ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มที่ 14 บทที่ 403 เปลี่ยนเส้นทางระหว่างทาง
หลินชิงเวยไม่อาจอยู่ว่างแม้แต่วันเดียว วันทั้งวันต้องการให้ซินหรูประคองนางออกไปเดินข้างนอกเรือน คฤหาสน์หลังนี้ยังคงเป็นคฤหาสน์ที่เซียวจิ่นซื้อให้นาง พ่อบ้านและแม่ครัวถู กเปลี่ยนเป็นชุดใหม่แล้วจริงๆ หลินชิงเวยเดินไปเดินมาจนทั่วคฤหาสน์
นับตั้งแต่นางตื่นขึ้นมาก็เจริญอาหารเป็นอย่างมาก ก่อนหน้านี้ล้วนอาศัยอาหารเหลวและยาเพื่อยื้อชีวิต มาบัดนี้นางคิดว่านางกินวัวได้ทั้งตัวเลยทีเดียว
แม่ครัวของคฤหาสน์หลังนี้ทำอาหารอร่อยจริงๆ
แม้ซินหรูจะตักเตือนว่าระหว่างพักฟื้น ร่างกายจำต้องทานอาหารรสอ่อนเป็นหลัก แต่หลินชิงเวยกินอาหารรสอ่อนแล้วรู้สึกหดหู่นี่นา นางต้องกินปลากินเนื้อจึงจะกระปรี้กระเปร่า หากซิน หรูไม่ทันระวัง หลินชิงเวยก็จะเดินลูบพุงไปแอบกินอาหารในห้องครัว
กระทั่งแม่ครัวก็พูดว่า “คุณหนูซินหรูเจ้าคะ กินอาหารได้ถือเป็นวาสนา ไม่สู้อย่าไปตั้งข้อบังคับเรื่องอาหารการกินของแม่นางเลย ข้าจะพยายามทำอาหารให้รสอ่อนลงหน่อยและสลับอาหารให ห้หลากหลายยิ่งขึ้น”
ซินหรูเห็นว่าตนเองไม่อาจห้ามปรามได้ จึงไม่ไปกะเกณฑ์แม่ครัวอีกแล้ว นางร่วมกินอาหารกับหลินชิงเวยทุกมื้อ เนื้อและปลาไม่เคยขาด เพียงแต่ไม่ให้รสชาติเผ็ดเกินไป
หลินชิงเวยเจริญอาหาร กินข้าวได้มาก อาการเจ็บป่วยจึงดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
นางถือตะเกียบเคาะลงบนจานกับข้าวที่ว่างเปล่า เรอออกมาเสียงดังแล้วพูดราวกับครุ่นคิดว่า “ดูท่าแล้วเป็นหมอมิอาจไร้คุณธรรมเช่นกัน กะเกณฑ์อาหารการกินของคนไข้เกินไปจะทำให้เกิดควา ามเคียดแค้นได้ ร่างกายฟื้นฟูได้ช้าไม่ว่า เมื่อต้องมาเจอด้วยตนเอง ต่อไปกฎเกณฑ์เหล่านี้ต้องปรับเปลี่ยนเสียบ้าง”
ซินหรู “…”
เมื่อถึงเดือนสามของฤดูวสันต์ สภาพอากาศอบอุ่นขึ้นแล้ว บุปผานับร้อยชนิดเริ่มประชันขันแข่งกันเบ่งบาน ภายในเรือนมีกลิ่นดอกไม้อ่อนๆ อบอวลไปทั่ว แม่นางบนถนนด้านนอกสวมอาภรณ์ของ ฤดูวสันต์เดินไปมา เมื่อเข้าสู่ฤดูวสันต์นับได้ว่าเป็นชีวิตที่มีอิสระและออกท่องเที่ยวอย่างมีความสุข
ในแคว้นต้าเซี่ย ชาวบ้านใช้ชีวิตอย่างอิสระ สตรีไม่จำเป็นต้องถูกกักตัวให้อยู่ในบ้านตลอดชีวิต
หลินชิงเวยพักฟื้นร่างกายอีกเดือนหนึ่ง เวลานี้สุขภาพของนางหายดีแล้ว รอยแผลเป็นเริ่มมีผิวใหม่ที่งอกขึ้นมา แม้ว่าจะดูแล้วอัปลักษณ์ยิ่งนัก แต่เมื่อเวลาเนิ่นนานไปก็เลือนรางลง ช้าๆ นางรักษาใบหน้าของนางด้วยตัวเอง รอยแผลเป็นบนใบหน้าจางลงมากจริงๆ แต่ยังคงมองเห็นรอยแผลเป็นทันที
หลินชิงเวยเก็บสัมภาระข้าวของ นางมอบคฤหาสน์ให้พ่อบ้านดูแล จากนั้นพาซินหรูไปจากเมืองหลวง หากต่อไปนางไม่กลับมาอีกแล้ว คฤหาสน์หลังนี้ก็มอบให้พ่อบ้านและแม่ครัวอาศัยอยู่ต่อไป พวกเขาดูแล้วเป็นคนซื่อสัตย์เช่นกัน
คนทั้งสองนั่งอยู่ในรถม้า ซินหรูซื้อของกินเล่นจากร้านของว่างมาเต็มกระบุง ทางหนึ่งกินขนมทางหนึ่งถามว่า “พี่สาว ต่อไปพวกเราจะไปที่ไหนเจ้าคะ?”
