ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 136 ซู่เป่าอย่ากลัว พ่อมาแล้ว - 137
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 136 ซู่เป่าอย่ากลัว พ่อมาแล้ว - 137
บทที่ 136 ซู่เป่าอย่ากลัว พ่อมาแล้ว
ในวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ออกไป เด็กน้อยร้องไห้อย่างเศร้าสร้อย ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความตัดพ้อ
เธอไม่รู้จริงๆ ว่าตัวเองทำอะไรผิด และยิ่งไม่เข้าใจว่าทำไมบรรดาลุงป้าในโลกออนไลน์ ถึงพากันพูดว่าเธอเป็นเด็กไม่ดี
ความน้อยใจและความสับสนต่อโลกใบนี้ถาโถมเข้าใส่จนเธอเริ่มลังเล ทว่าซู่เป่าก็ยังกล้าหาญพอที่จะลุกขึ้นมาค้นหาความจริง
“ซู่เป่าไม่ร้องนะคนเก่ง เป็นเด็กดีนะ” ซูเหอเวิ่นรีบวิ่งเข้าไปหาน้องสาวตัวน้อย เขาหยิบทิชชูมาซับหน้าให้เธอพลางปลอบเสียงอ่อน
แต่น้ำตาของซู่เป่ากลับยิ่งร่วงเผาะลงมาเหมือนเม็ดถั่ว ไหลพรั่งพรูไม่ขาดสาย เธอสะอึกสะอื้นจนตัวโยนด้วยความอัดอั้น
“อืม… น้องสาวไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ถ้าไอ้บ้านั่นมันมาหาเรื่องอีก พี่จะช่วยน้องตีคืนเอง!” ซูเหอเวิ่นทำอะไรไม่ถูก ได้แต่โอบกอดร่างเล็ก ๆ ไว้แน่น
“พวกเราไม่ได้ทำผิด!” ซูเหอเวิ่นยืนยันเสียงหนักแน่น
ในช่วงท้ายของคลิป ซูเหอเวิ่นคอยเช็ดน้ำตาให้น้องสาวตลอดเวลา จนกระทั่งวินาทีสุดท้ายที่เขานึกขึ้นได้ว่าลืมปิดกล้อง จึงรีบวิ่งไปกดจบการบันทึกภาพ วิดีโอนี้ไม่มีการตัดต่อใด ๆ ทุกอย่างดูจริงใจตั้งแต่ต้นจนจบ
บนโลกออนไลน์ เมื่อวิดีโอนี้ถูกโพสต์ออกไป หลายคนถึงกับเงียบไป ภาพเด็กหญิงตัวน้อยที่นั่งอย่างสำรวม มือน้อย ๆ วางบนตัก ท่าทางเรียบร้อย แต่แฝงไปด้วยความน่าสงสารนั้นทำให้ผู้คนเริ่มสะเทือนใจ
“ทำไมคนพูดความจริงถึงไม่มีใครเชื่อ แต่คนโกหกกลับมีคนสนับสนุนมากมาย หรือว่าหนู…ทำผิดจริง ๆ คะ?”
ประโยคนี้แทงลึกเข้าไปในใจของผู้ชมหลายคน แต่…ไม่มีใครตอบคำถามนั้นได้เลย
เริ่มมีชาวเน็ตบางส่วนลังเลและแสดงความคิดเห็นออกมา
“ฉันเริ่มคิดแล้วว่าพวกเราเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า?”
“ลองดูรอยข่วนบนหน้าเด็กผู้หญิงคนนี้สิ ดูเหมือนจะเจ็บกว่ารอยของเด็กผู้ชายคนนั้นอีกนะ”
“น้ำตามันไหลออกมาเองเลย ฉันอดร้องไห้ตามไม่ได้จริง ๆ นั่นสินะ… สิ่งที่เราเห็นในเน็ตมันเป็นเรื่องจริงทั้งหมดหรือเปล่า?”
“ไม่รู้หรอกว่าความจริงคืออะไร แต่ตอนนี้ฉันเลือกที่จะเชื่อซู่เป่า! แววตาแบบนั้นไม่มีทางเป็นการแสดงหรอก!”
