ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มที่ 14 บทที่ 404 มิใช่พบหน้ากันอีกแล้ว
“ไปถึงแล้วก็รู้เอง”
“คืนนี้พวกเราต้องค้างแรมที่นั่นหรือ? ไม่มีบ้านเรือนต้องค้างแรมในภูเขา?”
“ไม่ใช่”
“เช่นนั้นมีอาหารกินหรือไม่? เวลานี้สภาพอากาศอบอุ่นเช่นนี้ อาหารจะเน่าเสียหรือไม่?”
“…”
“นี่ เจ้าคงไม่ได้หลอกลวงพวกเราหรอกนะ? คิดว่าพวกเราไม่เคยออกจากเมืองหรือไร ข้าบอกเจ้าไว้ก่อน หากเจ้ากล้าเล่นลูกไม้อะไร ชาตินี้ชีวิตของเจ้าก็จบสิ้นแล้ว”
“…”
“ใช่แล้ว เจ้ายังไม่ได้บอกกับข้าว่าเจ้านายของเจ้าเป็นใคร?”
“…”
แม้กระทั่งหลินชิงเวยก็ยังรู้สึกตกตะลึงอยู่บ้าง ซินหรูถามมากมายเช่นนี้ มิน่าเล่าภายหลังไม่ว่าซินหรูจะถามสิ่งใด เขาล้วนปฏิเสธที่จะตอบ...
สุดท้ายซินหรูถามอีกว่า “เจ้ารำคาญข้าใช่หรือไม่?”
ชายชุดดำนั้นคิดๆ แล้วตอบว่า “…มีบ้าง”
มาถึงปลายทางในเวลาพลบค่ำ ซินหรูมองออกไปจากหน้าต่างเห็นคฤหาสน์หลังหนึ่งตั้งอยู่บนภูเขา ด้านหน้ามีสระบัว ดอกบัวในสระกำลังออกดอกตูม คาดว่าจะบานในอีกไม่กี่วันข้างหน้า นางรู้ สึกว่าปัญหาเหล่านั้นที่นางถามก่อนหน้านี้ล้วนไม่ใช่ปัญหา
บ่าวชายในคฤหาสน์ออกมาต้อนรับ ซินหรูและหลินชิงเวยลงจากรถม้า ซินหรูได้แต่ฟุบกายลงข้างสระน้ำ มองปลาคาร์ฟในสระบัวพร้อมกับส่งเสียงอุทานด้วยความตื่นเต้น
เมื่ออยู่ในวังนางไม่ค่อยได้เห็นทัศนียภาพงดงามเช่นนี้
เส้นขอบฟ้ากลายเป็นสีแดงเรื่อในเวลาพลบค่ำ ทว่ากลับถูกม่านหมอกโอบล้อมเอาไว้ราวกับเป็นดินแดนของเทพเซียน ด้านในของสระบัวมีเป็ดยวนยาง [1] มาจากที่ไหนก็ไม่รู้ นกที่กำลังบิน กลับรังบินผ่านขอบฟ้าลับหายไปบนเหลี่ยมเขาและแนวป่า
หลินชิงเวยยืนอยู่ข้างกายซินหรู เห็นนางยืดกายออกไปกว่าครึ่งลงไปในสระน้ำ เกรงว่าทันทีที่นางเดินจากไป ซินหรูก็จะตกลงไปในน้ำโดยไม่ทันระวัง ได้ยินเสียงพูดจาไม่หยุดของซิน นหรู ทำให้นางพลอยอารมณ์ดีไปด้วย
ยามนี้ชายชุดดำได้เดินเข้าไปข้างในเพื่อรายงาน คนในคฤหาสน์ได้ยินแล้วเกิดความเคลื่อนไหว รีบวิ่งออกมาด้านนอก
ร่างในชุดแดงวิ่งออกมาจากประตู พาดผ่านหางตาของหลินชิงเวย
เป็นหลีเช่อ
