ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 256 เป้ยเฉินอวี่ ซวยถึงขีดสุด
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 256 เป้ยเฉินอวี่ ซวยถึงขีดสุด
บทที่ 256 เป้ยเฉินอวี่ ซวยถึงขีดสุด
ใบหน้าของเป้ยเฉินอวี่บวมช้ำจากแรงปะทะ เธอร้องโอดครวญพลางกุมแก้มไว้แน่นด้วยน้ำตานองหน้า พ่อแม่ของเธอเห็นดังนั้นก็รีบกุลีกุจอเข้ามาช่วยเช็ดคราบน้ำซุปออกจากหน้าและเส้นผม
“ทำไมคุณถึงไม่ระวังแบบนี้! หกน้ำซุปรดหัวลูกสาวได้ยังไง!” ผู้เป็นพ่อแผดเสียงด้วยความโมโห
“แล้วจะมาโทษฉันฝ่ายเดียวได้ที่ไหน? คุณเองก็เตะไม้แขวนเสื้อจนมันดีดใส่หน้าลูกไม่ใช่หรือไง! ดูสิ หน้าลูกแดงเถือกไปหมดแล้ว!” ฝ่ายแม่ก็ตะคอกกลับด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวไม่แพ้กัน
เป้ยเฉินอวี่ปาดน้ำตาแล้วเอ่ยขัดขึ้น “พ่อกับแม่อย่าทะเลาะกันเลยค่ะ… หนูจะไปอาบน้ำ”
ทั้งสองรีบเข้ามาประคองลูกสาวลุกขึ้น แต่พื้นห้องที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำซุปกลับลื่นปรื๊ด ส่งผลให้ทั้งสามคนเสียหลักล้มก้นกระแทกพื้นดัง ตึง!
เป้ยเฉินอวี่รู้สึกเจ็บแปลบจนกระดูกก้นกบแทบร้าว เมื่อเห็นพ่อแม่พยายามเข้ามาพยุงอีกครั้ง เธอจึงรีบห้ามไว้ทันที “พ่อแม่คะ หนูจัดการเองได้ค่ะ!”
หญิงสาวเกาะขอบโต๊ะและพนักเก้าอี้พยุงร่างเข้าไปในห้องน้ำ ยิ่งคิดเธอก็ยิ่งรันทดใจ ไปบ้านตระกูลซูก็ต้องอับอายขายหน้า กลับมาบ้านยังต้องสูญเงินก้อนโต แถมตอนนี้ยังมาดวงตกซ้ำซ้อนน่าประหลาด
ในขณะกำลังเหม่อลอย เป้ยเฉินอวี่ก็เอื้อมมือไปเปิดฝักบัว ทันใดนั้นหัวฝักบัวกลับพุ่งพรวดขึ้นมาด้วยแรงดันมหาศาลพร้อมเสียงดัง ฮู่! มันสะบัดไปมาอย่างบ้าคลั่งราวกับจงใจไล่ฉีดใส่เธอ!
เป้ยเฉินอวี่ตกใจจนร้องเสียงหลงพลางถอยหนีจนลื่นล้ม คราวนี้ร่างของเธอถลาตกลงไปในส้วมแบบนั่งยองพอดิบพอดี เท้าข้างหนึ่งเหยียบลึกลงไปในรูส้วมพร้อมเสียงดัง กร๊อบ! ของกระดูกที่หักสะบั้น
สิ้นเสียงกรีดร้องทรมาน แม่ของเธอก็พังประตูเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก ภาพตรงหน้าคือห้องน้ำที่เละเทะไม่มีชิ้นดี ฝักบัวยังคงดีดดิ้นไปมาเหมือนงูกำลังร่ายรำ ส่วนลูกสาวนอนฟุบอยู่ข้างโถส้วมด้วยสภาพดูไม่จืด
“ตายแล้ว! นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย!” แม่ของเป้ยเฉินอวี่รีบถลาเข้าไปหาลูกสาว
ฝ่ายพ่อทำหน้างงงวยเอ่ยขึ้น “อ้าว… ก็พวกคุณบ่นกันตลอดไม่ใช่เหรอว่าน้ำไม่แรง ผมเลยเพิ่งเปลี่ยนฝักบัวแบบเพิ่มแรงดันพิเศษให้เมื่อเช้านี้เอง…”
สุดท้ายเป้ยเฉินอวี่ก็แทบจำไม่ได้ว่าตัวเองพาร่างกลับมายังเตียงได้อย่างไร เรื่องจุกจิกอย่างสระผมแล้วน้ำเข้าจมูก หรือฟองสบู่เข้าตาจนแสบไปหมด ไปจนถึงตอนล้มตัวลงนอนแล้วหัวกระแทกขอบเตียง…
สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลยเมื่อเทียบกับความซวยมหาศาลที่เธอเจอ เธอโชคร้ายจนเริ่มนึกสงสัยในคุณค่าของชีวิตตัวเองเสียแล้ว!
