ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 376 ลุงคนที่สามตัดสินใจครั้งที่เสียใจที่สุด
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 376 ลุงคนที่สามตัดสินใจครั้งที่เสียใจที่สุด
บทที่ 376 ลุงคนที่สามตัดสินใจครั้งที่เสียใจที่สุด
หน้าประตูเรือนหลักมีชุดเจ้าสาวสีแดงสดตั้งตระหง่านอยู่
‘ใช่แล้ว… มีเพียงชุดเจ้าสาว แต่ไร้เงาผู้สวมใส่’
ปลายแขนเสื้อกลับวางซ้อนทับกันอยู่บริเวณหน้าท้อง ราวกับมีใครบางคนกำลังยืนสงบนิ่งอยู่ตรงนั้นเพื่อรอต้อนรับพวกเขาอย่างมีมารยาท
“แม่เจ้า! ขนาดฉันเป็นผียังขนลุกเลย!” ผีขี้ขลาดถึงกับหลุดอุทานแล้วรีบหันไปกระซิบกับซู่เป่า “เด็กน้อย ถ้าไม่ไหวก็เลิกเล่นเถอะนะ เดี๋ยวพี่อุ้มหนูหนีออกไปเอง”
ฝ่ายผีเจ้าชู้ยื่นหน้าออกมายาวเหยียดพลางทำเสียงเล็กเสียงน้อย “ปล่อยฉันออกไปหน่อยเถอะ อยากเห็นจังว่าแม่นางชุดแดงคนนี้น่ารักแค่ไหน”
ซู่เป่ากดเสียงต่ำจนเป็นเพียงเสียงกระซิบ “ชู่ว… อย่าส่งเสียงสิคะ เดี๋ยวเธอก็หนีไปหรอก… ห้ามรังแกผีในบ้านผีสิงนะ!”
พูดจบเด็กน้อยก็จัดการยัดบรรดาวิญญาณจอมวุ่นกลับเข้าสู่น้ำเต้าวิญญาณด้วยมือเปล่า
ซูเหอเวิ่นได้ยินคำพูดนั้นแล้วอยากจะร้องไห้ออกมาดัง ๆ
‘สรุปแล้วใครกันแน่ที่กำลังหลอกใคร?’
‘ดูยังไงก็เหมือนพวกเรามากกว่านะที่โดนหลอกจนวิ่งหนีขวัญกระเจิงน่ะ!’
พี่ชายผู้ขี้ขลาดทั้งยังต้องฝืนทำแต้มให้ถึง KPI รวบรวมความกล้าที่หลงเหลืออยู่เอ่ยถามเสียงสั่นพร่า “ซู่เป่า… นี่ใช่ผีหรือเปล่า? เป็นพวกประเภท X หรือ Y กันแน่?”
“หนูเองก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ” ซู่เป่าจ้องมองชุดเจ้าสาวตรงหน้าแล้วส่ายหัว
X คือพวกวิญญาณดุร้ายรึเปล่านะ? แล้ว Y นี่มันแทนผีประเภทไหนกันแน่…
ซูเหอเวิ่นตีความผิดไปไกล ยิ่งคิดก็ยิ่งหวาดกลัวในใจ ขนาดน้องสาวยังแยกแยะไม่ออกว่าตรงหน้าคือวิญญาณอาฆาตหรือผีร้าย แสดงว่าเจ้าตัวนี้ต้องฤทธิ์เดชไม่ธรรมดาแน่!
‘หรือว่า… มันจะไม่ใช่ผี?’
ซูเยว่เฟยหน้าซีดเผือดไปเล็กน้อย ตอนนี้เขาเพิ่งจะเริ่มคุมลมหายใจได้ จึงแสร้งเอ่ยอย่างใจเย็น “ไม่ต้องกังวลไปหรอก ไม่ใช่ผีสางที่ไหนหรอก แค่เสื้อผ้าธรรมดาเท่านั้นเอง”
ชายหนุ่มคิดว่าพนักงานแต่งเป็นผีคงถอนตัวออกไปหมดแล้ว กลับนึกไม่ถึงว่าจะทิ้งชุดเจ้าสาวมาตั้งวางไว้แบบนี้
ซูเยว่เฟยรู้สึกหมดหนทางพลางเริ่มมีโทสะเล็กน้อย หากทำให้เด็ก ๆ ขวัญหายขึ้นมาจะทำอย่างไร?
