จอมปราชญ์ปราบอสูร - บทที่ 8 – สนทนายามค ่าคืนในศาลเจ้าเทพภูเขา
ในศาลเจ้าเทพภูเขา นอกจากองครักษ์เหล่านั้นแล้ว ทุกคนต่างก็
มารวมตัวกันรอบกองไฟ
พ่อบ้านชราผู้นั้นยิ้มแล้วกล่าวว่า “ทุกท่าน การได้พบกันถือเป็น
วาสนา ราตรียังอีกยาวไกล พวกเรามาแนะนำตัวกันสักหน่อยดี
หรือไม่
นายท่านของข้าคือท่านเซียวฉุนอี้ ผู้ดำรงตำแหน่งหลางจงแห่ง
กรมพิธีการฝ่ายบวงสรวงบรรพชนคนใหม่ หลังจากย้ายเข้ามารับ
ตำแหน่งในเมืองหลวงแล้ว ก็ให้พวกข้าไปรับคุณหนูมาด้วยกัน เดิมที
คิดว่าเดินทางลัดจะใกล้กว่า แต่ไม่คาดคิดว่าเส้นทางในป่าเขากลับ
ยิ่งเดินลำบาก”
บัณฑิตหนุ่มประสานมือคำนับ “ข้าน้อยเป็นบัณฑิตจากเมือง
ผิงหยาง แคว้นตงหลิน นามว่าจ้าวซิงหัว เตรียมตัวจะเข้าเมืองหลวง
ไปสอบขุนนาง ก็อยากจะเดินทางลัดเช่นกัน จึงได้หลงเข้ามาในป่า
เขาแห่งนี้”
ในบรรดาชายหญิงคู่นั้น ชายหนุ่มกล่าวด้วยท่าทีหยิ่งทะนง “ข้า
คือเจียงฮั่นหลิน ศิษย์เอกชั้นสูงแห่งสำนักกระบี่ชิงหยวน แคว้นตง
หลิน ครั้งนี้ออกจากสำนักมาท่องยุทธภพ ตั้งปณิธานจะลงทัณฑ์คน
ชั่ว ขจัดมาร ทุกท่านคงเคยได้ยินชื่อเสียงของสำนักกระบี่ชิงหยวน
ของเรามาบ้าง”
หญิงสาวที่อยู่ข้างๆ กล่าวอย่างน่ารัก “ข้าคือหานจิงจิง ศิษย์แรก
เข้าของสำนักกระบี่ชิงหยวน ตามศิษย์พี่ออกมาท่องยุทธภพด้วยกัน”
เจียงฮั่นหลินกวาดสายตามองไป บัณฑิตหนุ่มจ้าวซิงหัวมีสีหน้า
งุนงง เห็นได้ชัดว่าเขาไม่รู้เรื่องราวในยุทธภพเลยแม้แต่น้อย
กู้เฉิงก็ยักไหล่เช่นกัน เขาเพิ่งจะทะลุมิติมา สำหรับโลกของผู้ฝึก
ตนก็รู้เพียงครึ่งๆ กลางๆ เขาจะไปรู้ได้อย่างไรว่าสำนักกระบี่ชิงหยวน
นี่คืออะไร
พ่อบ้านชราหัวเราะฮะๆ “ที่แท้ก็เป็นหนุ่มน้อยผู้เก่งกาจจากสำนัก
กระบี่ชิงหยวน เสียมารยาทแล้ว”
ใครๆ ก็ดูออกว่าพ่อบ้านชราผู้นี้ก็ไม่เคยได้ยินชื่อสำนักกระบี่ชิง
หยวนเช่นกัน เพียงแต่พูดเพื่อรักษาหน้าให้อีกฝ่าย แต่เจียงฮั่นหลิน
กลับดูไม่ออก กลับเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
“คุณชายท่านนี้เล่า”
พ่อบ้านชราหันไปมองกู้เฉิง
กู้เฉิงกล่าวอย่างเรียบเฉย “ข้าชื่อกู้ฉางอัน เป็นเพียงนักท่องยุทธ
ภพพเนจรธรรมดาๆ คนหนึ่ง”
คนแปลกหน้าที่บังเอิญมาพบกัน ไม่จำเป็นต้องบอกชื่อจริงของ
