ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 255 น้องชายดวงซวย บุกเข้าไป!
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 255 น้องชายดวงซวย บุกเข้าไป!
บทที่ 255 น้องชายดวงซวย บุกเข้าไป!
เป้ยเฉินอวี่กลับมาถึงบ้าน ปัจจุบันครอบครัวของเธอเช่าห้องอยู่ในอพาร์ตเมนต์ซอมซ่อในย่านชุมชนแห่งหนึ่ง มีเพียงสองห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่น และคับแคบจนน่าอึดอัด
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูห้อง หญิงสาวก็รู้สึกแน่นหน้าอกขึ้นมาจนต้องยกมือขึ้นกุมหน้าอก ภาพคฤหาสน์อันโอ่อ่าของตระกูลซูที่เพิ่งจากมา ที่แห่งนี้ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว จนเธอไม่อาจยอมรับความจริงอันโหดร้ายได้ในทันที
แม่ของเป้ยเฉินอวี่เพิ่งเดินออกมาจากครัว เมื่อเห็นสภาพกึ่งเป็นลมของลูกสาวก็รีบเข้าไปประคอง “ลูกรัก เป็นอะไรไป? รู้สึกไม่สบายขึ้นมาอีกแล้วเหรอ นั่งลงพักก่อนเร็วเข้า…”
เป้ยเฉินอวี่ร้องไห้โฮออกมา “แม่คะ… คนตระกูลซูเขาดูถูกหนู พวกเขาไล่หนูออกมาเหมือนหมูเหมือนหมา แถมยังบังคับให้หนูคืนเงินห้าล้านบาทนั่นด้วย!”
“ทั้งหมดมันเป็นความผิดของหนูเอง… หนูมันไร้ค่า ทำได้แค่สร้างความลำบากให้พ่อกับแม่ แล้วตอนนี้เราจะไปหาเงินมหาศาลขนาดนั้นจากไหนมาคืนเขาล่ะคะ…” เธอร้องไห้สะอึกสะอื้นจนแทบขาดใจ
ผู้เป็นแม่ถึงกับหน้าถอดสีด้วยความตกใจ ลูกสาวของเธออุตส่าห์แบกความกตัญญูไปขอบพระคุณถึงที่ หากตระกูลผู้ดีพวกนั้นไม่ยอมรับก็แล้วไปเถอะ แต่นี่ถึงขั้นมาทวงเงินคืนจากคนหมดเนื้อหมดตัวเชียวหรือ?
เธอรู้สึกขมขื่นใจจนน้ำตาซึมพลางตัดพ้อโชคชะตาว่าเหตุใดการเป็นคนจนมันถึงได้ทุกข์ยากแสนสาหัสเช่นนี้ สวรรค์ช่างกลั่นแกล้งคนหาเช้ากินค่ำเสียเหลือเกิน!
แม่ของเป้ยเฉินอวี่ปาดน้ำตาแล้วถอนหายใจยาว “เฮ้อ… คนยากจนอย่างเราก็คงได้แค่นี้แหละ จะไปหวังให้คนมั่งมีเขานับถือเราจริงใจได้ยังไงกัน ช่างมันเถอะลูก ต่อให้ต้องทำงานหนักไปทั้งชีวิตแม่ก็จะหาเงินมาคืนเขาให้ได้ ขอแค่ลูกมีชีวิตอยู่ต่ออย่างปลอดภัย แม่ก็พอใจแล้ว” สองแม่ลูกต่างสวมกอดกันร้องไห้อย่างน่าเวทนา
ซูจิ่นอวี้พาวิญญาณโชคร้ายลอยละล่องมาถึงอพาร์ตเมนต์แห่งนี้ ก่อนอุทานออกมาเบา ๆ “เอ๊ะ! นี่มันตึกที่พ่อแม่ของซูเสี่ยวอวี้ทิ้งไว้ให้เธอนี่นา!”
