ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 101 ใบหน้าอันเย่อหยิ่ง
บทที่ 101 ใบหน้าอันเย่อหยิ่ง
ซู่เป่าขยับเข้าไปอ้อนกอดแขนของคุณตาซูอย่างเรียบร้อย ก่อนเอ่ยถามเสียงเบา “คุณตาคงไม่อยากให้ซู่เป่าไปใช่ไหมคะ?”
คุณตาของเด็กน้อยถึงกับนิ่งอั้น… ทุกครั้งที่หลานตัวน้อยทำตัวรู้ความและเข้าใจโลกเกินวัย มันมักทำให้เขารู้สึกปวดใจเสมอ
“ใช่แล้ว…ตาไม่อยากให้หนูไปจากสายตาเลย” เขาถอนหายใจยาวพลางเอ่ยความจริง
ซู่เป่าเปรียบเสมือนดอกไม้งาม ที่พวกเขาเฝ้าทะนุถนอมดูแลอย่างดี จนลึก ๆ แล้วเขาแทบไม่อยากให้ใครได้เชยชม
ทว่าพอนึกถึงอดีต… ซูจิ่นอวี้ ลูกสาวของเขาก็เคยถูกปกป้องไว้ในกรงทองเช่นนี้ จนสุดท้ายเธอก็จากไปอย่างเศร้าสลด โดยไม่มีโอกาสได้สัมผัสความสวยงามของโลกภายนอก
เขาจึงปรารถนาจะนำความรุ่งเรืองทั้งหมดมาวางไว้ตรงหน้า เพื่อให้หลานสาวได้เห็นโลกใบกว้างใหญ่กว่าเดิม
ซู่เป่าพิงซบไหล่คุณตาซูพลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถามต่อด้วยความสงสัย “คุณตาคะ เทพสงคราม หมายความว่ายังไงเหรอคะ?”
คุณตาซูตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความน่านับถือ “หมายถึงวีรบุรุษที่มีความสามารถเก่งกาจในการศึกสงคราม… พวกเขาเปรียบเสมือนเทพผู้พิทักษ์ที่คอยปกป้องคุ้มครองแผ่นดิน พวกเรามีชีวิตอยู่อย่างสงบสุขทุกวันนี้ ก็เพราะมีวีรบุรุษเหล่านี้ยอมหลั่งเลือดและเสียสละตนเองเพื่อให้ได้มา”
แม้การพบกับมู่กุยฝานครั้งแรก จะทำให้เขารู้สึกว่าชายผู้นั้นไม่ใช่คนดีนัก แต่เขาก็ไม่อาจปฏิเสธเกียรติประวัติอันน่านับถือนี้ได้ ซึ่งเขาก็ไม่คิดจะปิดบังความจริงข้อนี้จากซู่เป่า…
“นั่นหมายความว่าเขาเป็นคนเก่ง และเป็นคนดีใช่ไหมคะ?” ซู่เป่าถามย้ำ
“อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้เลวร้ายถึงขนาดนั้นหรอกลูก” คุณตาซูก้มมองหลานสาวพลางยิ้มละไม
การที่เขายอมตกลงให้ซู่เป่าไปบ้านตระกูลมู่ ก็เพื่อดูว่ามู่กุยฝานจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร หากเขาคิดจะกลับคืนสู่ตระกูลมู่ เพื่อเกี่ยวดองกับคนพวกนั้น ตระกูลซูก็ไม่มีวันยอมปล่อยซู่เป่าไปแน่นอน…
เพราะบรรยากาศเน่าเฟะในตระกูลมู่ แค่ให้หลานสาวเขาไปอยู่เพียงครึ่งวัน ก็ยังถือว่านานเกินไป!
ทว่าซู่เป่ากลับสงสัยในประเด็นอื่น “แต่ตอนนี้เราไม่ได้ทำสงครามนี่คะ”
เธอเคยเห็นสงครามแค่ในทีวี และคิดว่ามันเป็นเพียงเรื่องในภาพยนตร์เท่านั้น
“สงครามในยุคสมัยแห่งสันติภาพ ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะมองเห็นได้หรอกลูก… สันติภาพไม่เคยได้มาเปล่า ๆ แต่มันมาจากการต่อสู้เพื่อให้ได้มา ไม่มีหรอกชีวิตที่สงบสุขตั้งแต่เกิด มีเพียงคนที่ยอมยืนบังวิถีกระสุนอยู่เบื้องหลังให้เราเท่านั้น” คุณตาซูตบไหล่ซู่เป่า
ซู่เป่าฟังแล้วก็กึ่งเข้าใจกึ่งสับสน แม้ในใจเริ่มรู้สึกว่า ‘คุณพ่อเทพสงคราม’ คนนี้ดูไม่เลวร้ายเท่าไหร่ เธอเริ่มอยากจะไปพบเขา…
อยากดูว่าเขาจะเหมือนในความฝันไหม ทั้งตัวสูงใหญ่จนเดินเข้าประตูแล้วศีรษะชนขอบประตูดังโครม
เขาจะเป็นเหมือนพ่อของคนอื่นไหมนะ?
