกันหมู่บ้านเสียหายทำให้ต้องไปเชิญผู้รับผิดชอบสร้างค่ายกลมาดูแลรักษา และสร้างขึ้นใหม่ ครั้งหน้าเวลาสัตว์อสูรบุกรุกจะได้ปกป้องคนในหมู่บ้านได้ ระหว่างสร้างค่ายกลขึ้นใหม่ชาวบ้านทุกคนถูกสั่งห้ามไม่ให้ขึ้นเขา เพราะสัตว์ อสูรอาจจะยังอยู่รอบนอกของภูเขา
ยังดีที่ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ผู้ดูแลเมืองเป็นคนรับผิดชอบ ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าพวก เจ้าจะต้องควักเงินออกไปเท่าใด
“ก่อนหน้าข้าอุตส่าห์คิดว่าจะได้เริ่มต้นทำร้านอาหารจริงจังเสียทีกับมีเรื่อง เกิดขึ้นเสียก่อน มาตอนนี้ก็ต้องวุ่นวายกับสตรีมากมายที่จ้องจะแต่งท่านเป็น สามีอีก” คำเปรียบเปรยแสนประหลาดของภรรยา เรียกรอยยิ้มขำขันเล็กน้อย จากปากสามีได้ไม่ยาก
ก้มลงมองภรรยาซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการปั้นแป้งบนเสื่อใต้ต้นไม้ใหญ่หน้า บ้าน
ดูเหมือนภรรยาจะชื่นชอบการออกมานั่งเล่นใต้ต้นไม้ ทุกครั้งที่ว่างจากการ ทำงานนางจะมานั่งพิงหลังกับต้นไม้ใหญ่และผล็อยหลับไป หรือไม่ก็นั่งเล่นอยู่ ข้างผนังบ้านแล้วมองตรงออกไปด้านนอก
“สร้างบ้านดีหรือไม่? แล้วก็ซื้อโต๊ะมาตั้งไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่สักตัว” เยว่ฉีเงย หน้ามองเขา น้อยครั้งนักที่หานลั่วอี้จะเอ่ยเสนอความคิดเห็นออกมา
“ท่านอยากได้โต๊ะหรือ? ”
“เปล่า ข้าเห็นเจ้าชอบมานั่งเล่นใต้ต้นไม่บ่อย ๆ มีโต๊ะเก้าอี้สักตัวน่าจะ สะดวกกว่า”
เยว่ฉีพยักหน้ายิ้ม ๆ ที่แท้ก็นึกถึงนาง
“ข้าชอบนั่งบนเสื่อแบบนี้มากกว่า”
“เช่นนั้นก็ตามใจเจ้า แล้วเรื่องสร้างบ้าน?” เขาไม่ได้ต้องการบ้านหลัก ใหญ่โต เพียงต้องการปรับปรุงให้ดีขึ้น
“ข้าว่าจะลองขายอาหารดูก่อน หากกิจการไปได้ดีก็จะแบ่งเงินส่วนหนึ่งมา สร้างบ้าน ถึงตอนนี้จะมีเงินแล้วแต่ก็ยังไม่มีรายได้ทางอื่น ข้าอยาจะเก็บเงิน ส่วนนี้เอาไว้ใช้ในยามจำเป็น” หานลั่วอี้พยักหน้า ไม่เอ่ยขัด เขาล้วนเห็นด้วย กับภรรยาตัวน้อย
ภรรยาคิดอ่านได้รอบคอบไม่ใช้เงินออกไปอย่างมือเติบ
“ชายผู้นั้นเป็นเช่นไรบ้าง”
“ตายไปแล้ว” คำตอบจากน้ำเสียงเรียบเฉยทำเยว่ฉีชะงักมือซึ่งกำลังปั้น แป้ง เงยหน้ามองสามีเป็นเชิงถาม
“มีคนร่ายคาถาลงในร่างชายผู้นั้น ตอนที่เขากำลังจะเอ่ยปากบอกว่าใคร เป็นผู้ว่าจ้างก็กระอักเลือดออกมาก่อนจะสิ้นใจ”
เยว่ฉีส่ายหัวเหนื่อยใจ โลกนี้ฆ่ากันง่ายมาก คิดอยากจะฆ่าก็ฆ่า อยากจะไม่ ชอบหน้าก็ไม่ชอบหน้า
ไร้ซึ่งเหตุผล เคารพเพียงความแข็งแกร่ง
เป็นโลกที่ผู้แข็งแกร่งอยู่รอด ผู้อ่อนแอที่อยากอยู่รอดก็ต้องรู้จักปรับตัวไป ตามคลื่นลม