ยามนี้นอนซมอยู่บนเตียงด้วยความระบม ทั้งกระดูกก้นกบอันเจ็บปวดและข้อเท้าบวมเป่ง มิหนำซ้ำพอแตะหน้าผากดู ไข้ก็ดันขึ้นสูงเสียอย่างนั้น
หยาดน้ำตาไหลรินไม่ขาดสาย เธอรู้สึกว่าตัวเองน่าสงสารเหลือเกิน เหตุใดซูจิ่นอวี้ถึงได้เกิดในครอบครัวที่เพียบพร้อม แม้แต่ตอนตายก็ยังมีแต่คนรุมล้อมให้ความสำคัญ
ต่างจากเธอ เกิดมาในครอบครัวยากจนข้นแค้น พยายามดิ้นรนมีชีวิตรอดมาได้ แต่กลับไม่เคยพบเจอแสงสว่างเลยสักครั้ง
‘โลกนี้ช่างไร้ความเท่าเทียม ทำไมฟ้าต้องกลั่นแกล้งเธอขนาดนี้…’
เป้ยเฉินอวี่ยิ่งคิดก็ยิ่งเศร้าโศก ร้องไห้สะอื้นฮักจนตัวโยน
โดยไม่รู้เลยว่า มีดวงวิญญาณสองตนกำลังลอยนิ่งอยู่เคียงข้าง
ซูจิ่นอวี้ถอนหายใจด้วยความทึ่ง “ฉันยอมรับเลย! หลังจากพิสูจน์ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว เจ้าดวงซวย… นายนี่มันของจริง ใครอยู่ใกล้นายเป็นต้องดวงกุดกันไปหมด!”
ผีโชคร้ายบ่นพึมพำด้วยความน้อยใจ “โธ่ ไม่อย่างนั้นเขาจะเรียกผมว่าผีดวงซวยได้ยังไงล่ะ”
“งั้นที่นายพยายามเข้าหาฉันตอนแรก ก็เพราะหวังมาแบ่งความโชคดีของฉันไปใช่ไหมล่ะ?” ซูจิ่นอวี้ยิ้มกว้าง
ใครจะกล้ายอมรับล่ะครับ! ความจริงคือรัศมีโชคลาภของซูจิ่นอวี้นั้นข่มเขาจนมิด
‘แค่เขาไม่พาเธอซวยไปด้วยก็นับว่าปาฏิหาริย์แล้ว จะเอาปัญญาที่ไหนไปแบ่งโชคจากเธอได้’
“ไปกันเถอะ กลับไปหาซู่เป่าน้อยของฉันดีกว่า” ซูจิ่นอวี้รู้สึกสาแก่ใจแล้ว จึงค่อย ๆ ลอยละล่องจากไป
ณ อีกตึกหนึ่งภายในหมู่บ้าน
อาคารหลังนี้ตั้งอยู่ในมุมอับสายตา ดูเก่าคร่ำคร่าและเตี้ยกว่าตึกโดยรอบ บนชั้น 6 ฝั่งทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มีห้องพักสภาพทรุดโทรมอยู่ห้องหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนถูกทิ้งร้างมานานแสนนาน ประตูห้องมีรูโหว่ขนาดใหญ่ และถูกพันไว้อย่างสะเปะสะปะด้วยเชือกสีแดง บนเชือกมีทั้งยันต์เหลือง ปลายมีด และกระดูกไก่แขวนระเกะระกะ…
หากมองผ่านรูเข้าไป ก็เห็นเพียงกองกระดูกสีขาวและปลายมีดสะท้อนแสงเย็นเยียบ ช่างยากจะจินตนาการว่าในหมู่บ้านธรรมดาเช่นนี้ ทำไมถึงมีห้องดูสยดสยองเช่นนี้ซ่อนอยู่ทำไมกัน
หน้าประตู มีเด็ก ๆ กลุ่มหนึ่งยืนเกาะกลุ่มกันอยู่ นั่นคือ ซู่เป่า, หานหาน, ซูจื่อซี และซูเหอเวิ่น ทั้งหมดติดตามซู่เป่ามาที่นี่
หานหาน ตอนแรกคิดว่าจะมีอะไรสนุก ๆ ให้ทำ ถึงกับหน้าถอดสีเมื่อเห็นความหลอนของตึกตรงหน้า “ที่นี่ที่ไหนเหรอ?”
