ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 377 ภาพลักษณ์พังทลาย
บทที่ 377 ภาพลักษณ์พังทลาย
ซูเยว่เฟยตกใจจนกระโจนถอยหลัง เขาถอยกรูดจนเสียหลักล้มก้นจ้ำลงกับพื้น!
ชุดเจ้าสาวสีแดงฉานก้าวรุกเข้ามาอีกหนึ่งก้าว พลางชูแขนเสื้อทั้งสองข้างขึ้นเด่นชัด…
“ผี… ผี… ผีหลอก!”
ลำพังการขยับแขนเสื้อก่อนหน้ายังพอหาเหตุผลมาหักล้างได้
ยามนี้มันกลับก้าวเดินมุ่งหน้ามาหาเขาเข้าจริง ๆ
ภาพตรงหน้าพิสูจน์ชัดแจ้งว่าภายใต้ผ้าคลุมนั้นไร้ไม้แขวนเสื้อค้ำยัน ปราศจากเส้นลวดดึงรั้ง หรือกลไกใดรองรับ กระทั่งซูเยว่เฟยยังสังเกตเห็นด้วยตาตนเองว่าชายกระโปรงสีแดงสดนั้นกำลังลอยเด่นอยู่เหนือพื้นดินอย่างน่าขยะแขยง
“ท่านพี่…” เสียงกระซิบเบาหวิวราวกับจะเลือนหายไปในอากาศพลันดังแว่วขึ้นอีกหน คราวนี้มันกลับแจ่มชัดคล้ายดังอยู่ข้างใบหู ทั้งยังเปี่ยมด้วยเสียงแห่งความโศกเศร้าและความรักอันลึกซึ้ง…
ทันใดนั้น ชุดเจ้าสาวสีแดงพลันพุ่งทะยานเข้าหาเขาด้วยความเร็วสูง!
“!!” เขากระโดดพรวดขึ้นมาเองยังไม่รู้ตัว ก่อนวิ่งไปหลบหลังซู่เป่าโดยไม่ทันยั้งคิด
ซูเหอเหวิน “…”
ซูเหอเวิน “…”
หานหาน “…”
“ลุงสามคะ เมื่อกี้คุณลุงบอกว่าไม่กลัวไม่ใช่เหรอ?” ซู่เป่าอึกอักเล็กน้อย
“…”
“ลุงสามคะ เมื่อกี้คุณลุงจะพูดอะไรนะ? ผี… ผีอะไรนะคะ?” หานหานพูดเสริม
ซูเยว่เฟยตระหนักได้ทันทีว่าภาพลักษณ์อันน่าเกรงขามของตน พังทลายลงจนไม่อาจสร้างภาพคืนได้อีกต่อไป
เขาแสร้งกระแอมไอแก้เก้อพลางกดเสียงต่ำกลบเกลื่อน “ชุดเจ้าสาวนั่นดูท่าจะไม่ใช่อุป…”
ทว่าคำว่า ‘อุปกรณ์’ ยังไม่ทันหลุดพ้นจากริมฝีปาก ชายหนุ่มกลับต้องชะงักงัน เมื่อพบว่าอาภรณ์สีแดงซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกลกลับอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย!
มันหายวับไปกับตาในชั่วพริบตาเดียวจริง ๆ
ลมหนาวระลอกหนึ่งพัดผ่าน ทุกคนต่างสัมผัสได้ถึงความเยือกเย็นแล่นเข้าสู่ขั้วหัวใจ ทั้งแผ่นหลัง ลำคอ และหนังศีรษะต่างพากันเย็นวาบจนขนลุกชันไปทั่วร่างกาย
ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างพากันวิ่งหนีไปกบดานอยู่หลังฉากกั้นบริเวณประตูชั้นในด้วยความตระหนก ซอกมุมระหว่างประตูชั้นในกับฉากกั้นนี้ค่อนข้างลับตา แต่ด้านบนกลับไร้หลังคาปกคลุม
ซู่เป่าเองก็เริ่มเครียดไปกับบรรยากาศอันแสนกดดันขึ้นทุกที
‘เกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย!’
‘กำลังเล่นซ่อนหากันอยู่เหรอ?’