ตนเอง
ชื่อรองของกู้เฉิงคือชื่อที่ท่านย่ากู้ตั้งให้เขาหลังจากที่พ่อแม่ของ
เขาเสียชีวิตไปแล้ว หมายถึงความยืนยาวและสันติสุข เตรียมไว้ใช้
เมื่อถึงวัยบรรลุนิติภาวะ
ดังนั้นแม้แต่ในจวนจงหย่งโหว ก็มีคนน้อยมากที่เรียกชื่อรองของ
เขา
เมื่อได้ยินกู้เฉิงพูดเช่นนั้น ทุกคนก็ไม่ได้พูดอะไรมาก
ก่อนหน้านี้กู้เฉิงเพิ่งผ่านการต่อสู้มา เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งและมีคราบ
เลือด อีกทั้งยังคลุกคลีอยู่ในป่าเขามาหลายวัน เนื้อตัวมอมแมมจนดู
ไม่ได้ ก็ดูเหมือนนักท่องยุทธภพพเนจรจริงๆ
พ่อบ้านชรายิ้มแล้วกล่าวว่า “ราตรียังอีกยาวไกล ว่างๆ ไม่มีอะไร
ทำ พวกเรามาเล่าเรื่องราวแปลกๆ ที่น่าสนใจกันดีหรือไม่”
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครคัดค้าน พ่อบ้านชราจึงยิ้มแล้วกล่าวว่า
“เช่นนั้น ข้าขอเริ่มก่อนก็แล้วกัน
ที่บ้านเกิดของข้ามีตำนานเล่าว่า เวลานอน ให้วางรองเท้าไว้ที่
ปลายเตียงข้างหนึ่งหันเข้าข้างหนึ่งหันออกจะสามารถปัดเป่าสิ่งชั่ว
ร้ายได้ เพราะภูตผีจะใช้ทิศทางของรองเท้าในการกำหนดทิศทางของ
เตียงแล้วค่อยปีนขึ้นเตียง การวางรองเท้าข้างหนึ่งหันเข้าข้างหนึ่งหัน
ออกจะทำให้ภูตผีหาเตียงไม่เจอ
มีหญิงคนหนึ่งได้ยินตำนานนี้เข้า ในยามดึกก็เล่าให้สามีของตน
ฟังเป็นเรื่องตลก สามีจึงตำหนิว่าเรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องไร้สาระ
เมื่อสามีของเธอไปเข้าส้วม หญิงคนนั้นก็เล่นสนุก วางรองเท้าใต้
เตียงข้างหนึ่งหันเข้าข้างหนึ่งหันออก
พอสามีของเธอกลับมา กลับไม่เห็นสามีขึ้นเตียง กลับเดิน
วนรอบเตียงไปมา ปากก็ร้องว่า เตียงอยู่ที่ไหน”
เรื่องเล่าของพ่อบ้านชราช่างสั้นนัก เขาเล่าได้ไม่น่ากลัวเท่าไหร่
แต่กลับมีความรู้สึกที่ชวนให้ขนลุกเมื่อคิดตาม ทำเอาหานจิงจิงแห่ง
สำนักกระบี่ชิงหยวนต้องขยับเข้าไปใกล้ศิษย์พี่ของตนเอง
ทันใดนั้นจ้าวซิงหัวก็กล่าวว่า “ข้าขอเล่าเรื่องสั้นๆ สักเรื่องหนึ่ง
คำว่า ‘เป็นข้ารับใช้เสือ’ ทุกท่านคงเคยได้ยินมาบ้าง ‘ชาง’ ใน
ที่นี้หมายถึงภูตชาง
ตำนานเล่าว่าคนที่ถูกเสือกิน วิญญาณจะไม่สามารถไปผุดไป
เกิดได้ จะกลายเป็นภูตชาง ช่วยเสือล่อลวงคนเดินทาง