แม้ไม่ใช่อพาร์ตเมนต์หรูหรา แต่มันก็ดูดีกว่าสลัมกลางเมืองอยู่มาก เป็นตึกเก่าคลาสสิกที่ยังต้องเดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์
“ซู่เป่ารออยู่ในรถก่อนนะจ๊ะ เดี๋ยวแม่เข้าไปดูข้างในให้เอง!” ซูจิ่นอวี้ตบไหล่ลูกสาวเบา ๆ
ซู่เป่านั่งนุ่มนิ่มดูน่าเอ็นดูพลางส่งยิ้มกว้างจนตาหยี “ได้เลยค่ะคุณแม่~”
จี้ฉางจ้องมองอาคารหลังนี้ด้วยแววตาครุ่นคิด เขาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างลอยวนอยู่รอบตึกเก่าแห่งนี้ ท่ามกลางตึกรอบข้างดูปกติดี กลับมีเพียงตึกนี้ ที่มีกระแสพลังอาถรรพ์อันน่าสะพรึงล้อมรอบไว้…
“ฉันจะเข้าไปตรวจสอบข้างในสักหน่อย ซูจิ่นอวี้… อย่าทำอะไรวู่วามเด็ดขาดนะ”
“โธ่… ยังไม่ไว้ใจคนอย่างฉันอีกเหรอ?” ซูจิ่นอวี้เอ่ยเสียงใส
จี้ฉางกระตุกมุมปาก ทำหน้าเหมือนจะเชื่อ ก่อนลอยจากไปโดยไม่ทิ้งคำพูดใดไว้อีก
ซูจิ่นอวี้ไม่รอช้า รีบพาผีดวงซวยลอยมุ่งหน้าขึ้นไปยังชั้นบนทันที
“มาเถอะน้องชาย เดี๋ยวพี่สาวคนนี้จะพาไปเดินเที่ยวเอง!”
ผีดวงซวยเริ่มหน้าเสีย “พี่สาว… อย่าทำร้ายผมเลยนะ!”
“จะเป็นไปได้ยังไงกัน? ฉันดูเหมือนผีใจร้ายแบบนั้นเหรอจ๊ะ?”
วิญญาณตนนั้นมองหน้าเธอด้วยสายตาที่ตะโกนออกมาว่า ‘ใช่นั่นแหละ!’
ซูจิ่นอวี้กำลังแกล้งหยอกต่อ แต่สายตากลับเหลือบไปเห็นร่างคุ้นตามายืนอยู่หน้าประตูห้องพอดี “โอ้โห! นั่นมันซูเสี่ยวอวี้นี่นา!”
ซูจิ่นอวี้แกล้งทำตัวสนิทสนมเข้าไปลูบหัวอีกฝ่าย “เห็นว่าโชคดีของเธอกำลังใกล้หมด พี่สาวคนนี้เลยจะช่วยเติมให้เพิ่มอีกนิด ไม่ต้องขอบคุณหรอกนะ!” เธอว่าพลางใช้นิ้วเกี่ยวคางซูเสี่ยวอวี้ด้วยความเอ็นดู
ซูเสี่ยวอวี้จามออกมาเสียงดังพร้อมบ่นพึมพำกับตัวเอง “เป็นอะไรไปนะ… ทำไมอยู่ดี ๆ ถึงได้รู้สึกหนาวสั่นแปลก ๆ ดูท่าวันนี้คงจะเก็บค่าเช่าไม่ได้อีกตามเคย”
หญิงสาวตัดสินใจเคาะประตู ไม่นานนักแม่ของเป้ยเฉินอวี่ก็เดินมาเปิด
เมื่อเห็นว่าเป็นซูเสี่ยวอวี้ ผู้เป็นแม่ก็รีบโค้มตัวลงต่ำแล้วส่งยิ้มแห้ง ๆ “เจ้าของตึกมาพอดีเลย เชิญเข้ามานั่งก่อนสิคะ พวกเรากำลังจะตั้งโต๊ะกินข้าวกันพอดีเลย!”
ซูเสี่ยวอวี้ไม่อาจปฏิเสธความกระตือรือร้นนั้นได้จึงเดินเข้าไปข้างใน เธอเหลือบมองอาหารบนโต๊ะที่มีเพียงจานผักใบเขียวเหี่ยว ๆ เพียงจานเดียว กับน้ำซุปกระดูกหมูถ้วยเล็ก ๆ วางอยู่ตรงหน้าเป้ยเฉินอวี่…
ช่างเป็นภาพน่ารันทดใจยิ่งนัก
เป้ยเฉินอวี่แสดงท่าทางบอบบางราวกับนางเอกนิยายดราม่า เธอเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “น้องเสี่ยวอวี้… มาแล้วเหรอคะ”
ซูเสี่ยวอวี้ขมวดคิ้ว “พวกคุณกำลังกินข้าวกันอยู่เหรอ… เพิ่งจะหายป่วยไม่ใช่เหรอคะ ทำไมถึงกินน้อยแค่นี้ล่ะ?”
แม่ของเป้ยเฉินอวี่ยิ้มขื่นทำท่าเช็ดน้ำตาไปด้วย “เป็นเพราะฉันเอง ไร้ความสามารถ หาเงินมาดูแลลูกไม่ได้ หมอบอกว่าต้องให้เขากินอาหารที่มีสารอาหารเยอะ ๆ แต่ฉันกลับ…”
เป้ยเฉินอวี่รีบเอ่ยตัดบท “แม่คะ ทำอะไรน่ะ! วันนี้น้องเสี่ยวอวี้ตั้งใจมาเก็บค่าเช่าใช่ไหมคะ?”