ซูเหอเวิ่นกำตาข่ายในมือแน่น สีหน้าของเขาดูเคร่งเครียด และระแวดระวังภัยสุดขีด
ส่วนซูจื่อซีถือกล้องถ่ายรูปซึ่งเป็นกล้องจับวิญญาณที่ซูเหอเวิ่นประดิษฐ์ขึ้น พร้อมกับยืนทำหน้านิ่งสนิทคล้ายคนกำลังเบื่อโลก
“อาจารย์คะ ที่นี่ที่ไหนเหรอ?” ซู่เป่ามองสำรวจสิ่งตรงหน้าด้วยความใฝ่รู้
ซูเหอเวิ่นมองป้ายเลขที่ห้องบนประตูแล้วขานเสียงเบา “ตึก 7 บล็อก 1 ห้อง 602…”
“ไปตรวจสอบข้อมูลมาซะ” จี้ฉางเอ่ยขึ้น
แม้เขาจะรู้ความลับของที่นี่อยู่แล้ว แต่เขาก็อยากฝึกให้ซู่เป่าได้ลงมือหาคำตอบด้วยตัวเอง
“รับทราบค่ะ!” ซู่เป่าขานรับ ก่อนวิ่งลงบันไดไป
ซูเหอเวิ่นงงงวย “อ้าว? จะไปกันแล้วเหรอ?”
‘เขายังไม่ได้เริ่มอะไรเลยนะ!’
เพื่อพิสูจน์ว่าตาข่ายจับผีของเขาใช้ได้ผลจริง ซูเหอเวิ่นจึงกัดฟันสู้แล้วโยนตาข่ายเข้าไปในห้องมืดนั้นทันที “วิ่งเร็ว!” จากนั้นเขาก็วิ่งตามซู่เป่าลงไปข้างล่าง
หานหานที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว แต่สัมผัสได้ถึงรังสีความน่ากลัวจึงรีบวิ่งตามไปติด ๆ “รอด้วย!”
ซูจื่อซีถือกล้องเดินตามมาอย่างไม่สบอารมณ์ ทว่าทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียง กรุ๊งกริ๊ง ดังมาจากด้านหลัง มันคือเสียงกระดิ่งบนตาข่ายของซูเหอเวิ่นนั่นเอง
เขาหันกลับไปมองประตูผุพังนั้นอีกครั้ง ภายในห้องมืดสนิทจนมองไม่เห็นสิ่งใด…
ความรู้สึกหนาวสันหลังวาบแล่นผ่านร่างจนเขาต้องรีบสับเท้าวิ่งตามพี่น้องไปในทันที
ขณะนี้เป็นเวลาประมาณหกโมงเย็น บริเวณลานกิจกรรมเล็ก ๆ มีคุณยายหลายคนกำลังพาหลานตัวน้อยออกมาวิ่งเล่นพักผ่อน
ทันทีที่เดินลงจากบันไดตึก คลื่นความร้อนก็เข้าปะทะใบหน้าให้ความรู้สึกราวกับได้ข้ามกลับมาสู่อีกโลกหนึ่ง ทุกอย่างรอบตัวดูสว่างไสวขึ้นถนัดตา ซู่เป่าหันกลับไปมองตึกเก่ามืดมิดเบื้องหลังอีกครั้ง
“ในตึกนั้นมีผีจริง ๆ เหรอ?” ซูเหอเวิ่นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“??”
‘ผี? ผีอะไรกัน?’
หานหานชะงักฝีเท้า พลางทำหน้าเหวอสุดขีด เธอหันขวับไปมองหน้าพี่ชายที มองหน้าซู่เป่าทีด้วยความสับสน ดวงตาที่กลมโตอยู่แล้วยิ่งเบิกกว้างขึ้นไปอีกจนแทบจะเท่าไข่ห่าน
“หนูก็ยังไม่รู้เลยค่ะ!” ซู่เป่าส่ายหน้าไปมา
“ซู่เป่าจะไปไหนน่ะ?” ซูจิ่นอวี้กับเจ้าดวงซวยเพิ่งลอยลงมาจากบันไดพอดีจึงเอ่ยทักขึ้น
“คุณแม่คะ หนูอยากไปสืบหาข้อมูลอะไรหน่อยค่ะ” ซู่เป่าเล่าเรื่องห้องประหลาดบนชั้นหกให้ฟัง
ซูจิ่นอวี้ขมวดคิ้ว “หนูยังเป็นเด็ก จะไปถามเรื่องลึกลับพวกนี้กับใครเขาได้ล่ะจ๊ะ?”