ทุกคนต่างส่งสัญญาณให้กันเงียบเสียง ซู่เป่าจึงจำต้องนิ่งสนิทพลางหดคอหลบตามพวกพี่ ๆ ไปด้วย
ยามนั้นเอง ณ ลานเรือนด้านนอก ชุดเจ้าสาวสีแดงสดค่อย ๆ ลอยละล่องผ่านหน้าไป มันควานหาทิศทางไปรอบกาย
“ท่านพี่… ท่านอยู่ที่ใด…” เสียงคร่ำครวญโหยหวนดังระงมสะท้อนลานบ้านอันอ้างว้าง “ออกมาหาข้าเดี๋ยวนี้…”
ซูเยว่เฟยรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งกาย คราวนี้เขามองเห็นได้ถนัดตาว่าอาภรณ์ชุดนั้นไม่ได้มีสิ่งใดฉุดดึงรั้งไว้ แต่มันกลับขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้เองจริง ๆ!
วิญญาณในชุดเจ้าสาวควานหาไปทั่วอย่างไร้จุดหมาย ครู่ต่อมาก็หายลับไปยังสุดปลายระเบียงทางเดินยาว ทุกคนเพิ่งจะลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก กลับต้องเผชิญกับสุ้มเสียงอันน่าสะพรึงกลัวราวกับหลุดออกมาจากหนังสยองขวัญ…
“พวกเจ้า… อยู่นี่กันเองรึ…” เสียงนั้นแจ่มชัดและแผ่วเบาเหมือนคนกำลังเล่นซ่อนหาแล้วหาจนเจอ
ทุกคนต่างแหงนหน้ามองขึ้นไป ก็เห็นชุดเจ้าสาวสีแดงลอยเด่นอยู่เหนือศีรษะ!
“โอ๊ย! บ้าเอ๊ย บ้าที่สุด!” นี่คือเสียงของซูเหอเวิ่น
“อ๊ายยยย! ผีหลอก มีผีจริง ๆ ด้วย!” นี่คือเสียงหานหาน
“ซู่เป่า!” ซูเหอเหวินแผดร้องเรียกน้องสาว
ส่วนซูเยว่เฟยนั้น…
เขาคว้าตัวซู่เป่าขึ้นอุ้มด้วยมือเดียวพร้อมกับออกตัววิ่งสุดฝีเท้า มืออีกข้างยังลากซูเหอเวิ่นติดมาด้วย ส่วนหานหานพุ่งทะยานออกไปก่อนเพื่อน คราวนี้เธอกลับมาครองแชมป์ความเร็วอันดับหนึ่งได้อีกครั้ง
ซูเหอเหวินคว้าหมับเข้าที่เท้าของซู่เป่าจนรองเท้าของน้องสาวหลุดติดมือออกมาข้างหนึ่ง
ทุกคนพากันวิ่งเตลิดเปิดเปิงเหมือนมันฝรั่งถูกขุดขึ้นมาเป็นพวง พร้อมเสียงกรีดร้องระงมไปทั่วบริเวณ
“??” ซู่เป่าเธอรีบหยิบยันต์กระดาษสีเหลืองออกมาแผ่นหนึ่ง พลางโบกมือเล็ก ๆ โยนออกไป “ผีร้ายจงถอยไป!”
เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังขึ้นรอบหนึ่ง ก่อนที่ชุดเจ้าสาวสีแดงจะมลายหายไปอีกครั้ง
“ทำยังไงดี หนูอุตส่าห์ตั้งใจเล่นนะ! ชุดแดงเมื่อกี้คือคุณหนูหลานที่พี่ชายเล่าให้ฟังใช่ไหมคะ?!” หานหานร้องไห้โฮ
ซู่เป่าส่ายหน้า นึกในใจว่าพี่หานหานเหตุใดปฏิกิริยาถึงได้ช้าบ้างเร็วบ้างแบบนี้
หากไม่ใช่เจ้าสาวคนนั้นแล้วจะเป็นใครได้อีกล่ะ
“พอที เลิกเล่นกันได้แล้ว ลุงจะโทรหาลุงใหญ่เดี๋ยวนี้ ให้เขาส่งคนมารับเราออกไป” ซูเยว่เฟยตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
ตู๊ด… ตู๊ด… หมายเลขที่ท่านเรียกไม่อยู่ในพื้นที่ให้บริการ
“…”
เขาไม่อาจยอมเชื่อสายตาจึงพยายามกดโทรอีกครั้ง คราวนี้แม้แต่ขีดสัญญาณก็หายวับไปสิ้น
ชายหนุ่มนิ่งอึ้งไปทันที
“ไม่ต้องกลัวนะคะ อย่ากลัวเลย” ซู่เป่าเอ่ยปลอบใจ “เราแค่ต้องตามหาเจ้าบ่าวที่หายไปให้เจอ เท่านี้ก็ได้ออกไปแล้วค่ะ!”