พ่อที่จะอุ้มเธอขี่คอเล่นขี่ม้าส่งเมือง…
พ่อที่ปกป้องประชาชนก็น่าจะเป็นพ่อที่ดีสิ ไม่ใช่เหมือนกับพ่อคนเดิมของเธอ…
**
ทางด้านตระกูลมู่ พ่อบ้านเพิ่งกลับมาถึงคฤหาสน์ คุณนายผู้เฒ่ามู่ซึ่งนั่งอยู่ในห้องรับแขกชั้นหนึ่ง เอ่ยถามขึ้นลอย ๆ “เป็นอย่างไรบ้าง? คนตระกูลซูคงดีใจจนเนื้อเต้นเลยล่ะสิ?”
พ่อบ้านยืนกุมมือลงอย่างนอบน้อม ก่อนรายงานตามจริง “คุณผู้หญิงครับ… บัตรเชิญส่งถึงมือแล้วครับ แต่คุณท่านซู ดูจะไม่พอใจนัก แถมยังไล่ผมออกมาตรง ๆ เลยด้วยครับ” เขาหยุดเว้นจังหวะครู่หนึ่งก่อนใส่ไฟต่อ “สงสัยจะเป็นเพราะเรื่องวันก่อนที่พวกเราไม่ยอมพบเด็กคนนั้น พวกเขาเลยเก็บมาเป็นความแค้นล่ะมั้งครับ ดูเหมือนตระกูลซูจะประคบประหงมเด็กคนนั้นจนเกินเหตุ”
คุณนายผู้เฒ่ามู่ขมวดคิ้วด้วยความไม่สบอารมณ์
“ตระกูลซูช่างใจแคบเสียจริง… ก่อนหน้านี้ฉันก็แว่วมาว่าเด็กคนนั้นอยากไปเรียนหนังสือ ซูอีเฉิน ก็ตามใจส่งไปเรียนจริงๆ แถมพอมีครูไปทำให้เด็กนั่นไม่พอใจ ครูคนนั้นก็ถูกไล่ออกและถูกเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพทันที”
“ตามใจกันจนเสียคน” เธอกล่าวสำทับด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เด็กที่ถูกเลี้ยงมาอย่างเอาแต่ใจ และไร้มารยาทแบบนี้ ตระกูลมู่ของเราไม่มีวันยอมรับเข้าบ้านเด็ดขาด”
เธอกำชับทิ้งท้ายด้วยความถือดี “จำไว้นะ เมื่อถึงเวลา… ให้เชิญเฉพาะพวกข้าราชการระดับสูงและคนใหญ่คนโตเข้าบ้าน ส่วนพวกเศรษฐีเงินถังในแวดวงธุรกิจให้อยู่แค่ในสวนก็พอ… และสำหรับตระกูลซู จัดให้พวกเขาอยู่แถวนอกสุดก็เกินพอแล้ว!”
ในตอนนี้คุณนายผู้เฒ่ามู่กำลังลำพองใจถึงขีดสุด เธอคิดว่าตระกูลมู่ของเธอได้กลายเป็นตระกูลใหญ่ผู้ทรงอิทธิพล เพราะมีหลานชายเป็นถึงเทพสงครามแห่งประเทศหลง
จนมองว่าไม่มีตระกูลไหนสามารถเทียบเคียงได้อีก แม้แต่ตระกูลซูอันมั่งคั่ง เธอก็ไม่เห็นอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย ถึงขนาดไม่แยแสความสัมพันธ์ใด ๆ กับตระกูลซูเลยสักนิด
**
วันเวลาผ่านไปเพียงชั่วพริบตา ในที่สุดวันงานเลี้ยงฉลองวันเกิดของคุณนายผู้เฒ่ามู่ก็มาถึง!