หลินชิงเวยอารมณ์ดีไม่เลว นางเอนกายอยู่ในรถม้าด้วยท่าทางเกียจคร้าน “พี่สาวไม่ค่อยคุ้นเคยกับแคว้นต้าเซี่ยนัก ดังนั้นจึงไม่รู้เหมือนกัน เอาเป็นว่าไปถึงไหนก็ถึงนั่นเถิด”
ซินหรูฟุบร่างกับหน้าต่างรถม้า สายลมแห่งวสันตฤดูพัดโชยมา นางยื่นศีรษะออกไปครึ่งหนึ่ง พูดอย่างเบิกบานใจ “วันนี้อากาศดีจริงๆ มีคนมากมายออกจากเมืองไปท่องเที่ยวเจ้าค่ะ”
รถม้าของหลินชิงเวยและซินหรูปะปนอยู่ระหว่างรถม้าที่ออกไปท่องเที่ยวนอกเมือง เพียงแต่รถม้าที่ออกไปท่องเที่ยวนอกเมืองจะออกจากเมืองหลวงไปไม่ไกลเท่าใดนัก เมื่อเดินทางไปเรื่อยๆ กระ ะทั่งมาถึงทางแยกบนภูเขา สุดท้ายจึงเหลือเพียงรถม้าของหลินชิงเวยคันเดียวที่ยังคงเดินทางต่อไปบนเส้นทางหลวงเพียงลำพัง
สองข้างทางของเส้นทางหลวงเป็นเทือกเขาสีเขียวที่ซ้อนตัวกันชั้นแล้วชั้นเล่า ซินหรูไม่เคยออกจากเมืองหลวงมาก่อน ยามนี้นางได้ไปจากสถานที่ที่ทำให้คนแทบจะหายใจไม่ออก จึงสัมผัสก กับความรู้สึกอิสระและอากาศอันสดชื่นอย่างเต็มที่ นางหักใจหดศีรษะกลับเข้ามาในรถม้าไม่ได้ และหักใจที่จะพักผ่อนไม่ได้ นางได้แต่เบิกตากว้างมองวิวทิวทัศน์ตลอดเวลา
ซินหรูหัวเราะโง่งม “พี่สาว ท่านดูสิเจ้าคะ ภูเขานั้นเขียวเหลือเกิน ยังมีอีก ยังมีอีก แม่น้ำเล็กๆ สายนั้นน้ำใสเหลือเกิน เมื่อก่อนนอกจากนกพิราบที่ข้าเคยเห็นในวังแล้ว ยังไม่ เคยเห็นนกพิราบฝูงใหญ่บินอยู่บนท้องฟ้าเช่นนี้มาก่อนเลยเจ้าค่ะ!”
หลินชิงเวยที่หลับตาลงพักผ่อนราวกับมองเห็นทัศนียภาพข้างนอกได้ตามที่ซินหรูร้องเจื้อยแจ้วไม่หยุดเช่นกัน อากาศสดชื่นค่อยๆ พัดเข้ามาทางหน้าต่าง ริมฝีปากของนางมีรอยยิ้มอย่างไม่รู เนื้อรู้ตัว
เดินทางไปราวๆ ครึ่งวัน เดิมทีทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี ทว่ารถม้ากลับหยุดลงกะทันหัน จึงทำให้ศีรษะของซินหรูโขกกับขอบหน้าต่างรถม้าอย่างช่วยไม่ได้ นางนวดหน้าผาก เบิกตามองไปเห็นว ว่ารถม้าออกจากเส้นทางหลวงกำลังมุ่งหน้าไปบนเส้นทางเล็กๆ ที่อยู่ด้านข้าง
ดูเหมือนพวกนางไม่ได้สั่งให้เลือกใช้เส้นทางเล็กเปลี่ยวเช่นนี้
ซินหรูรู้สึกไม่ชอบมาพากลทันที ศีรษะถูกโขกจนมึนงง นางเลิกผ้าม่านประตูรถม้า คิดจะพูดกับคนขับรถม้าว่าเขามาผิดทางแล้ว ไหนเลยจะคิดว่าเมื่อจ้องมองไปจึงเห็นว่าคนขับรถม้านอนไม ม่ได้สติอยู่ด้านข้าง และมีบุรุษชุดดำแปลกหน้ามาทำหน้าที่ขับรถม้าแทน
ซินหรูถามอย่างระแวดระวัง “เจ้าเป็นใคร? เหตุใดเขาจึงหมดสติ?”
