ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มที่ 14 บทที่ 402 มีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดี
เวลานั้นเขาต้องการบอกกับเซียวอี้ว่า เจ้าดูสิ หลินชิงเวยที่เจ้าเชื่อใจ แท้จริงเป็นคนของเจิ้น นางยืนอยู่ข้างเจิ้น นางฟังเพียงคำสั่งของเจิ้นเท่านั้น ที่นางเจตนาเข้าใกล้เจ้ าก็เพื่อล่อให้เจ้าเดินเข้ามาติดกับของเจิ้นทีละก้าวๆ เจ้ามีอะไรให้อวดดีเล่า?
ที่จริงเขาก็เหมือนกับเซียวอี้เช่นกัน เห็นชัยชนะอยู่ข้างหน้า ในจิตใจเต็มไปด้วยความอวดดีและเห็นตนเองเป็นใหญ่ ถึงขั้นลืมตัวหลงระเริงนิดๆ เวลานั้นเขามิได้เลือกที่จะปกป้องคุ้มค ครองหลินชิงเวยไว้ข้างหลังตนเอง แต่กลับเลือกที่จะผลักนางออกไปอยู่บนคมหอกคมดาบข้างหน้าสุด คำพูดที่เขาพูดออกไปเปรียบเสมือนคมดาบล่องหนที่กรีดลงบนผิวเนื้อและจิตวิญญาณของห หลินชิงเวยครั้งแล้วครั้งเล่า
อาจเป็นเพราะนี่คือความทะเยอทะยานของผู้เป็นฮ่องเต้ ขอเพียงได้นั่งลงในตำแหน่งนั้น ย่อมจำเป็นที่จะเติบโตและเรียนรู้ตามกาลเวลาที่ผันผ่าน
หลินชิงเวยถูกบีบให้อยู่ตรงกลาง มีความจนใจมากมายและไม่อาจทำอย่างที่ใจต้องการได้ ถึงท้ายที่สุดนางเพียงแค่ยืนอยู่ข้างตน
หรือนางได้ตัดสินใจทำเช่นนี้ตั้งแต่แรกแล้ว ดังนั้นนางจึงรับปากเซียวจิ่นว่าจะใช้ตนเองเป็นเหยื่อล่อให้เซียวอี้เข้ามาติดกับ
หลินชิงเวยเป็นคนกระจ่างแจ้งเกินไป จิตใจของคนผู้หนึ่งใส่อะไรไว้บ้าง สุดท้ายสิ่งใดคือสิ่งสำคัญที่สุด เมื่อเซียวจิ่นเปิดโปงนางต่อหน้าเซียวอี้ นางก็รู้แล้วว่าสำหรับเซียวจิ่ นแล้วนั้น สิ่งใดคือสิ่งสำคัญที่สุด
ดังนั้น ความอบอุ่นและคำปลอบโยนเหล่านี้ที่เขาพูดหลังจากเกิดเรื่อง ไม่พูดเสียยังดีกว่า
เซียวจิ่นพูดไม่ออก หลินชิงเวยเองก็ไม่อยากฟังเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ นางจึงเอ่ยขัดคำพูดของเขา “ขั้นตอนเป็นอย่างไรไม่สำคัญ อย่างไรฝ่าบาทก็ได้ผลสรุปอย่างที่ตนเองต้องการแล้วมิใช่หรื อ? เจ้ากระจ่างแจ้งอย่างยิ่ง เมื่อแรกข้ารับปากว่าจะช่วยเจ้า มิใช่ด้วยความเสน่หาแต่เป็นเพราะคุณธรรม ฝ่าบาทไม่จำเป็นต้องรู้สึกอะไรทั้งสิ้น เวลานี้เรื่องราวได้คลี่คลายลงแล้ว จิตใจ ของฝ่าบาทย่อมผ่อนคลายลง” หยุดไปครู่หนึ่งนางพูดอีกว่า “ในเมื่อข้าตื่นขึ้นมาแล้ว ฝ่าบาทไม่จำเป็นต้องมาเยี่ยมข้าอีก รอให้ข้าฟื้นฟูสุขภาพให้แข็งแรงดีก็จะพาซินหรูไปจากที่นี่ ”
ในใจเซียวจิ่นลนลานอย่างปราศจากสาเหตุ แต่ในที่สุดเขาทำได้เพียงแค่พยักหน้า “แต่หากเจ้ายังยินดีที่จะรั้งอยู่ที่นี่ เจิ้นจะรับผิดชอบเจ้า…ใบหน้าของเจ้า…”