แต่ท่ามกลางกระแสความเห็นใจ ก็ยังมีคำพูดเสียดแทงปะปนอยู่ด้วย
“โอ้โห… เด็กน้อยออกมาล้างสมองชาวบ้านแล้วเหรอ? มารยาทพวกคนรวยนี่มันยอดเยี่ยมจริง ๆ ร้องไห้เก่งขนาดนี้ต้องฝึกมานานแค่ไหนกันนะ?”
“ดูคำพูดที่ใช้สิ เด็กตัวแค่นี้จะถามคำถามลึกซึ้งแบบนั้นได้ยังไง? เห็นชัดว่ามีคนเขียนบทให้พูดตามชัด ๆ!”
“หลานสาวของนักแสดงชายยอดเยี่ยมระดับประเทศนี่นา ไม่แปลกใจเลยที่แสดงเก่งขนาดนี้! ปลอมสิ้นดี ถ้าที่พูดมามีจริงสักประโยคเดียวนะ ฉันจะไลฟ์สดคุกเข่าโขกหัวให้เลย แคปคำพูดฉันไว้ได้เลย ฮ่า ๆ ๆ!”
ด้านคุณย่าคู่กรณี ยังสำราญอยู่ในห้องพิเศษของโรงพยาบาล เมื่อเลื่อนดูวิดีโอก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างสะใจ
“ฮ่า ๆ ๆ! ไอ้เด็กตัวแสบ ร้องเข้าไปสิ ตอนนี้รู้จักกลัวจนต้องร้องไห้แล้วเหรอ? เมื่อวานยังเก่งอยู่เลยนี่นา! ในเมื่อไม่มีหลักฐานมัดตัว ร้องไห้จนตายก็ไม่มีประโยชน์หรอก ถ้าเก่งจริงก็เอาคลิปวงจรปิดมายืนยันความบริสุทธิ์สิ ไม่อย่างนั้นอย่าหวังว่าจะล้างชื่อเสียได้เลย!”
เธอยิ้มกริ่มอย่างเป็นต่อ
เสียดายจริง ๆ ที่โรงเรียนอนุบาลนั่นไม่มีกล้องวงจรปิดล่ะนะ~
*
คฤหาสน์ตระกูลซู
หลังจากคุณนายซูดูวิดีโอจบ เธอก็ไม่อาจทนเห็นหลานสาวเจ็บปวดได้อีกต่อไป หญิงชรารีบบังคับรถเข็นไฟฟ้าไปหาซู่เป่าทันที ซูอีเฉินและน้องชายคนอื่น ๆ ต่างกำหมัดแน่นด้วยความโกรธแค้นปนสงสาร ราวกับมีคนเอามีดมากรีดหัวใจพวกเขาทีละชิ้น
ซู่เป่าที่ตอนนี้เริ่มสงบลงแล้ว นั่งเหม่อลอยอยู่บนโซฟา
“ซู่เป่า… หลานรักของยาย!” หญิงชราร้องเรียกพลางสะอื้น
“คุณยาย…” ซู่เป่าเงยหน้าขึ้น “คุณยายร้องไห้ทำไมคะ? อย่าร้องเลยนะ”
“สุขภาพคุณยายไม่ค่อยดี ร้องไห้มากไม่ดีนะคะ” เด็กน้อยรีบหยิบทิชชูออกมาซับน้ำตาให้คุณยายอย่างร้อนรน
คุณนายซูยิ่งสะเทือนใจจนพูดไม่ออก เด็กคนนี้ช่างแสนดีเหลือเกิน ทั้งที่ตัวเองกำลังทุกข์หนักแต่กลับห่วงใยคนอื่นก่อนเสมอ
“ซู่เป่า หลานไม่ต้องไปสนใจคำคนในเน็ตพวกนั้นนะ ลุงใหญ่จะจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยเอง” คุณยายซู เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม เพื่อปลอบประโลม
ซูอีเฉินพยักหน้าสำทับ “อืม ซู่เป่าแค่เติบโตอย่างมีความสุขก็พอ เรื่องที่เหลือให้เป็นหน้าที่ของลุง”
ซูอิงเอ๋อร์โพล่งออกมาตามอารมณ์ฉุนเฉียว “ใช่! ใครกล้าด่าซู่เป่าอีก ลุงจะแอบไปบ้านมันตอนกลางคืน แล้วทุบโทรศัพท์มันให้แหลกคามือเลย!”