ซูอีเฉินพาซู่เป่าออกเดินทางไปยังคฤหาสน์ตระกูลมู่ วันนี้เด็กน้อยสวมชุดกระโปรงงานเลี้ยงสีขาวเรียบง่าย ชายกระโปรงฟูฟ่องดูน่ารักราวกับดอกไม้ดอกเล็ก ๆ เพิ่งผลิบาน
ทันทีที่ลงจากรถ พวกเขาก็พบกับ เวินหรูอวิ๋น และ ซืออี้หราน ที่ยืนรออยู่หน้าประตูทางเข้า ซูอีเฉินพยักหน้าทักทายแล้วเอ่ยถามทั้งคู่ “คุณซือไม่ได้มาด้วยเหรอครับ?”
“เขามีภารกิจเร่งด่วนที่ต่างประเทศน่ะค่ะ” เวินหรูอวิ๋นตอบพลางหันไปส่งยิ้มให้ซู่เป่า “ตระกูลมู่นี่ถือตัวสูงเสียดฟ้า วางท่าจนตาอยู่บนหน้าผาก เพราะแบบนี้ฉันถึงรอพวกคุณแล้วเข้าไปพร้อมกัน”
ตระกูลซือนั้นมีรากฐานมาจากฝ่ายทหารโดยตรง คนในปักกิ่งต่างรู้ดี ว่าตระกูลมู่จะให้ความสำคัญเฉพาะคนที่มีตำแหน่งในระบบราชการเท่านั้น ซูอีเฉินเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย พลางปฏิเสธอย่างสุภาพ “จริงๆ แล้วไม่จำเป็นต้องลำบากขนาดนั้นเลยครับ”
เวินหรูอวิ๋นโบกมืออย่างไม่ถือสา “สำหรับคุณน่ะไม่เป็นไรหรอก แต่ซู่เป่าไม่เหมือนกัน! เธอเป็นเด็กผู้หญิงที่บอบบางน่ารักนะ จะปล่อยให้ใครมารังแกได้ยังไง” เธอเอ่ยพลางลูบผมเปียของเด็กน้อยด้วยความเอ็นดู
“ไม่ใช่นะคะคุณป้า หนูไม่ได้บอบบางขนาดนั้นสักหน่อย!” ซู่เป่ารีบส่ายหน้าทันที
ก็นะ… เธอสามารถงอราวเหล็กได้ด้วยมือเปล่า แถมยังยกค้อนใหญ่ได้สบาย ๆ หากมีคานงัดให้สักอัน
ในใจเด็กน้อย ถึงขั้นรู้สึกว่าต่อให้ยกโลกทั้งใบ เธอก็คงทำได้
เวินหรูอวิ๋นมองดูเจ้าก้อนนมน้อยที่ทำหน้าตาทะเล้นแต่แฝงไปด้วยกลิ่นอายจริงจัง ถึงหลุดหัวเราะออกมา “ฮ่า ๆ เอาเถอะ รอก็รอแล้ว เข้าไปข้างในพร้อมกันนี่แหละ!”
ซูอีเฉินพยักหน้ารับแล้วจูงมือซู่เป่าเดินเข้าไปข้างใน โดยมีซืออี้หรานเดินตามไม่ห่าง เด็กหนุ่มไม่ได้เจอกับซู่เป่ามาพักใหญ่ เขาแอบมองเสี้ยวหน้าของเด็กน้อยพลางนึกในใจ ว่าเธอจะยังจำเขาได้ไหม?
จู่ ๆ ซืออี้หรานก็เม้มปากแล้วยื่นมือออกมา “ให้เธอ”
บนฝ่ามือของเขามีลูกอมผลไม้สองเม็ด สีเหลืองรสสับปะรด และสีชมพูรสสตรอเบอร์รี่ ดวงตาของซู่เป่าเป็นประกายวาววับทันที ปกติเธอไม่ใช่เด็กตะกละจะรับของจากใครง่าย ๆ แต่ถ้าเป็นเพื่อนให้มาล่ะก็… มันคนละเรื่องกันนะ!