หากไม่เอ่ยถึงเจ้าบ่าวก็ยังพอทำใจดีสู้เสือได้ พอพูดถึงฝ่ายชายซึ่งยังไม่ปรากฏกายออกมาจนถึงตอนนี้ กลับยิ่งทวีความน่าสะพรึงกลัวหนักกว่าเดิม ซูเหอเวิ่นฝืนกลืนน้ำลายอึกใหญ่ขณะบอกตัวเองว่าไม่กลัว
‘เขาไม่กลัวเลยสักนิด… ก็มีน้องสาวอยู่ตรงนี้ทั้งคนนี่นา!’
ซูเหอเหวินขยับเข้าไปชิดซู่เป่า ส่วนซูเหอเวิ่นก็ก้าวตามเข้ามาพร้อมกัน ด้านหานหานนั้นถึงขั้นกอดแขนน้องสาวไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
แม้แต่ ซูเยว่เฟย… ก็ยังคว้ามือซู่เป่าไว้แน่นเช่นกัน
ครู่ก่อนหน้านี้ยังเป็นซูเยว่เฟยคอยกุมบังเหียนพานำเด็ก ๆ เมื่อสถานการณ์กลับตาลปัตร กลายเป็นซู่เป่าต้องแบกภาระพาเด็กโตและเด็กเล็กกลุ่มใหญ่เคลื่อนที่ไปพร้อมกัน
“พี่ชายคะ… รองเท้าของหนู… ” เธอเอ่ยเสียงเบา
ซูเหอเหวินเพิ่งได้สติว่ารองเท้าของซู่เป่ายังติดอยู่ในมือตน เขาจึงรีบสวมกลับคืนให้เธอทันควัน
เมื่อสวมรองเท้าเสร็จสรรพ ซู่เป่าก็ยืนเท้าสะเอวสั่งการ “เอาละ! ตอนนี้ถึงตาพวกเราบ้างแล้ว ไปตามหาคุณป้าผีคนนั้นกันเถอะ!”
ทุกคนเท้าแข็งทื่อดั่งหยั่งรากลึก ไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่ปลายนิ้ว ซู่เป่าจึงพยายามตะเกียกตะกายก้าวไปข้างหน้าอย่างทุลักทุเล ก่อนหันมาค้อนขวับมองบรรดาพี่ชายด้วยสายตาหมดหนทาง
“พากันเกาะหนูแน่นขนาดนี้ หนูจะเดินไปยังไงไหวคะ!” เด็กน้อยส่งเสียงประท้วง
ซูเหอเหวินนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนรวบรวมความกล้าเอ่ยถามหยั่งเชิงด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “จำเป็นต้องไปตามหาเจ้าสาวคนนั้นจริง ๆ เหรอ?”
“ถ้าพวกพี่ไม่อยากไปก็ไม่เป็นไรค่ะ หนูไปเองก็ได้ พวกพี่รอหนูอยู่ตรงนี้นะ!” ซู่เป่าขบคิดครู่ใหญ่
‘เอาเถอะ… ไปด้วยกันย่อมดีกว่า’
ในที่สุดซู่เป่าจึงเริ่มขยับเท้าด้วยความทุลักทุเลอีกครั้ง เธอพาพรรคพวกสำรวจไปทั่วตั้งแต่เรือนปีกตะวันออก วนกลับไปยังเรือนหลักซึ่งเป็นห้องหอ ตลอดจนห้องหนังสือและเรือนปีกอีกฝั่ง ตรวจสอบจนครบถ้วนแต่กลับไม่พบร่องรอยใด ๆ
ยามนี้หลงเหลือเพียงเรือนท้ายอันเป็นส่วนของสนามหลังบ้านเท่านั้น ทุกคนก้าวผ่านประตูบานที่สามมาหยุดยืนอยู่ตรงทางเข้าลานหลัง
เบื้องหน้ามืดสลัวชวนขนหัวลุก ไอเย็นเยือกพุ่งเข้าหาพวกเขาทันที ซู่เป่าชะงักฝีเท้าลงกะทันหัน คิ้วเล็ก ๆ ขมวดมุ่นเข้าหากันแน่น เธอสัมผัสได้ถึงอันตรายที่คืบคลานอยู่รอบตัว
‘เกิดอะไรขึ้นกันแน่?’
‘ใครกันที่ซ่อนตัวอยู่ข้างในนั้น??’