ม่านตาของหลีเช่อขยายราวกับไม่อยากจะเชื่อว่าสตรีที่ยืนอยู่เบื้องหน้านี้คือหลินชิงเวย เขายืนอยู่ข้างหลังหลินชิงเวยและขยับลูกกระเดือก เกรงว่าจะเป็นการรบกวนนางจึงได้แต่รอใ ให้นางหันกลับมา ทว่ากลับเป็นใบหน้าแปลกหน้า
ทั้งเมืองซั่งจิง คนทั้งหมดต่างรู้ว่านางตายไปแล้ว เขาได้ข่าวจากแหล่งข่าวที่แม่นยำของเมืองซั่งจิง ฮ่องเต้จัดพิธีศพให้นางด้วยตนเอง โลงศพของนางถูกเคลื่อนย้ายส่งกลับไปยังสุสาน สกุลหลินของจวนอัครมหาเสนาบดี นับแต่นั้นมาซั่งจิงไม่มีข่าวคราวเกี่ยวกับนางแม้เพียงครึ่งส่วน
หลีเช่อไม่มีวันลืมเหตุการณ์ในคืนนั้นที่นางเร่งให้เขาพาเซียวอี้หนีไป คำพูดทุกประโยคของนางเต็มไปด้วยความมั่นใจและเข้มแข็ง หากนางสิ้นชีวิตไปในค่ำคืนนั้นจริงๆ หลีเช่อคงต้อ องอยู่กับความเสียดายไปชั่วชีวิต
ต่อมาหลีเช่อเพิ่งจะกระจ่างแจ้งในภายหลังว่า ในคำพูดที่นางเอ่ยออกมานั้น เขามีความสำคัญเพียงใด
ทุกคนล้วนมีช่วงเวลาที่ไม่อาจทำตามที่ใจปรารถนาได้ สิ่งที่นางไม่อาจทำได้อย่างใจปรารถนา มีมากกว่าตนมากมายนัก สิ่งเหล่านี้มิใช่การแย่งชิง ไม่ใช่ว่านางยินดีที่จะเข้ามาเกี่ยวพัน และ ะไม่ใช่นางยินดีที่จะยืนอยู่ตรงกลางอย่างลำบากใจ ไม่ว่าจะเดินหน้าหรือถอยหลังล้วนเป็นเรื่องยากทั้งสิ้น หากคิดจะหาวิธีที่จะปลอดภัยทั้งสองฝ่าย นั่นจะเป็นเรื่องง่ายดายเช่นนั้นหรือ
“หลินชิงเวย?” หลีเช่อเอ่ยปากออกมาเบาๆ ในที่สุด เขาเรียกชื่อของนางออกมา
หลินชิงเวยได้ยินเสียงนี้จึงค่อยๆ หมุนกายกลับมา หลีเช่อเห็นสีหน้าท่าทางของหลินชิงเวยแล้วรู้สึกคุ้นเคย แต่ในความคุ้นเคยกลับมีความรู้สึกแปลกหน้าปนเปอยู่ด้วย เพียงเพราะใบหน้าข ของนางมีรอยแผลเป็น
รูปโฉมของนางถูกทำลาย ถูกทำลายลงในกองเพลิง และกองเพลิงเหล่านั้นล้วนเป็นเขาที่ก่อขึ้น
หลีเช่อเบิกตากว้าง มองนางนิ่งนานโดยพูดอะไรไม่ออก เขาเปล่งเสียงออกมาได้เพียงคำเดียว “เจ้า…”
หลินชิงเวย “อย่างไรเล่า ไม่รู้จักแล้วหรือไร”
ซินหรูหันหน้ากลับมามองประเมินหลีเช่อ นี่เป็นการพบกันครั้งแรกระหว่างนางและหลีเช่อ ซินหรูจึงได้แต่ตกตะลึง พี่สาวชุดแดงที่อยู่เบื้องหน้านางนี้มีรูปโฉมงดงามเหลือเกิน!