ซู่เป่ารีบชำเลืองมองซูอีเฉินแวบหนึ่งอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้ว่าอะไร เธอจึงค่อย ๆ ยื่นมือไปหยิบลูกอมมาด้วยความแนบเนียน
“ขอบคุณนะพี่ชาย!” เธอเอียงตัวไปกระซิบเบา ๆ ข้างหูซืออี้หราน
ซืออี้หรานเบือนหน้าหนี ทว่าใบหน้าที่มักจะดูเย็นชาและเฉยเมยนั้นกลับตอบรับสั้น ๆ ในลำคอ “อืม”
ซูอีเฉินทำเป็นไม่สนใจ แต่ความเคลื่อนไหวเล็ก ๆ น้อย ๆ ของซู่เป่าล้วนอยู่ในสายตาเขาทั้งหมด เขาแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นปล่อยให้เจ้าตัวเล็กแอบแกะซองลูกอมเข้าปากอย่างมีความสุข
ซูอีเฉินลอบยิ้มจาง ๆ ก่อนแกล้งหันกลับมาเรียก “ซู่เป่า?”
ซู่เป่าสะดุ้งรีบหุบปากฉับพลันส่งเสียงอึมครัมในลำคอ “คุ…คุณลุงใหญ่ มีอะไรเหรอคะ?”
เธอแสร้งถามอย่างไร้พิรุธ
ซูอีเฉินหลุดขำออกมาเล็กน้อยก่อนกระแอมไอแก้เก้อ “ไม่มีอะไรครับ”
“โอเคค่ะ ถ้าคุณลุงมีอะไรเรียกหนูได้เลยนะคะ” เธอพยายามตีหน้าซื่อทำเป็นว่าไม่มีลูกอมอยู่ในปาก แต่ระหว่างที่กำลังพยายามปกปิดความลับอยู่นั้น น้ำลายเจ้ากรรมก็ดันหยดลงมาหนึ่งหยดเสียอย่างนั้น!
เวินหรูอวิ๋นเห็นเข้าก็หลุดหัวเราะพรวดออกมา “เดี๋ยวจ้ะ เดี๋ยวป้าหยิบทิชชู่ให้!” เธอหยุดเดินแล้วก้มหน้าเปิดกระเป๋าหากระดาษทิชชูให้เด็กน้อย
ซู่เป่าเงยหน้าขึ้นแล้ว สายตาก็ไปปะทะเข้ากับเค้กในห้องจัดเลี้ยงทันที หากอยู่ในบ้านตระกูลซู เธอคงวิ่งเข้าใส่ไปแล้ว แต่เด็กน้อยยังจำได้ว่าตนเองอยู่ที่ไหนจึงได้แต่อดทนไว้
ถึงอย่างนั้นสายตาก็ไม่อาจควบคุมได้ จึงแอบลอบมองเค้กชิ้นเล็ก ๆ เหล่านั้นไม่หยุด
จังหวะนั้นเอง พ่อบ้านตระกูลมู่เดินออกมาพอดี เขาเห็นซูอีเฉินและซู่เป่าก่อน โดยไม่สังเกตเห็นเวินหรูอวิ๋นที่อยู่ด้านหลัง เมื่อเห็นซู่เป่าจ้องมองเค้กตาไม่กะพริบ เขาก็หัวเราะหยันในลำคอด้วยความดูแคลน
เด็กจากเมืองเล็ก ๆ ก็เป็นแบบนี้แหละ ทำท่าทางน่าเกลียดน่าชังเสียจริง
ชัดเจนว่าไม่เคยเห็นโลกกว้างมาก่อนเลย
“กรุณาหยุดตรงนั้นครับ” เขายิ้มบนริมฝีปากทว่าดวงตากลับเย็นเยียบ “คุณซู ที่นั่งของคุณอยู่ตรงโน้นครับ”
เขาชี้นิ้วไปยังมุมอับอยู่ด้านนอกสุดของลานจัดงาน ตรงนั้นแสงไฟสลัวแถมยังมีเพียงเก้าอี้ไม้ธรรมดา ๆ วางอยู่ “ต้องขออภัยด้วยนะครับ ไม่ใช่แขกทุกคนที่จะสามารถเข้าไปในห้องโถงด้านในได้”
พ่อบ้านตระกูลมู่เอ่ยพลางเชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งยโส “แต่ถ้าพวกคุณต้องการจะมอบของขวัญให้คุณนายผู้เฒ่าของเราล่ะก็ สามารถไปเข้าแถวรอได้ครับ”
“อ้อ อีกอย่างหนึ่ง รบกวนช่วยดูแลเด็กของพวกคุณให้ดีด้วยนะครับ เด็กเล็กมักหิวง่าย เกรงว่าเธอจะเผลอทำอะไรที่น่าอับอายขายหน้าออกมาน่ะครับ”