ซู่เป่ามองทุกคนตรงหน้า ทั้งคุณตา คุณยาย และบรรดาคุณลุง ราวกับว่าเธอมีที่พึ่งพิงยามเดือดร้อนทำให้จึงทำให้เด็กน้อยรู้สึกมั่นใจขึ้นมาบ้าง
“ค่ะ…” ซู่เป่าตอบ “แต่หนูอยากรู้จังเลยว่า คุณลุงคุณป้าในเน็ตเขารู้ความจริงหรือยัง”
เธอรู้สึกว่าตัวเองได้พยายามอธิบายเต็มที่แล้ว คนเหล่านั้นก็น่าจะเข้าใจความจริงเสียที
ซูอีเฉินลังเลที่จะให้หลานสาวเห็นความคิดเห็นเหล่านั้น เพราะซู่เป่าอ่านหนังสือไม่ออก พวกเขาจึงต้องเป็นคนอ่านให้ฟัง แต่คำพูดหยาบคายและใส่ร้ายเหล่านั้น…
ใครจะกล้าอ่านออกมาให้เด็กบริสุทธิ์ฟังได้ลงคอ
แต่ในเมื่อซู่เป่ายืนกรานอยากรับรู้ เหล่าผู้ใหญ่ต่างก็หันมามองหน้ากันอย่างลำบากใจ
ในตอนนั้นเอง มีเสียงหนึ่งดังขึ้นที่หน้าประตู “ผมจะอ่านให้ฟังเอง”
เป็นซูเหอเหวินนั่นเอง
เขาเดินเข้ามาด้วยท่าทางมั่นคง ใบหน้าเรียบเฉยนั้นดูสุขุมเยือกเย็น มีส่วนคล้ายคลึงกับซูอีเฉิน และท่านผู้เฒ่าซูอยู่หลายส่วน ซูเหอเหวินมองไปที่ซู่เป่าแวบหนึ่งก่อนถามย้ำ “แน่ใจนะว่าจะไม่ร้องไห้?”
“ไม่ร้องค่ะ ซู่เป่ากล้าหาญขึ้นมากแล้ว!” ซู่เป่าส่ายหัว
หลังจากที่ได้อัดวิดีโอนั้น และร้องไห้จนปลดปล่อยความอัดอั้นออกมา เธอก็รู้สึกว่าตัวเองเข้มแข็งพอจะยืนหยัดเพื่อตัวเองได้ ความกล้าหาญในใจเริ่มก่อตัวขึ้นจนแข็งแกร่งกว่าเดิม
ซูเหอเหวินพยักหน้ารับ แล้วค่อย ๆ อ่านความคิดเห็นเหล่านั้นออกมาทีละข้อ
มีทั้งคำให้กำลังใจและคำด่าทอ ซึ่งฝ่ายหลังนั้นใช้ถ้อยคำหยาบคายและรุนแรงมาก ซู่เป่ารู้สึกดีใจในตอนแรกที่มีคนเลือกเชื่อเธอ
แต่ทว่า… เสียงสะท้อนเสียดสีและใจร้ายเหล่านั้นกลับค่อย ๆ กัดเซาะหัวใจของเธอจนความเศร้าเริ่มปกคลุมอีกครั้ง
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ อย่างน้อยก็ยังมีคุณลุงคุณป้าที่เชื่อใจหนู” ซู่เป่าพยายามยิ้มปลอบใจทุกคนในครอบครัว
สมาชิกตระกูลซูต่างรู้สึกแสบจมูกและขอบตาชื้นขึ้นมาทันที ทั้งที่ตัวเองเป็นคนเจ็บปวดที่สุด แต่เด็กน้อยคนนี้กลับพยายามยิ้มเพื่อปลอบโยนพวกเขาก่อน เด็กที่จิตใจบริสุทธิ์เหมือนนางฟ้าขนาดนี้ ทำไมคนพวกนั้นถึงช่างใจร้ายนัก…
ในเวลานี้ทุกคนในตระกูลซูต่างอยากเชื่อเหลือเกินว่า กฎแห่งกรรม นั้นมีอยู่จริง
ใบหน้าของซู่เป่ายังคงประดับด้วยรอยยิ้ม