บุรุษชุดดำไม่คิดจะพูดจา แต่เมื่อเห็นงูสีเหลืองตัวเล็กๆ โผล่ขึ้นมาจากหัวไหล่ของซินหรูและค่อยๆ เลื้อยขึ้นมา เขาจึงไม่อาจไม่พูดว่า “คุณหนูนั่งให้ดีก่อน มีเรื่องใดอยากจะถามให ห้ไปถามแม่นางที่อยู่ข้างในนั้น”
ซินหรูมองเขาอย่างหวาดระแวง เมื่อดูท่าทางของเขาแล้วน่าจะเป็นคนประเภทเดียวกับเสี่ยวฉี ล้วนปฏิบัติตามคำสั่งทั้งสิ้น เมื่อพิจารณารูปร่างของเขากับรูปร่างของตนแล้ว อืม ดูเหมือน นจะแตกต่างกันมาก เรื่องใช้กำลัง ตนเองสู้เขาไม่ได้แน่ ดังนั้นนางยังคงผลุบเข้ามาในรถม้าในที่สุด นางนั่งลงข้างกายหลินชิงเวยแล้วพูดว่า “เหตุใดข้างนอกจึงมีคนชุดดำ เขาตีคนขับร รถม้าจนหมดสติแล้วเปลี่ยนเส้นทาง พี่สาว พวกเราควรทำอย่างไรเจ้าคะ?”
หลินชิงเวยไม่ได้นอนหลับ นางได้ยินบทสนทนาระหว่างซินหรูและชายชุดดำนั้นชัดเจน นางเลิกผ้าม่านหน้าต่างขึ้นดูแล้วปล่อยลงพร้อมกับพูดอย่างใจเย็น “อย่างไรก็ต้องหาสถานที่สักแห่ง เพื่อค้างแรม”
ยามนี้ท้องฟ้าใกล้มืดแล้ว และไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใดจึงจะไปถึงหัวเมืองถัดไป หลินชิงเวยคิดไม่ถึงว่านางจะต้องมาเยือนสถานที่แห่งนี้อีกครั้ง ต่อไปสะพานส่วนสะพาน ทางส่ วนทาง ทุกคนต่างเดินบนเส้นทางของตนเองก็ดีอยู่แล้ว แต่ชัดเจนยิ่งนักว่ามีคนบางคนไม่คิดเช่นนี้ และกำลังรอคอยนางอยู่มิใช่หรือ?
รถม้าวิ่งอยู่บนเส้นทางค่อนข้างเปลี่ยวและขรุขระ หลินชิงเวยส่งเสียงถามออกไป “เจ้าพบพวกเราได้อย่างไร?”
คำถามนี้ย่อมไม่ใช่ซินหรูเป็นผู้ถาม ชายชุดดำที่ทำหน้าที่ควบคุมรถม้าได้ยินแล้วจึงตอบว่า “พวกเราตามแม่นางมาพักหนึ่งแล้วจึงแน่ใจขอรับ”
ซินหรูถามอีกว่า “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพวกเราจะผ่านเส้นทางนี้?”
“ไม่รู้ขอรับ แต่นายท่านมีคำสั่ง ให้ส่งคนแปดคนไปเฝ้าทุกเส้นทางที่จะออกจากเมือง แม่นางไม่ปรากฏตัววันหนึ่ง พวกเราก็เฝ้าอีกวันหนึ่ง”
ซินหรู “หากพวกเราไม่ปรากฏตัวเลยเล่า?”
“เช่นนั้นพวกเราก็เฝ้าต่อไปจนกว่าแม่นางจะปรากฏตัว”
ซินหรูถาม “นายท่านของเจ้าคือผู้ใด?” มาถึงวันนี้ ผู้ที่รู้ว่าพี่สาวของตนยังไม่ตายมีไม่มาก ซินหรูคิดดูแล้วย่อมไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ จึงถามอย่างใจกล้าอีกว่า “เขารู้ได้อย่างไรว ว่าพี่สาวของข้ายังมีชีวิตอยู่?”
ชายชุดดำตอบ “นายท่านไม่รู้ขอรับ นายท่านเพียงแต่ไม่เชื่อ”
ต่อมาซินหรูถามคำถามเขาอีกมากมาย นางเห็นคนชุดดำยังนับได้ว่าเป็นคนที่พอใช้ได้ เจ้านายของเขาก็น่าจะไม่มีเจตนาร้ายอันใด ดังนั้นจึงถามว่า “นี่เจ้าจะพาพวกเราไปที่ไหนกัน?”