พี่ใหญ่ต้องสั่งกำชับไว้แล้วแน่ว่าห้ามทำให้เด็กตกใจ พนักงานพวกนี้ทำงานภาษาอะไรกัน
ซู่เป่าฟังคำปลอบของลุงสามแล้วพยักหน้าตาม “อืม… ไม่จำเป็นต้องเป็นผีเสมอไป แต่อาจเป็น ‘วัตถุต้องคำสาป’ ก็ได้นะคะ”
เหมือนรอยเท้าปริศนาที่เคยตามคุณพ่อมาครั้งก่อนนั่นไง…
ซูเหอเวิ่นย่อมจดจำเรื่องรอยเท้าคู่นั้นได้ดี ผีทุกตนที่น้องสาวเคยมองเห็น เขาล้วนจดลงสมุดบันทึกเล่มเล็กไว้จนครบถ้วน
‘เอาอีกแล้วสินะ… สิ่งลึกลับระบุตัวตนไม่ได้ บางครั้งมันก็น่ากลัวกว่าผีเสียอีก……’
“งั้นลมเมื่อกี้ก็คือมันสินะ?” เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่
หานหานโผล่หัวออกมาหลังจากหลบซ่อนไปพักใหญ่ ความกลัวเริ่มถูกแทนที่ด้วยความโมโห เธอโพล่งออกมาด้วยความหยิ่งยโส “งั้นเราก็เผามันไปเลยสิ! ฆ่ามันทิ้งซะ!”
ซูเหอเหวินผู้เงียบขรึมมาตลอดกลับเอ่ยเสียงเรียบ “บางทีนี่อาจเป็นเบาะแสสำคัญ”
ทุกคนต่างรู้สึกว่าข้อสันนิษฐานนี้ดูเข้าที
ในบ้านผีสิง สิ่งที่ปรากฏขึ้นมามักจะเป็นคำใบ้หรือเบาะแสเสมอ
ตามกฎทั่วไปของเกม ย่อมไม่มีสิ่งใดปรากฏขึ้นโดยไร้สาเหตุ
พวกเขากลับไม่เฉลียวใจเลยว่า… หากสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าไม่ใช่เพียงกลไกหลอกเด็กในเกม ทว่าเป็น ‘ของจริง’ ขึ้นมาล่ะ?……
“ไม่ต้องกลัว ลุงสามจะไปสำรวจดูให้เอง” ซูเยว่เฟยเอ่ยคำตัดสินใจที่เขาจะต้องเสียใจที่สุดในชีวิตออกมา
ในความคิดของเขา หากไม่ใช่ภูตผีปีศาจย่อมจัดการได้โดยง่าย…
โลกใบนี้จะมีวิญญาณหลอกหลอนดาหน้าออกมามากมายขนาดนั้นได้อย่างไรกัน…
“ลุงสามคะ ให้หนูไปเองดีกว่าค่ะ” ซู่เป่ารีบฉุดรั้งมือเขาไว้ทันควัน ทว่าชายหนุ่มเพียงลูบศีรษะเด็กน้อยเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู ในฐานะผู้ใหญ่ เขาจะปล่อยให้เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ เดินนำหน้าไปเผชิญอันตรายได้อย่างไร
“ไม่เป็นไรหรอก ลุงไม่ได้กลัวเลยสักนิด”
เมื่อครู่เพียงแค่เหตุการณ์มันกะทันหันเกินไป จึงทำให้ตกใจไปบ้างเท่านั้นเอง
“ลุงสามไม่กลัวจริง ๆ นะคะ?” ซู่เป่าเงยหน้าถามย้ำด้วยความกังวล
“อืม ไม่กลัวเลย” ซูเยว่เฟยหัวเราะในลำคอเบา ๆ
เขาก็เป็นผู้ใหญ่ ไม่ใช่เด็กแบบซูเหอเวิ่นหรือหานหาน ที่จะเอาแต่หลบอยู่หลังหลานสาวเช่นนั้น
ซู่เป่าพยักหน้าแล้วนึกในใจว่าลุงสามกล้าหาญจริง ๆ กล้ากว่าลุงสี่ตั้งเยอะแน่ะ!
“งั้นลุงสามระวังตัวด้วยนะคะ!” ซู่เป่าสำทับ “พวกเราจะคอยระวังหลังให้ค่ะ”
“ไม่เป็นไร พวกหลานอยู่ตรงนี้เถอะ คอยเฝ้าทางเข้าประตูนี้ไว้” ซูเยว่เฟยเอ่ยขัด
บริเวณลานชั้นในที่เพิ่งก้าวเข้ามานี้ พวกเขายังตรวจสอบห้องหับต่าง ๆ ได้ไม่ทั่วถึงเลยแม้แต่ห้องเดียว
หากชุดเจ้าสาวชุดนี้คือสิ่งที่พนักงานจงใจนำมาวางเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจล่ะ?