“ใช่ ๆ ฉันเกือบลืมไปเลย เดี๋ยวไปหยิบเงินมาให้ก่อนนะ…” ผู้เป็นแม่รีบหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาเปิดดู แต่กลับพบธนบัตรเพียงใบละหนึ่งร้อยหยวนแค่ใบเดียวเท่านั้น…
ประจวบเหมาะกับพ่อของเป้ยเฉินอวี่กลับเข้าห้องมาพอดี เมื่อเห็นซูเสี่ยวอวี้เขาก็เงียบขรึมพลางล้วงกระเป๋าทุกใบในตัวเพื่อรวมเงินออกมาได้อีกเพียงสองร้อยหยวน…
แม่ของเป้ยเฉินอวี่ยิ้มแห้งแล้ง “เจ้าของตึก… ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ นะคะ หรือจะให้ฉันจ่ายมัดจำไว้ก่อนสามร้อยหยวน…”
เป้ยเฉินอวี่น้ำตาคลอเบ้า “ขอโทษด้วยนะคะ เป็นเพราะหนูแท้ ๆ ทำให้ทุกคนต้องลำบาก… เดือนหน้าหนูจะไม่กินยากดภูมิคุ้มกันแล้วล่ะค่ะ จะได้ไม่ต้องเปลืองเงิน…”
ผู้เป็นแม่บีบชายเสื้อแน่นด้วยความประหม่า ส่วนผู้เป็นพ่อก็ได้แต่นั่งยอง ๆ อยู่มุมห้องและสูบบุหรี่เงียบ ๆ อย่างอัดอั้นตันใจ
ครอบครัวนี้ค้างค่าเช่าเธอมานานหลายเดือน แม้กระทั่งค่าน้ำค่าไฟเธอก็ยังเป็นคนช่วยแบกรับภาระให้ เมื่อนึกถึงว่า เป้ยเฉินอวี่เพิ่งผ่านการผ่าตัดเปลี่ยนไขกระดูก
และยังต้องต่อสู้กับโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เธอก็ไม่กล้าใจร้ายบีบคั้นให้พวกเขาหยุดยา เพราะหากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา เธอคงรู้สึกผิดเหมือนเป็นคนปลิดชีวิตพวกเขาด้วยมือตัวเอง
“ช่าง… ช่างมันเถอะค่ะ” ซูเสี่ยวอวี้ยอมจำนนต่อโชคชะตา นึกเสียว่าเป็นการทำบุญสุนทานไปก็แล้วกัน
แต่เป้ยเฉินอวี่ยังคงยืนกรานด้วยสีหน้ามุ่งมั่น “ไม่ได้หรอกค่ะ หนู… หนูจะลองค้นดูว่าพอจะมีเงินเหลืออยู่บ้างไหม พวกเราค้างค่าเช่าคุณมามากเกินไปแล้ว…”
เธอคว้ากระเป๋าของตัวเองขึ้นมาค้นหาอย่างเอาเป็นเอาตาย ก่อนหยิบธนบัตรใบละสิบหยวนออกมาหนึ่งใบ…
“…เอ่อ ไม่เป็นไรจริง ๆ ค่ะ…”
ซูจิ่นอวี้เฝ้ามองอยู่ลอบหรี่ตาลงราวกับจับผิด กระเป๋าของเป้ยเฉินอวี่ดูพองผิดปกติ เห็นแม่สาวคนนี้ทำทีเป็นค้นหาจนทั่ว แต่เหตุใดถึงไม่ยอมเปิดช่องลับด้านในกันนะ?
“เจ้าดวงซวย ลุย!”
วิญญาณร้ายถึงกับชะงัก… ที่แท้เขาก็เป็นเพียงเครื่องมือของเธอเท่านั้นสินะ
เขายอมจำนนต่อคำสั่ง และคลานขึ้นไปนั่งยอง ๆ บนศีรษะของเป้ยเฉินอวี่ทันที
ในจังหวะที่เป้ยเฉินอวี่กำลังง่วนกับการหาเศษเหรียญอยู่นั้น หนังยางมัดผมบนข้อมือของเธอเกิดไปเกี่ยวเข้ากับซิปช่องลับด้านข้างกระเป๋าโดยไม่ตั้งใจ…
แคว่ก!
เสียงซิปรูดเปิดออกมา ก่อนเจ้าของกระเป๋าจะทันตั้งตัว ธนบัตรปึกใหญ่ที่ซุกซ่อนอยู่ในนั้นก็ร่วงพรูลงมากระจายเต็มพื้น! เป้ยเฉินอวี่หน้าถอดสี ทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ
ทุกคนในห้องตกตะลึง แม้แต่พ่อแม่ของเธอก็ไม่เคยระแคะระคายเลยว่าลูกสาวจะมีเงินเก็บมากมายขนาดนี้ เมื่อความแตก เป้ยเฉินอวี่จึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องแสร้งทำเป็นตกใจสุดขีด “อ้าว! เงินพวกนี้มาอยู่ในนี้ได้ยังไงกันคะ?”