แต่ในใจลึก ๆ กลับเริ่มถูกความมืดมิดที่ยากจะเลี่ยงได้เข้าปกคลุม…
“ยัยเด็กนี่ แสดงละครเก่งชะมัดเลยนะ……”
“แค่ร้องไห้นิดหน่อยกะจะให้เรื่องจบเลยเหรอ? ใคร ๆ ก็บีบน้ำตาได้ทั้งนั้นแหละ……”
“เด็กตัวแค่นี้หัดเล่นละครลิง น่าขยะแขยงจริง ๆ ……”
ซู่เป่ายิ่งคิด จมูกก็ยิ่งแสบร้อน ความเศร้าดิ่งลึกลงไปเรื่อย ๆ เธอเพิ่งอายุเพียงสี่ขวบ แต่กลับต้องมารู้จักกับความรู้สึกไร้พลังเป็นครั้งแรก
โลกในสายตาของเธอเหมือนกำลังพังทลาย ราวกับกำลังร่วงหล่นลงสู่หุบเหวที่มืดมิดลงทุกที
ดูเหมือนว่าความพยายามที่เธอทำไปทั้งหมด จะไม่มีประโยชน์เลยแม้แต่นิดเดียว…
ในวินาทีที่ความหวังมอดดับลง จู่ ๆ ก็มีวิดีโอใหม่ถูกโพสต์ขึ้นพร้อมคอมเมนต์จำนวนมหาศาลถาโถมเข้ามาเหมือนระเบิดลง!
ในวิดีโอนั้นมู่กุยฝานปรากฏตัวขึ้น ใบหน้าครึ่งหนึ่งของเขาถูกความมืดพาดผ่าน แต่ดวงตาคู่นั้นกลับวาวโรจน์และดุดันผิดปกติ
เขาเอ่ยเพียงสั้น ๆ ว่า “ซู่เป่าอย่ากลัว… พ่อมาแล้ว”
จากนั้นเขาก็เปิดหลักฐานจาก “ตาสวรรค์” หลายจุดที่เขาไปค้นพบมา พร้อมขยายภาพให้เห็นชัดเจนแล้วนำมาเรียงต่อกัน!
แม้ภาพจากวิดีโอแต่ละจุดจะไม่สมบูรณ์นัก บางมุมเห็นแค่ประตู บางมุมเห็นแค่หลังห้อง หรือบางมุมเห็นผ่านหน้าต่างเพียงบานเดียว
แต่ด้วยเทคโนโลยีความละเอียดระดับหลายล้านพิกเซล เมื่อนำภาพมาประมวลผลต่อกัน ในที่สุดเหตุการณ์ทั้งหมดที่ถูกซ่อนไว้ก็ปรากฏชัดต่อสายตาชาวโลก!
ในภาพนั้น ซู่เป่ากำลังตั้งใจกินข้าวอย่างขะมักเขม้น แต่เด็กชายตัวเล็กข้าง ๆ กลับเอาแต่พูดจาบางอย่างและหัวเราะร่าอย่างสนุกสนาน เด็กคนอื่น ๆ รอบข้างเริ่มหัวเราะตามจนซู่เป่าเริ่มโกรธ และพยายามห้ามปรามด้วยท่าทางที่จริงจัง
แต่เด็กชายคนนั้นไม่เพียงแต่ไม่หยุด เขากลับยิ่งทำหน้าตาตลกล้อเลียนใส่เธอ จนกระทั่งมีครูเดินเข้ามา เขาจึงวิ่งหนีไป
ฉากต่อมาคือตอนที่ซู่เป่ายืนพูดต่อหน้าเพื่อนร่วมชั้น เด็กชายคนเดิมก็ยังคงหัวเราะเยาะไม่เลิก ถึงแม้ไม่ได้ยินเสียงว่าเขาพูดอะไร แต่สีหน้าที่เจ้าเล่ห์และนิสัยเสียที่แสดงออกมานั้น… ช่างน่าหงุดหงิดจนผู้ที่ได้รับชมอดใจไม่ไหว
พริบตาเดียว ชาวเน็ตที่เคยด่าทอต่างพากันมือไม้สั่น รีบค้นหาประวัติคอมเมนต์ของตัวเอง แล้วกดลบทิ้งกันอย่างรวดเร็ว!