“ใบหน้าของข้า?” หลินชิงเวยอดยกมือขึ้นลูบใบหน้าของตนเองไม่ได้ หากมิใช่เป็นเพราะเซียวจิ่นพูดขึ้นมา นางยังไม่รู้สึกด้วยซ้ำว่าใบหน้าของตนผิดปกติ ยามนี้ทันทีที่มือสัมผัสกับ ใบหน้า ปลายนิ้วกลับสัมผัสกับใบหน้าครึ่งหนึ่งที่ตั้งแต่หางตาลงไปนั้นไม่เรียบนัก นั่นเป็นรอยแผลเป็นไม่ใหญ่ไม่เล็ก สีหน้าของหลินชิงเวยไม่ได้มีความเป็นทุกข์อันใด “นี่เป็นรอยแ แผลที่ไฟไหม้ครั้งนั้นเหลือเอาไว้ ฝ่าบาทไม่ต้องเป็นห่วง ใบหน้าของข้า ข้าย่อมรับผิดชอบเอง ใช้เวลาสักพักหนึ่งก็จะดีขึ้นเอง”
เซียวจิ่นทอดถอนใจ “เมื่อเป็นเช่นนี้ ดูเหมือนข้าคิดหาเหตุผลอื่นเพื่อรั้งให้เจ้าอยู่ที่นี่ไม่ออกอีกแล้วเช่นกัน ช่างเถิด ข้าจะรักษาคำพูด ปล่อยเจ้าเป็นอิสระจริงๆ” เขายิ้มให้หลิน นชิงเวย “ยังมีองครักษ์ลับรอบๆ คฤหาสน์นั้น ข้าได้สั่งให้พวกเขาสลายตัวแล้ว พ่อบ้านและแม่ครัวล้วนเปลี่ยนใหม่หมด เจ้าจะได้รักษาตัวอยู่ที่นี่อย่างสงบและวางใจ ต่อไปไม่ว่าเจ้าไปถึ งที่ใด ข้าจะไม่ส่งคนไปตรวจสอบและสะกดรอยตามเจ้าอีก”
หลินชิงเวย “ขอบพระทัยฝ่าบาทเพคะ”
“ชิงเวย ได้พบกับเจ้าเป็นวาสนาของข้า”
หลินชิงเวยหัวเราะ ทว่าไม่ยอมรับหรือปฏิเสธ อาจเป็นเพราะเซียวจิ่นกลับไปครั้งนี้ก็จะไม่มีข้ออ้างมาเยี่ยมนางอีกแล้ว เวลานี้ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นการจากลาของพวกเขาจริงๆ สิ่งที่ควรพูด ดได้พูดไปหมดแล้ว สุดท้ายเซียวจิ่นกลับหักใจจากไปไม่ได้
หลินชิงเวยมีรอยแผลเป็นครึ่งใบหน้า ดูอย่างไรก็เป็นภาพที่ไม่น่าดูนัก แต่เซียวจิ่นกลับรู้สึกว่าท่าทางสงบนิ่งของนางกลับยิ่งน่าหลงใหล
เซียวจิ่นพูดอีกว่า “วันนั้นข้าหาเจ้าพบก่อน จึงประกาศข่าวการตายของเจ้าออกไป เซ่อเจิ้งอ๋องหาเจ้าไม่พบ เจ้าอยากรู้หรือไม่ว่าต่อมาเขาเป็นอย่างไร?”
สีหน้าของหลินชิงเวยกระจ่างแจ้งยิ่งนัก นางพูดเรียบๆ “เรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้า ข้าไม่อยากรู้”
“ได้ ข้าไม่พูด” เขากล่าว “เช่นนั้นข้าไปแล้ว”
“อืม”
“เจ้ารักษาด้วย” เซียวจิ่นรีรอ “ต่อไปหากเจ้ายังยินดีที่จะกลับมา ไม่ว่าจะเป็นเมื่อใด ข้าล้วนยินดียิ่ง”
“อาจจะไม่มีวันนั้น”
ไม่มีอะไรต้องพูดอีกแล้ว เซียวจิ่นได้แต่หมุนกายเดินออกจากเรือนไป ใบหน้าคมสันหนุ่มแน่นเต็มไปด้วยความจนปัญญาและขมขื่น หลินชิงเวยนั่งพิงหัวเตียง ปิดดวงตาทั้งคู่ลงพักผ่อนอย่าง งไม่ยินดียินร้าย
หลังจากเซียวจิ่นจากไป ซินหรูจึงรู้ว่าหลินชิงเวยตื่นขึ้นแล้ว นางวิ่งเข้ามาในห้องกอดหลินชิงเวยแล้วปล่อยเสียงร้องไห้โฮ
หลินชิงเวยเห็นนางร้องไห้จนดวงตาทั้งคู่แดงก่ำราวกับกระต่ายน้อยจึงอดที่จะรู้สึกอุ่นวาบกลางใจมิได้ นางลูบผมของซินหรู “ข้าตื่นขึ้นมาแล้ว เจ้าก็เอาแต่ร้องไห้ ดูเหมือนไม่ค่อยเป ป็นมงคลเท่าใดนัก”
ซินหรูสะอึกสะอื้นเช็ดน้ำตา “ผู้อื่น…ผู้อื่นดีใจ หากพี่สาวยังนอนต่อไปเช่นนี้ ข้าก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรแล้วเจ้าค่ะ”
“ยาที่ข้าดื่มนั้นเป็นยาที่เจ้าเป็นคนจัด?”
