จอมปราชญ์ปราบอสูร - บทที่ 9 – เป็นข้ารับใช้เสือ
เสียงดังที่มาจากนอกศาลเจ้าเทพภูเขาทำเอาเจียงฮั่นหลินแทบ
จะฉี่ราดกางเกง
เขาแค่พูดอวดไปเท่านั้น ไม่น่าจะแม่นขนาดนี้เลยใช่ไหม
หัวหน้าองครักษ์ของตระกูลเซียวเป็นคนแรกที่ได้สติ เขากวัด
แกว่งดาบยาวขวางหน้าคุณหนูเซียวและพ่อบ้านไว้ พร้อมตวาดลั่น
“ใครอยู่ข้างนอก”
นอกศาลเจ้าเทพภูเขา มีเสียงชราภาพหัวเราะอย่างประหลาด “มี
ทางใหญ่โตไม่เดิน กลับเลือกเดินเส้นทางเล็กๆ ในป่าเขาเปลี่ยวร้าง
แห่งนี้ พวกเจ้าทำให้ข้าต้องตามหาอยู่นาน
แต่ก็ดีเหมือนกัน จัดการพวกเจ้าที่นี่ ก็จะได้ไม่ต้องเสียเวลา
จัดการร่องรอยอีก”
พ่อบ้านชราของตระกูลเซียวกล่าวเสียงขรึม “แม้ข้าจะไม่รู้ว่า
ท่านเป็นใคร แต่ท่านรู้หรือไม่ว่า นายท่านของข้าเป็นขุนนางระดับห้า
ในเมืองหลวง
ท่านกล้าทำร้ายพวกเรา ไม่กลัวว่าวันหน้าจะถูกหน่วยพิทักษ์
ราตรีตามล่าเอาผิดรึ”
คนผู้นั้นหัวเราะอย่างประหลาด “กลัวสิ แน่นอนว่าต้องกลัว แต่ก็
เพราะเป็นญาติของขุนนางระดับห้านี่แหละ ถึงได้มีค่าหัวถึงเจ็ดพัน
ตำลึง”
สิ้นเสียงของคนผู้นั้น ประตูไม้ที่ผุพังนอกศาลเจ้าเทพภูเขาก็ถูก
พังทลายลงโดยสิ้นเชิง สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าทุกคนกลับเป็นศพหลาย
สิบศพ
ศพเหล่านั้นมีใบหน้าที่น่ากลัวสยดสยอง บางศพถึงกับเน่าเปื่อย
แล้ว
แต่ในตอนนี้ พวกมันกลับเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต สวมชุดเกราะ
ที่ขาดรุ่งริ่ง ร่างกายแข็งทื่อ เคลื่อนเข้ามาหาทุกคน
กู้เฉิงหันไปมองเจียงฮั่นหลิน “นี่คือเจียงซือที่เจ้าพูดถึงรึ”
เจียงฮั่นหลินส่ายหน้าตัวสั่น “ไม่ใช่ พวกนี้ยังไม่นับว่าเป็นเจียง
ซือ เป็นเพียงศพพเนจร
ผู้ฝึกตนที่ชำนาญการหลอมศพจะแบ่งเจียงซือออกเป็นเจ็ดระดับ
คือ ศพพเนจร เจียงซือขาว เจียงซือดำ เจียงซือม่วง เจียงซือเหิน
เจียงซือกระดูกอมตะ และเจียงซืออสูร
เจียงซือจะไม่เน่าเปื่อย เจียงซือขาวจะมีขนสีขาวและกรงเล็บ
แหลมคมงอกออกมา ร่างกายและความเร็วจะน่าทึ่งมาก
ศพเหล่านี้บางศพเน่าเปื่อยแล้ว ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน
เป็นเพียงศพพเนจรระดับต ่าสุด”
แม้ว่าเจียงฮั่นหลินคนนี้จะชอบพูดอวด แต่เขาก็มีความรู้เกี่ยวกับ
โลกของผู้ฝึกตนอยู่พอสมควร