ปกติแล้วคงไม่มีผู้ใหญ่คนไหนยอมมานั่งล้อมวงคุยเรื่องชวนขนหัวลุกกับเด็ก ๆ หรอก
“งั้นคุณแม่ก็ไปกับหนูด้วยกันสิคะ!” ซู่เป่าจึงรีบดึงแขนแม่ทันที
“เอ๋?”
ทางด้านซูจื่อซีและซูเหอเวิ่นต่างเดินตามไปโดยไม่ซักไซ้ มีเพียงหานหานยังไม่เคยสัมผัสเรื่องเหนือธรรมชาติมาก่อน จึงได้แต่ทำหน้าเหลอหลา
‘นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย? ใครก็ได้บอกฉันที!’
เมื่อมาถึงลานกิจกรรม ซู่เป่าก็ตรงดิ่งไปหาคุณยายคนหนึ่ง เธอสวมเสื้อลายดอกสีฟ้าสดใส ท่าทางดูเป็นคนอัธยาศัยดีและช่างพูดช่างคุย
“คุณยายคะ สวัสดีค่ะ!”
“อ้าว มีอะไรหรือจ๊ะ? แล้วนี่เป็นลูกหลานบ้านไหนกัน ทำไมยายไม่เคยเห็นหน้าค่าตาพวกเธอเลยล่ะ?” คุณยายลดสายตาลงมองซู่เป่า เงยหน้ามองซูจิ่นอวี้
‘หญิงชราหาได้รู้ไม่ว่า… แท้จริงแล้วเธอกำลังสนทนาอยู่กับวิญญาณ’
ซูจิ่นอวี้เพิ่งตระหนักได้ว่าคุณยายท่านนี้มีความสามารถมองเห็นเธอได้ “เอ๋ คุณยายดูสุขภาพแข็งแรงดีนะคะ ทานข้าวเย็นหรือยังคะ?” เธอส่งยิ้มหวานพลางชี้ไปทางตึกฝั่งนั้น “พอดีพี่ชายของฉันอยู่ที่นั่นน่ะค่ะ”
เธอไม่ได้พูดปด เพราะรถของซูอีเฉินก็จอดอยู่ทางทิศนั้นจริง ๆ
คุณยายมองตามพลางนึกว่าพวกเขามาเยี่ยมญาติ ท่าทีจึงดูเป็นกันเองมากขึ้น “อ๋อ ญาติอยู่แถวนี้นี่เอง ยายทานเรียบร้อยแล้วล่ะ แล้วพวกเธอล่ะทานกันมาหรือยัง?”
“ทานแล้วค่ะ ขอบคุณคุณยายนะคะ!” ซู่เป่าพยักหน้าอย่างใสซื่อ ตอบเสียงใส
ซูเหอเวิ่นเสริม “ขอบคุณคุณยายครับ”
ซูจิ่นอวี้นั่งลงข้างคุณยายแล้วเริ่มชวนคุยอย่างถูกคอ เพียงไม่นานทั้งคู่ก็ดูสนิทสนมกันเหมือนรู้จักกันมานาน
“จริงด้วยค่ะคุณยาย” ซูจิ่นอวี้ขยับเข้าไปใกล้พลางลดเสียงลงกระซิบ “เมื่อกี้ฉันพาลูกสาวเดินเล่นแถวนั้น แล้วบังเอิญไปเห็นห้องแปลก ๆ ที่มีเชือกแดงแขวนระเกะระกะ มีทั้งกระดาษเหลืองกับกระดูกไก่เต็มไปหมด นั่นมันคือห้องอะไรเหรอคะ?”
สีหน้าของคุณยายเปลี่ยนไปในทันที ท่านตบต้นขาตัวเองดังฉาดแล้วจึงกระซิบตอบด้วยท่าทางตื่นตระหนก “ปัดโธ่! แล้วพวกเธอไปแถวนั้นทำไมกันล่ะนั่น!?”