เสือกินคนหนึ่งคน ได้ภูตชางตนใหม่มา จึงจะยอมปล่อยภูตชาง
ตนเก่าไป”
หานจิงจิงขมวดจมูกน้อยๆ แล้วกล่าวว่า “ภูตชางนั่นช่างน่า
รังเกียจนัก ตนเองตายไปแล้วก็แล้วไป ยังจะช่วยเสือที่กัดตนเองตาย
มาทำร้ายคนอื่นอีก”
จ้าวซิงหัวส่ายหน้าเบาๆ แล้วกล่าวว่า “คนไม่เห็นแก่ตัว ฟ้าดิน
ลงโทษ
หากไม่ช่วยเสือฆ่าคน เขาก็จะไม่ได้ไปผุดไปเกิดตลอดกาล
คนเราล้วนเห็นแก่ตัว ใครจะกล้ารับปากว่าเมื่อตนเองกลายเป็นภูต
ชางแล้ว จะยอมไม่ได้ไปผุดไปเกิดตลอดกาลโดยไม่ไปทำร้ายผู้อื่น”
เจียงฮั่นหลินแค่นเสียงเย็นชาอย่างดูแคลน “ขี้ขลาดตาขาวก็คือ
ขี้ขลาดตาขาว ก็มีแต่พวกบัณฑิตอย่างพวกเจ้านี่แหละที่เจ้าเล่ห์นัก
ต้องหาข้ออ้างมามากมาย”
เมื่อเห็นว่าบรรยากาศเริ่มตึงเครียด พ่อบ้านชราจึงรีบกล่าวว่า
“เป็นเพียงเรื่องเล่า อย่าได้จริงจังเลย
คุณชายกู้ท่องยุทธภพมา คงจะมีเรื่องราวที่น่าสนใจมาแบ่งปันให้
พวกเราฟังบ้าง”
กู้เฉิงส่ายหน้า “ร่อนเร่อยู่ในยุทธภพ การมีชีวิตรอดสำคัญที่สุด
ข้าไม่มีเรื่องราวน่าสนใจมากมายขนาดนั้น”
เพิ่งจะทะลุมิติมาได้ไม่กี่วัน กู้เฉิงจะมีเรื่องราวอะไรเล่า หรือว่าจะ
ให้เขาไปเล่าเรื่องผีสามบาทให้พวกเขาฟัง
เจียงฮั่นหลินโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “เรื่องที่พวกท่านเล่ามาล้วน
น่าเบื่อ ข้าจะเล่าเรื่องที่ตื่นเต้นให้พวกท่านฟัง
เคยได้ยินเรื่องโจรป่าหมาป่าแห่งทะเลทรายเหนือหรือไม่ แต่ละ
คนล้วนฆ่าคนไม่กระพริบตา เหี้ยมโหดอำมหิตอย่างยิ่ง ฆ่าคนชิง
ทรัพย์ ไม่ทิ้งให้ใครรอด
สามปีก่อน ข้าบุกเดี่ยวเข้าสู่ทะเลทรายเหนือ ต่อสู้กับโจรป่าหมา
ป่าอย่างดุเดือด ฆ่ากันจนฟ้าดินมืดมิด คนเดียวล้มทั้งค่าย”
ศิษย์น้องของเขาหานจิงจิงกล่าวอย่างประหลาดใจ “แต่ศิษย์พี่
ท่านเคยพูดว่า สามปีก่อนท่านไม่ได้อยู่ที่เจียงหนานรึ ทำไมถึงไป
ทะเลทรายเหนือได้”
เจียงฮั่นหลินถลึงตาใส่เธอ “ศิษย์พี่ของเจ้าแวบไปทะเลทราย
เหนือเพื่อลงทัณฑ์คนชั่ว ขจัดมาร ไม่ได้รึไง”
“อ้อ อ้อ” หานจิงจิงพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
เจียงฮั่นหลินยังคงโบกมือสาธยายต่อ “แล้วก็เมื่อหนึ่งปีก่อน ที่
ซากสนามรบโบราณในเมืองไห่เทียน มีนักพรตสายมารคนหนึ่งกำลัง
หลอมศพอยู่ที่นั่น หลอมรวมศพนับไม่ถ้วนที่ฝังอยู่ใต้สนามรบให้