ซินหรู “ตอนแรกฝ่าบาทตามหาท่านหมออาวุโสที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองหลวงมารักษาพี่สาวก่อน เป็นยาที่เขาจัด เพียงแต่ข้าได้เพิ่มยาเข้าไปอีกสองตัว พี่สาวดื่มแล้วรู้หรือเจ้าคะ ะ?”
หลินชิงเวยเหน็บจอนผมให้ซินหรู “อืม เจ้าทำได้ไม่เลว ร้องไห้พอหรือยัง?”
“ดูเหมือนจะพอแล้วเจ้าค่ะ…”
“ไป ไปหยิบกระจกมาให้ข้า”
ซินหรูมองใบหน้าของหลินชิงเวย “พี่สาว อย่าดูเลยเจ้าค่ะ”
หลินชิงเวยมองนางแล้วพูดว่า “ไม่ดูแล้วจะรักษามันให้หายดีได้อย่างไรเล่า?”
เห็นหลินชิงเวยไม่มีสีหน้าท้อแท้อันใด ซินหรูจึงค่อยๆ เกิดความกระตือรือร้น “ใช่แล้วเจ้าค่ะ พี่สาวจะต้องรักษาให้หายดีได้แน่ และจะทำให้ใบหน้าของพี่สาวนวลเนียนเรียบลื่นกว่าเม มื่อก่อนด้วย!”
เมื่อขนย้ายกระจกสำริดมาส่องดู หลินชิงเวยมองหน้าตนเองในกระจกแล้วรู้สึกแปลกหน้าอยู่บ้าง รอยแผลเป็นบนใบหน้านั้นไม่น่าดูยิ่งนัก แต่ไม่เป็นไร นางมีวิธีรักษาให้หาย รอให้ได้ใบ หน้าใหม่ก็จะเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่เช่นกัน
นางปลดอาภรณ์เพื่อตรวจสอบบาดแผลทั่วร่างกายของตน บาดแผลสำคัญล้วนเป็นซินหรูที่ทำแผลให้ การทำแผลของซินหรูพัฒนาอยู่ในขั้นดียิ่ง ด้วยในสองเดือนนี้ได้เปลี่ยนยาและทำแผลตาม มเวลา บาดแผลจึงฟื้นฟูได้พอสมควร แม้ว่าจะยังไม่ได้สมานตัวสนิทดี เมื่อขยับร่างกายมากหน่อยก็ยังรู้สึกไปถึงบาดแผล
แต่นี่ไม่ส่งผลกระทบต่อการลงจากเตียงมาเดินเหินของนาง เชื่อว่าในเวลาอีกไม่นานบาดแผลสองแห่งบนร่างกายของหลินชิงเวยจะหายดี เมื่อได้รับบาดเจ็บกลับไม่รู้สึกอันใด แต่บัดนี้หลิน นชิงเวยเห็นบาดแผลบนร่างกายของตนเองแล้วกลับรู้สึกว่าเจ็บ
เคราะห์ดีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บจนถึงชีวิต หาไม่แล้วนางคงจบชีวิตลง
เพียงแต่ต้องนับว่านางนั้นดวงแข็งจริงๆ ใต้ฝ่าเท้าเหยียบถูกกับระเบิด คนอื่นล้วนถูกระเบิดจนร่างกระเด็นไปไกล นางกลับยังมีแขนขาครบถ้วนและรอดชีวิต เคราะห์ดีที่เวลานั้นต้นไม้ที อยู่ด้านบนถูกเผาจนล้มโค่นลงมาทับกับระเบิดไว้พอดิบพอดี และนางก็ล้มลงได้อย่างทันเวลา แรงระเบิดมหาศาลนั้นจึงถูกกดทับเอาไว้ให้บรรเทาเบาบางลง เวลานั้นนางรับรู้ได้เพียงแค่ ว่าดินอันไหม้เกรียมกำลังฝังนางทั้งเป็น บนโลกนี้เต็มไปด้วยความสงบอย่างที่สุด
หลินชิงเวยเชื่อเหลือเกินว่า เมื่อรอดชีวิตจากเคราะห์ภัยครั้งใหญ่ย่อมต้องมีโชคในภายหลัง และนางที่เป็นภัยร้ายนี้จะต้องมีอายุยืนยาวแน่นอน
สำหรับที่เซียวจิ่นพูดว่านางไม่มีความต้องการจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเท่าใดนัก แต่ในเมื่อตอนนี้มีชีวิตรอดแล้ว นี่อาจเป็นลิขิตสวรรค์เช่นกัน เช่นนั้นตายไปย่อมไม่สู้มีชีวิตอยู่ต่อไป น นางไม่เพียงแต่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่นางยังต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างมีความสุข