“อ๋อ… หนูจำได้แล้ว! เมื่อวานตอนไปตรวจที่โรงพยาบาล มีป้าท่าทางใจดีคนหนึ่งเดินเข้ามาดึงตัวหนูไว้… ต้องเป็นคุณป้าคนนั้นแอบเอาเงินใส่กระเป๋าให้หนูแน่ ๆ เลยค่ะ!”
ซูจิ่นอวี้เห็นแล้วก็ได้แต่หมดคำจะพูด… ช่างเป็นการแสดงสมบทบาทเสียจริงนะ
เมื่อเงินร่วงออกมาประจักษ์แก่สายตาเช่นนี้ เป้ยเฉินอวี่จึงจำใจต้องทำใจดีสู้เสือ นำเงินก้อนนั้นมาจ่ายค่าเช่าพร้อมค่าน้ำค่าไฟที่ติดค้างไว้หลายเดือนให้แก่ซูเสี่ยวอวี้จนครบถ้วน
ซูเสี่ยวอวี้เดินออกจากห้องมาด้วยความมึนงง… ค่าเช่าที่เคยคิดว่าคงสูญเปล่า กลับได้รับคืนมาอย่างง่ายดายเสียอย่างนั้น? มันราบรื่นเสียจนเธอเริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจแปลก ๆ
ซูจิ่นอวี้ถอนหายใจเบา ๆ “ในเมื่อเขาให้มา เธอก็รับไว้เถอะ ไปกันได้แล้ว!”
เธอเอื้อมมือไปลูบหน้าผากซูเสี่ยวอวี้เบา ๆ เป็นการปลอบขวัญ ซูเสี่ยวอวี้จึงเดินจากไปคล้ายคนละเมอ
แต่เป้ยเฉินอวี่กลับรู้สึกเจ็บปวดเจียนตายราวกับมีเลือดหยดออกจากหัวใจ เงินก้อนนี้เธออุตส่าห์รวบรวมมาด้วยความยากลำบาก…
เดิมทีเธอตั้งใจนำเงินจำนวนนี้ไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว และเครื่องสำอางราคาแพง…
เธอลำบากมาหลายปีจึงโหยหาอยากแต่งตัวให้งดงามเหมือนเด็กสาวทั่วไป เพื่อให้ดูคู่ควรพอยืนเคียงข้าง ซูอีเฉินได้บ้าง…
“ลูกรัก… เงินพวกนี้มีคนให้เธอมาจริง ๆ เหรอจ๊ะ?” แม่ของเธอถามย้ำด้วยความสงสัย
“ค่ะ… มีคุณป้าคนหนึ่งมอบให้หนูมา” เป้ยเฉินอวี่ก้มหน้าต่ำเพื่อซ่อนแววตาบางอย่าง
ผู้เป็นแม่ยิ้มกว้าง…
ช่างโชคดีเหลือเกิน หากทุกครั้งที่ไปโรงพยาบาลแล้วได้ลาภลอยเช่นนี้ก็คงดีไม่น้อย
เธอรีบออกไปทำงานด้วยความเบิกบานใจ ผิดกับเป้ยเฉินอวี่ที่หมดสิ้นเรี่ยวแรง เธอกำลังนั่งลงพักผ่อนทว่าเก้าอี้กลับหงายหลังคว่ำลงกะทันหัน ส่งร่างของเธอลงไปกระแทกกับพื้นจนน้ำตาเล็ด
แม่ของเธอเห็นดังนั้นจึงรีบถลาเข้ามาช่วยประคอง แต่ดันทำชามน้ำซุปกระดูกหมูหกรดศีรษะลูกสาวจนเหนียวเหนอะหนะไปทั้งตัว
พ่อของเป้ยเฉินอวี่เห็นเมียซุ่มซ่ามก็ขมวดคิ้วทำท่าจะเอ่ยปากตำหนิ ทว่าตัวเขาเองกลับก้าวพลาดไปเหยียบไม้แขวนเสื้อที่วางอยู่บนพื้น จนมันดีดผางขึ้นมาฟาดเข้าใบหน้าของเป้ยเฉินอวี่เต็ม ๆ
เพียงพริบตาเดียว ใบหน้าที่เธอเคยหวงแหนก็บวมแดงทันที…
ณ มุมมืดมุมหนึ่งของห้อง เจ้าดวงซวยลอยตัวอยู่เงียบเชียบ
วิญญาณร้ายลอบมองผลงานตรงหน้าพลางยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายชัดถึงความพึงพอใจในอานุภาพแห่งความซวยที่ตนเพิ่งสำแดงออกไป