กลายเป็นเจียงซือ แม้แต่คนของหน่วยพิทักษ์ราตรีก็ยังทำอะไรไม่ได้
บังเอิญตอนนั้นข้าอยู่ที่เมืองไห่เทียนพอดี ผู้บัญชาการใหญ่ของ
หน่วยพิทักษ์ราตรีคนหนึ่งมาขอความช่วยเหลือจากข้าด้วยตนเอง
ผู้มีคุณธรรมเช่นข้าเห็นเรื่องเช่นนี้จะนิ่งดูดายได้อย่างไร ดังนั้น
จึงถือกระบี่สองเล่มบุกเข้าไปในฝูงศพ ฟันจากประตูเมืองตะวันออก
ไปยังประตูเมืองตะวันตก ฟันต่อเนื่องกันสามวันสามคืน ศีรษะคนกลิ้ง
เกลื่อนพื้น แต่ข้าก็แค่ฟันแล้วฟันเล่า ฟันแล้วฟันเล่า กระบี่ยาวสอง
เล่มคมบิ่นไปหมด ข้าก็ยังไม่กระพริบตาแม้แต่ครั้งเดียว
ในที่สุดด้วยความช่วยเหลือของข้า หน่วยพิทักษ์ราตรีจึง
สามารถปราบนักพรตสายมารผู้นั้นได้”
หานจิงจิงเท้าคางพลางสงสัย “ศิษย์พี่ สำนักกระบี่ชิงหยวนของ
เราไม่มีวิชากระบี่คู่ไม่ใช่รึ ทำไมท่านถึงใช้กระบี่คู่ล่ะ
แล้วอาจารย์ก็เคยบอกว่า กระบี่แสงเย็นชิงหยวนของเราเน้น
ความคล่องแคล่วว่องไว แทงจุดตายของคู่ต่อสู้ ทำไมท่านถึงใช้กระบี่
ไปฟันคนล่ะ”
ถูกหักหน้าสองครั้ง เจียงฮั่นหลินแทบจะคลั่ง
“ข้าว่าศิษย์น้องเจ้าสนใจเรื่องแปลกๆ นะ เจ้าไม่ควรจะสนใจว่า
ศิษย์พี่ของเจ้าเก่งกาจเพียงใด หรือว่าเจียงซือนั่นน่ากลัวเพียงใดรึ”
พูดจบ เจียงฮั่นหลินก็ยังคงทำท่าทางประกอบคำพูด
“ข้าจะบอกให้ เจียงซือนั่นหัวทองแดงแขนเหล็ก สามารถใช้
ร่างกายรับดาบได้ หากถูกเล็บของพวกมันข่วนหรือถูกกัดเข้าไปหนึ่ง
คำ ก็จะติดเชื้อพิษศพทันที
ได้ยินมาว่าพิษศพของเจียงซือบางตนนั้นพิสดารมาก หลังจาก
ถูกกัดแล้ว อาจจะทำให้ตนเองค่อยๆ เปลี่ยนจากคนเป็นกลายเป็น
เจียงซือได้”
เจียงฮั่นหลินจงใจใช้เสียงทุ้มลึกเพื่อสร้างบรรยากาศที่น่า
สะพรึงกลัว ทันใดนั้น ที่นอกศาลเจ้าเทพภูเขาก็มีเสียงทุบประตูอย่าง
รุนแรงดังขึ้น ทำเอาเจียงฮั่นหลินสะดุ้งโหยง
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่นอกศาลเจ้าเทพภูเขามีร่างประหลาดหลาย
สิบตนยืนอยู่ ผ่านแสงไฟสามารถมองเห็นร่างกายที่แข็งทื่อของพวก
เขา บางตนศีรษะเอียงข้าง แขนขาบิดเบี้ยว
ลมเย็นสายหนึ่งพัดผ่าน กองไฟค่อยๆ มอดลง แต่ข้างนอกกลับมี
เสียงคำรามต ่าๆ และเสียงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันดังขึ้น