หานจิงจิงรีบพูดเสริมข้างๆ “ศิษย์พี่ท่านไม่ได้บอกว่าท่านฆ่าเจียง
ซือพวกนั้นง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากหรอกรึ เช่นนั้นศพพเนจร
พวกนี้ก็ยิ่งง่ายกว่าสิ ถ้าท่านรู้สึกว่าใช้กระบี่เล่มเดียวไม่ถนัด ข้าให้
ศิษย์พี่ยืมกระบี่เล่มนี้ได้นะ”
เมื่อมองดูหานจิงจิงที่ยื่นกระบี่ให้เขาตรงหน้า ด้วยแววตาที่เปี่ยม
ไปด้วยความชื่นชมและจริงจัง เจียงฮั่นหลินก็แทบจะร้องไห้ออกมา
ศิษย์น้องเจ้าจงใจแกล้งข้าใช่ไหม
เจียงฮั่นหลินไม่รับกระบี่ แต่กลับตะโกนลั่น “ข้างนอกนั่น พวก
เราไม่ได้มากับพวกเขา ฆ่าพวกเราไปก็ไม่ได้เงินรางวัลนะ”
เสียงนั้นหัวเราะอย่างประหลาด “จะสนทำไมว่ามีเงินรางวัลหรือไม่
ปล่อยพวกเจ้าไป หากถูกสุนัขรับใช้ของหน่วยพิทักษ์ราตรีรู้เข้า ข้าก็
คงต้องกลายเป็นหนูในท่ออีกพักใหญ่
จะโทษก็โทษที่พวกเจ้าโชคร้ายเอง ไปเป็นอาหารให้ลูกๆ ของข้า
เสียเถอะ”
หานจิงจิงดึงแขนเสื้อของเจียงฮั่นหลินอย่างไม่พอใจ “ศิษย์พี่
ท่านทำไมทำอย่างนี้ ท่านไม่ได้บอกว่า การช่วยเหลือผู้อ่อนแอ ขจัด
มารพิทักษ์ธรรม คือหน้าที่ของนักรบเช่นพวกเราหรอกรึ”
เจียงฮั่นหลินกล่าวอย่างจนใจ “ศิษย์น้องเจ้าตั้งสติหน่อย การ
ขจัดมารพิทักษ์ธรรมก็ต้องประเมินกำลังของตนเองด้วย
จุดอ่อนเพียงอย่างเดียวของศพพเนจรพวกนี้คือเคลื่อนไหว
เชื่องช้า หากอยู่ข้างนอก ขอเพียงให้ศิษย์พี่ของเจ้ามีม้าสักตัว ข้า
สามารถจัดการพวกมันได้ทั้งหมด
แต่ที่นี่ เส้นทางภูเขาเดินลำบาก พื้นที่คับแคบ ศพพเนจรหลาย
สิบตนพุ่งเข้ามาพร้อมกัน ใครจะต้านทานได้
อีกอย่างพวกผู้ฝึกตนที่หลอมศพพวกนี้ยังชอบใส่พิษศพไว้ใน
ศพด้วย หากโดนเข้าไปครึ่งชีวิตก็คงหายไป
ไม่ใช่ว่าศิษย์พี่ไม่อยากช่วย แต่กำลังไม่อนุญาต”
หัวหน้าองครักษ์ของตระกูลเซียวแค่นเสียงเย็นชา “พวกท่าน
ถอยไป ลงเขาทางประตูด้านหลัง พวกเราจะต้านไว้เอง เตรียมธนู ยิง”
พูดจบ หัวหน้าองครักษ์และองครักษ์อีกห้าคนก็หยิบธนูออกมา
ต้านทานศพพเนจรเหล่านั้น
แต่ศพพเนจรเหล่านี้มีจำนวนมากเกินไป อีกทั้งหากไม่ถูกยิงเข้า
ที่ศีรษะ ก็ยังคงสามารถเคลื่อนที่ต่อไปได้ ธนูหกดอกทำได้เพียงชะลอ
ความเร็วของพวกมันไว้ชั่วคราวเท่านั้น
แต่ด้วยการยิงธนูของพวกเขา ทุกคนก็พอมีเวลาที่จะหลบหนี
ทางประตูด้านหลัง