บทที่ 137 ลูกรักตัวน้อย พวกเราชนะแล้ว!
บทที่ 137 ลูกรักตัวน้อย พวกเราชนะแล้ว!
วิดีโอแฉความจริงในโรงเรียนอนุบาลจบลงแล้ว เรื่องราวกลับยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้น เมื่อมู่กุยฝานปล่อยหมัดเด็ดชิ้นที่สองออกมา เป็นวิดีโอจากกล้องวงจรปิดในโรงพยาบาล!
การขอภาพวงจรปิดจากโรงพยาบาลตามขั้นตอนปกตินั้นยุ่งยากและกินเวลานาน แต่มู่กุยฝานรอไม่ไหว เขาจึงจัดการแฮ็กเข้าระบบเครือข่ายของโรงพยาบาลเพื่อดึงข้อมูลออกมาเองเสียเลย!
วิดีโอชิ้นนี้ยิ่งน่าสนใจกว่าเดิม เพราะมันมีทั้งภาพและเสียงที่ชัดเจน
ในคลิปปรากฏภาพคุณย่าของหยางหยางเปลี่ยนท่าทีจากหน้ามือเป็นหลังมือ เธอไม่เหลือท่าทีร้องไห้สะอึกสะอื้นเหมือนในคลิปที่โพสต์ลงเน็ต
กลายเป็นหญิงชราจอมเกรี้ยวกราดที่ยืนจ้องหน้าเถียงหมออย่างไร้เหตุผล บีบบังคับให้หมอเขียนคำวินิจฉัยอาการให้รุนแรงเกินจริง
ภาพตัดมาห้องพักผู้ป่วย ทั้งครอบครัวกำลังสุมหัววางแผนกันด้วยท่าทีหยิ่งยโส ส่วนเด็กชายที่ร้องไห้โฮในคลิปก่อนหน้านี้จนชาวเน็ตสงสารจับใจ… ความจริงไม่ได้ร้องเพราะเจ็บแผลแต่อย่างใด
แต่เขาร้องอาละวาดเพราะอยากกินไก่ทอด! แล้วพอคุณย่าซื้อมาให้ไม่ทันใจ เจ้าเด็กตัวแสบก็เลยแผดเสียงร้องลั่นโรงพยาบาล…
ความจริงข้อนี้ทำเอาคนทั้งโซเชียลถึงกับช็อกค้าง!
“นี่มัน… โลกทัศน์ฉันพังทลายไปหมดแล้ว! นี่คือครั้งแรกในชีวิตที่ฉันโดนปั่นหัวจนหลงทางได้ขนาดนี้…”
“ที่แท้ทุกอย่างที่ซู่เป่าพูดคือความจริง ตระกูลซูไม่ได้แก้ตัวเลยสักนิด ที่น่าขำคือตอนนั้นพวกเรากลับรุมด่าว่าเขาตอแหล…”
“รู้สึกจุกในอกจัง ฉันนึกถึงคำถามของซู่เป่าที่ถามทั้งน้ำตา ทำไมคนพูดความจริงกลับไม่มีใครเชื่อ แต่คนโกหกกลับมีคนเข้าข้างมากมาย?”