หากมัวแต่จดจ่ออยู่กับชุดนี้ จนเปิดโอกาสให้ใครบางคนแอบย่องอ้อมไปทางลานหน้าบ้าน พวกเขาก็คงคว้าน้ำเหลวหาเบาะแสไม่เจอเป็นแน่
“เราล็อกประตูชั้นสองไว้ก่อนดีไหมคะ” ซู่เป่าจึงกระซิบเสนอแนะ
ไม่ทันขาดคำ ซูเยว่เฟยกลับก้าวเดินมุ่งหน้าออกไปเสียแล้ว
ชายหนุ่มก้าวเดินด้วยฝีเท้าหนักแน่นมั่นคง ค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้ชุดมงคลชุดนั้นพลางพินิจพิจารณาด้วยความถี่ถ้วน
อาภรณ์สีแดงฉานยังคงดูใหม่เอี่ยม ไร้ละอองฝุ่นเกาะกุม ทั้งยังมีรอยจีบพับคมกริบราวกับเพิ่งผ่านการตัดเย็บมาหมาด ๆ
ทั่วทั้งชุดปักลวดลายวิจิตรบรรจง รับกับมงกุฎหงส์และผ้าคลุมหน้าสีแดงสว่างแลดูงดงามจับตา
ทว่าแขนเสื้อทั้งสองข้างวางซ้อนกันอยู่บริเวณหน้าท้อง คล้ายถูกยึดโยงไว้ด้วยเส้นด้ายขนาดเล็กหรือกระดุม…
ซูเยว่เฟยอดชื่นชมในใจไม่ได้ว่า บ้านผีสิงแห่งนี้ใส่ใจรายละเอียดไม่น้อย อุปกรณ์ประกอบฉากทุกชิ้นล้วนทำออกมาด้วยความใส่ใจ
เขาเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าอาภรณ์สีแดงสด ยามนี้ระยะห่างระหว่างเขากับชุดมงคลเหลือเพียงแค่เอื้อมมือเท่านั้น ชายหนุ่มเพ่งพินิจชุดแต่งงานตรงหน้าขณะเตรียมเดินวนสำรวจรอบ ๆ เพื่อค้นหาเบาะแสที่อาจซ่อนอยู่
ทว่าในวินาทีนั้นเอง เขาพลันเห็นชุดแต่งงานขยับไหวเล็กน้อย
มันค่อย ๆ โน้มตัวลงต่ำ คล้ายกำลังค้อมกายทำความเคารพเขาด้วยท่วงท่าอ่อนช้อย
ซูเยว่เฟยชะงักกึก จ้องมองชุดนิ่งไม่ยอมหยัดกายขึ้นพร้อมขบคิดด้วยว่า กลไกนี้ทำได้อย่างไรกัน?
เมื่อเพ่งมองในระยะประชิด เขากลับต้องประหลาดใจเมื่อพบว่ารอบกายชุดแต่งงานนี้ไร้ซึ่งราวแขวนเสื้อค้ำยัน ด้านหลังไม่ได้มีสิ่งใดเกี่ยวยึดไว้ ทั้งยังไร้เงาสลิงหรือเส้นลวดขึงดึงแม้แต่น้อย
ตอนแรกเขาคาดเดาว่าภายในชุดคงมีราวตากผ้าหรือแกนเหล็กซ่อนอยู่ แต่พอมันค้อมตัวลง แผ่นหลังกลับโค้งมนเป็นส่วนโค้งดูเป็นธรรมชาติราวกับสรีระของมนุษย์ยามก้มตัว…
ภายในนั้นว่างเปล่า ปราศจากโครงสร้างแข็งกระด้างใด ๆ ทั้งสิ้น
จู่ ๆ ซูเยว่เฟยก็ได้ยินเสียงแผ่วเบาดังแว่วมาตามลมว่า “…ท่านพี่…”
สิ้นเสียงกระซิบนั้น ชุดแต่งงานพลันยื่นแขนเสื้อข้างหนึ่งออกมาหาเขา ราวกับกำลังตัดพ้อต่อว่าเหตุใดเขาจึงปล่อยให้นางค้อมกายนิ่งนานถึงเพียงนี้
“!!!”