แต่ในตอนนี้ ในป่าเขามืดจนมองไม่เห็นนิ้วมือของตนเอง และ
เส้นทางภูเขาก็เดินลำบาก ความเร็วของทุกคนจึงช้าลงอย่างมาก ดู
ท่าว่าฝูงศพพเนจรที่ตามมาข้างหลังจะไล่ทันในไม่ช้า
ทันใดนั้นบัณฑิตหนุ่มจ้าวซิงหัวก็พูดขึ้น “ข้ารู้จักทางลัดลงเขา
ทุกคนตามข้ามา ขอเพียงไปถึงถนนใหญ่ที่โล่งแจ้ง ศพพเนจรพวก
นั้นก็จะตามพวกเราไม่ทันแล้ว”
เจียงฮั่นหลินดีใจทันที “จริงรึ เช่นนั้นพวกเราก็รอดแล้ว”
พูดจบ เขาก็ดึงหานจิงจิงจะตามจ้าวซิงหัวไป แต่กู้เฉิงและคุณหนู
ของตระกูลเซียวกับพ่อบ้านกลับไม่ขยับ
กู้เฉิงพูดขึ้นทันที “อย่าไป บัณฑิตคนนั้นมีพิรุธ”
จ้าวซิงหัวกล่าวอย่างไม่พอใจ “สหายท่านนี้ ข้าอุตส่าห์มีน ้าใจ
ช่วยพวกท่าน แต่ท่านกลับบอกว่าข้ามีพิรุธ ช่างไม่รู้จักบุญคุณคน
เสียจริง
เอาเถอะ พวกท่านก็ต้านศพพเนจรอยู่ที่นี่ต่อไปเถอะ ข้าหนีไป
ก่อนแล้ว อย่าหาว่าข้าไม่มีน ้าใจก็แล้วกัน”
พูดจบ จ้าวซิงหัวก็เดินลึกเข้าไปในป่าทึบ
เจียงฮั่นหลินมองซ้ายมองขวา ด้านหนึ่งคือศพพเนจร ด้านหนึ่ง
คือทางรอด
อีกอย่างก่อนหน้านี้กู้เฉิงก็ดูเงียบๆ มาตลอด เขาจึงคิดว่ากู้เฉิง
เป็นเพียงนักท่องยุทธภพปลายแถว ดังนั้นจึงดึงหานจิงจิงตามจ้าวซิง
หัวไป
หานจิงจิงลังเลเล็กน้อย “ศิษย์พี่…”
“อย่าพูดมาก รีบไปเถอะ ไม่อย่างนั้นจะสายเกินไป”
กู้เฉิงเห็นเช่นนั้นก็ยักไหล่
เจอเรื่องแบบนี้ หากพอจะช่วยได้กู้เฉิงก็ไม่เกี่ยง
แต่เขาก็ไม่ใช่คนดีศรีสังคม คนอื่นไม่ฟังเขา แล้วจะทำอย่างไร
ได้
แต่ยังไม่ทันที่เจียงฮั่นหลินจะเดินไปได้ไกล ก็มีเสียงคำรามของ
เสือดังกึกก้องขึ้น พร้อมกับเสียงกรีดร้องของศิษย์พี่ศิษย์น้องเจียงฮั่น
หลิน
เจียงฮั่นหลินกับหานจิงจิงวิ่งหนีกลับมาอย่างทุลักทุเล ข้างหลัง
พวกเขา มีเสือโคร่งลายพาดกลอนตัวใหญ่มหึมากำลังไล่ตามมา และ
บัณฑิตหนุ่มจ้าวซิงหัวก็เดินตามหลังเสือโคร่งตัวนั้นมาด้วย รอบกาย
มีไอเย็นแผ่ซ่าน
เมื่อครู่จ้าวซิงหัวเล่าเรื่อง ‘เป็นข้ารับใช้เสือ’ อันที่จริง เขาเองนั่น
แหละคือ ‘ภูตชาง’ ข้ารับใช้เสือตนนั้น
กู้เฉิงมักจะถนัดในการสังเกตสีหน้าและท่าทางของผู้คน จากบท
สนทนาเมื่อครู่เขาก็พบว่า บัณฑิตคนนี้โกหกทั้งเพ
ปีหน้าถึงจะเป็นการสอบขุนนาง แล้วปีนี้เขาจะมาเมืองหลวง
ทำไม ในเมื่อเวลายังมีเหลือเฟือ เขาที่เป็นบัณฑิตที่ไม่มีแรงแม้แต่จะ