ราวกับมีเสียงตบหน้าดังฉาดไปทั่วโลกออนไลน์ ไม่รู้ว่ามีใบหน้าของใครบ้างที่บวมช้ำจากการโดนความจริงฟาดหน้าเข้าอย่างจัง บางคนเงียบกริบไม่กล้ากระดิกตัว แต่บางคนก็ยังหน้าด้านออกมาด่าทอเพื่อกลบเกลื่อนความผิดตัวเอง
“แม่งเอ๊ย! คนสมัยนี้เล่นเน็ตไม่พกสมองกันเหรอ? รุมด่าเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ขนาดนั้น พวกคุณยังมีความเป็นคนอยู่หรือเปล่า!”
“พวกอินฟลูเอนเซอร์หิวแสงนั่นด้วย! ชอบสร้างกระแสไม่สนความจริง เรียกร้องให้ดำเนินคดีพวกเผยแพร่ข่าวปลอมให้หมด!”
“ฉันทนไม่ไหวแล้ว! ไอ้พวกที่เคยรุมด่าซู่เป่าหายหัวไปไหนหมด? ออกมาขอโทษเดี๋ยวนี้!”
มีคนรีบลบคอมเมนต์เก่าทิ้งอย่างรวดเร็ว แต่ก็มีคนที่มือไวกว่า… แคปภาพหน้าจอเก็บหลักฐานไว้หมดแล้ว!
เมื่อมีการนำภาพความเห็นที่เคยด่าซู่เป่าออกมาแฉ ก็พบว่าไอดีเหล่านั้นช่างคุ้นตา…
ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเดียวกับคนที่ตอนนี้กำลังด่าคนอื่นว่า “เล่นเน็ตไม่พกสมอง” และเรียกร้องให้ “คนด่าซู่เป่าออกมารับผิดชอบ” นั่นแหละ!
“หึหึ เป็นโรคบุคลิกภาพแยกหรือไง? เมื่อกี้ยังด่าเด็กเขาอยู่เลย ตอนนี้แกล้งทำเป็นผู้ทรงคุณธรรมกลับมาด่าตัวเองในอดีตซะงั้น?”
“ไอ้พวกไม้หลักปักเลน! เลิกทำตัวเป็นคนดีได้แล้ว!”
“ไหนล่ะคนที่บอกว่าถ้าซู่เป่าพูดจริงจะไลฟ์สดคุกเข่าโขกหัวให้? ฉันแคปหลักฐานไว้แล้วนะ เมื่อไหร่จะเริ่มไลฟ์ล่ะจ๊ะ?”
“ฉันไม่สนหรอก! ตอนนี้ฉันโกรธจนตัวสั่น แค่อยากถามยายแก่หน้าไม่อายคนนั้นว่า เมื่อไหร่จะออกมาคุกเข่าขอโทษพวกเราซะที!”
โลกออนไลน์เกิดความโกลาหลอีกรอบ ความสงสารต่อซู่เป่าแปรเปลี่ยนเป็นพลังปกป้องที่รุนแรง หลายคนถึงขั้นอัดคลิปวิดีโอเพื่อกล่าวขอโทษเด็กน้อยอย่างจริงจัง
“ซู่เป่าอย่าร้องไห้นะลูก หนูไม่ได้ทำผิดเลย พวกเราต่างหากที่ผิดเองที่หูเบา…”
“ซู่เป่า ป้าขอโทษนะ ป้าไม่รู้อะไรเลยแต่กลับไปด่าหนู ป้าผิดไปแล้ว ฮือ”
ซู่เป่ามองดูคำขอโทษเหล่านั้น แม้หยาดน้ำตายังเกาะอยู่บนขนตา แต่ริมฝีปากเล็กก็ค่อย ๆ คลี่ยิ้มออกมา
เธอยิ้มออกมาจากใจ… ในที่สุด ความพยายามของเธอก็ส่งผลสำเร็จแล้วจริง ๆ!