ฆ่าไก่ กลับยังเดินทางลัด
อีกอย่างเห็นได้ชัดว่าเขาก็หลงทางเหมือนกัน แล้วตอนนี้มารู้จัก
ทางลัดได้อย่างไร
คำพูดขัดแย้งกันไปมา ท่าทางก็ไม่เป็นธรรมชาติ เห็นได้ชัดว่ามี
พิรุธ
ในตอนนี้เสือโคร่งตัวนั้นกระโจนหนึ่งครั้ง พุ่งเข้าใส่เจียงฮั่นหลิน
และหานจิงจิงแล้ว ความเร็วสูงมาก ในความมืดมิดเห็นเพียงเงาสี
เหลืองเข้มสายหนึ่ง
“ศิษย์น้องเจ้าไปก่อน”
เจียงฮั่นหลินคนนี้ชอบพูดอวด ไม่ค่อยน่าเชื่อถือ ทั้งยังขี้ขลาด
กลัวตาย ปากก็บอกว่าจะขจัดมารพิทักษ์ธรรม แต่พอเจออันตราย
เข้าจริงๆ กลับคิดจะเอาตัวรอด
แต่ในยามคับขันเช่นนี้ เขากลับยืนขวางหน้าหานจิงจิง ชักกระบี่
ยาวในมือออกมา ใช้กระบี่แสงเย็นชิงหยวนของสำนักกระบี่ชิงหยวน
ปลายกระบี่เปล่งประกายเย็นเยียบแทงออกไป
แต่ในแววตาของเสือโคร่งลายพาดกลอนกลับฉายแววดูแคลน
อย่างเห็นได้ชัด เปลี่ยนจากการกระโจนเป็นการตวัดกรงเล็บ กรงเล็บ
แหลมคมปะทะกับดาบยาว เกิดเสียงดังสนั่นของโลหะกระทบกัน พลัง
มหาศาลทำให้เจียงฮั่นหลินถอยหลังไปหลายก้าว
กระบี่แสงเย็นชิงหยวนของเจียงฮั่นหลินถนัดที่สุดในการแทงจุด
ตายของศัตรู เน้นความรวดเร็ว รุนแรง และแม่นยำ
แต่คู่ต่อสู้ของเขาคือเสือโคร่ง จุดตายอยู่ที่ไหน เจียงฮั่นหลินอาจ
กล่าวได้ว่าไม่มีประสบการณ์เลย
อีกอย่างกู้เฉิงก็ดูออกว่า แม้เจียงฮั่นหลินจะแข็งแกร่งกว่าเขาอยู่
บ้าง แต่ก็ยังไม่ถึงระดับแปด น่าจะอยู่แค่ระดับเก้าขั้นสูงสุด พลังก็ยัง
ด้อยกว่าเสือโคร่งตัวนั้นมาก
ทันใดนั้นเสือโคร่งลายพาดกลอนก็สะบัดหาง หางเสือราวกับแส้
เหล็กฟาดเข้ามา
เจียงฮั่นหลินไม่คาดคิดว่าเสือโคร่งจะมีท่านี้ด้วย ถูกฟาดจน
กระอักเลือด กลิ้งไปด้านข้าง
หานจิงจิงร้องไห้พลางประคองเจียงฮั่นหลินขึ้นมา แล้วขอร้องกู้
เฉิง “พี่กู้ ท่านช่วยศิษย์พี่ด้วยเถอะ”
พ่อบ้านชราและคุณหนูเซียวล้วนไม่มีแรงแม้แต่จะฆ่าไก่ มีเพียงกู้
เฉิงที่ดูเหมือนผู้ฝึกตน เธอจึงทำได้เพียงขอความช่วยเหลือจากกู้เฉิง
และเสียใจที่เมื่อครู่ไม่ได้ฟังคำพูดของกู้เฉิง
กู้เฉิงมองไปข้างหน้าเห็นฝูงศพที่กำลังเข้ามาใกล้เรื่อยๆ แล้วมอง
ไปข้างหลังเห็นเสือโคร่งลายพาดกลอนตัวนั้น เขาประเมินไพ่ตาย
ของตนเองในตอนนี้ แล้วกำด้ามกระบี่เดินออกไป
ถึงตาเขาออกโรงแล้ว