ประโยคที่ว่า “ซู่เป่าอย่ากลัว พ่อมาแล้ว” ของมู่กุยฝาน เปรียบเสมือนแสงสว่างกรีดผ่านความมืดมิด และเข้ามาโอบอุ้มหัวใจของเธอไว้ได้อย่างสมบูรณ์
ขณะที่เด็กน้อยกำลังจมอยู่ในภวังค์ ประตูห้องก็ถูกเปิดออก
มู่กุยฝานในชุดดำสนิท ร่างสูงใหญ่ของเขาบดบังแสงจากทางเข้าไว้เกือบหมด ผมสีดำหยักศกปรกลงบนหน้าผากดูดื้อรั้นเหมือนเจ้าของ เขายิ้มมุมปากพลางกางแขนออกกว้าง
“ซู่เป่า… พ่อกลับมาแล้ว!”
ซู่เป่าไม่รอช้า พุ่งตัวเข้าหาเขาทันที มู่กุยฝานช้อนอุ้มร่างเล็กขึ้นมาอย่างง่ายดาย ก่อนชูเธอขึ้นเหนือหัวกลางอากาศ!
“เด็กน้อยจอมแสบ… พวกเราชนะแล้วนะ” มู่กุยฝานมองลูกสาวด้วยแววตาของผู้ชนะ “พวกเรา ชนะแล้ว!”
“เย้! ชนะแล้ว ๆ! คุณพ่อเก่งที่สุดเลย ซู่เป่าก็เก่งด้วย!” ซู่เป่าร้องเชียร์ลั่นห้อง “คุณลุงใหญ่ก็เก่ง พี่ชายซูเหอเวิ่นก็เก่ง คุณตาคุณยายเก่งมาก คุณลุงรอง… ลุงห้า… ทุกคนเก่งหมดเลย!”
“ท่านอาจารย์เยี่ยมมาก เสี่ยวอู่ก็เยี่ยม คุณปู่เต่าก็เยี่ยมด้วย!”
เจ้าตัวเล็กตื่นเต้นจนไล่ชมไปเสียทุกคน ทั้งคน ทั้งสัตว์ ทั้งวิญญาณ…
คุณนายซูที่มองภาพนั้นอยู่ถึงกับยิ้มทั้งน้ำตา
ช่างหัวบทกวี ขนบธรรมเนียม หรือมารยาทตระกูลใหญ่ไปก่อนเถอะ!
ในเวลาคับขันแบบนี้ ต้องลงมือทำแบบลูกเขยคนนี้นี่แหละถึงจะสะใจ!
โอ้… ลูกเขยคนนี้ ใช้ได้จริง ๆ!
แต่ในขณะกำลังดีใจกันอยู่นั้น โทรศัพท์ของมู่กุยฝานก็ดังขึ้น เสียงของ หวั่นเถา ลูกน้องคนสนิทดังลอดออกมาด้วยความตื่นตระหนก “หัวหน้าครับ!! หัวหน้าทำอะไรลงไปอีกแล้ว… นั่นมันระบบเครือข่ายความมั่นคงนะ หัวหน้ากล้าแฮ็กเข้าไปได้ยังไง!”
“ตอนนี้เบื้องบนส่งคนมาแล้วครับ เขาเรียกหัวหน้าไป ‘เข้าประชุม’ ด่วน!” มู่กุยฝานใช้นิ้วลูบจมูกตัวเองแก้เก้อ
“คุณพ่อคะ เป็นอะไรเหรอคะ?” ซู่เป่ามองพ่อด้วยตาแป๋วแหวว
“หวั่นเถาเขาโทรมาชวนพ่อไปกินข้าวน่ะ” มู่กุยฝานตอบหน้าตาย
ซูอีเฉินมองสองพ่อลูกด้วยสายตาอ่อนโยนขึ้น ในเมื่อมู่กุยฝานจัดการส่วนของเขาเสร็จแล้ว…
ต่อไปก็ถึงคิวของเขาบ้าง
เมื่อความจริงปรากฏชัด ตอนนี้เขาสามารถทำสิ่งที่ชาวเน็ตเคยค่อนแคะไว้ได้เต็มที่แล้ว
นั่นคือการ “ใช้เงินทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ” เพื่อเช็กบิลทุกคนที่รังแกหลานสาวของเขา!
ส่วนจี้ฉางที่เฝ้าดูอยู่ตลอด ก็ค่อย ๆ เดินจากไปอย่างสงบ