“ข้ายังคิดว่า…” อารมณ์ของหลีเช่อสับสนยุ่งเหยิงอย่างที่สุด ทั้งประหลาดใจ ดีใจและปวดใจพัวพันกัน ส่งผลให้เขาไม่อาจพูดออกมาได้
เขาพยายามยิ้ม “ช่างเถิด สามารถเห็นเจ้ามีชีวิตอยู่ที่นี่ก็เพียงพอแล้ว ไปเถิด เข้าไปด้านใน มีคนรอเจ้าอยู่”
พูดแล้วหลีเช่อก็หมุนกายเดินนำหน้าเข้าไป
เมื่อเดินผ่านระเบียงของเรือนหลังเล็ก หลินชิงเวยพลันหยุดลง นางหันไปมองซินหรูที่ฟุบตัวอยู่บนระเบียงทางเดินเพื่อมองปลาตัวเล็กที่แหวกว่ายอยู่ในน้ำ หลินชิงเวยพูดว่า “หากเ เจ้าชอบ ให้รอข้าอยู่ที่นี่ได้ อีกประเดี๋ยวข้ากลับมา”
ซินหรู “ได้เจ้าค่ะ”
ต่อมาหลีเช่อนำหลินชิงเวยเดินไปถึงเรือนหลังเล็กอันเงียบสงบที่อยู่ลึกที่สุดของคฤหาสน์ ภายในสวนเต็มไปด้วยหมอกที่ปกคลุมลงมา บุรุษรูปร่างสูงเพรียวในอาภรณ์สีเรียบยืนอยู่ใต้ต้นส สน ข้างต้นสนมีบ่อน้ำที่ใช้หินภูเขาก่อสร้างขึ้น บนหินภูเขามีน้ำไหลลงมาไม่ขาดสาย
เมื่อพบหน้ากันอีกครั้ง หลินชิงเวยแค่มองเงาร่างด้านหลังของเขาก็พลันรู้สึกว่าตนเองแทบจะไม่รู้จักเขา
เซียวอี้หันกลับมาเห็นนาง สายตานั้นหรี่ลงเล็กน้อย เขาจ้องมองใบหน้าของนางเนิ่นนานไม่พูดจา
ต่อมายังคงเป็นหลินชิงเวยที่เอ่ยปากขึ้นก่อน “ท่านให้คนไปพาตัวข้ามากลางทางก็เพื่อจะให้ยืนมองกันอยู่ที่นี่โดยไม่พูดจาใช่หรือไม่?”
เซียวอี้ได้สติพูดกับนางว่า “เวยเวย มานั่งนี่”
หลินชิงเวยและเซียวอี้นั่งลงข้างโต๊ะไม้ใต้ต้นสน เซียวอี้ใช้น้ำจากภูเขาต้มชาให้นาง เขาพูดว่า “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ตาย แม้คนทั้งใต้หล้าจะเข้าใจว่าเจ้าตายไปแล้ว”
หลินชิงเวยดื่มชาแล้วกล่าวว่า “อาจเป็นเพราะบนโลกนี้ยังต้องการคนซึ่งเป็นภัยร้ายเช่นข้าหลายคน ดังนั้นเท้าทั้งคู่ของข้าจึงห่างจากประตูผี…เพียงเล็กน้อย”
“ก็ใช่ หากบนโลกนี้ล้วนมีแต่คนดี เช่นนั้นจะเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายเพียงใด ดังนั้นนี่จึงเป็นเหตุผลว่าเหตุใดข้ายังมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้” เซียวอี้มองนางแล้วพูดว่า “หากมิใช ช่ข้าให้คนเฝ้าประตูเมืองเอาไว้ เจ้าคิดจะจากไปเช่นนี้ใช่หรือไม่ แม้กระทั่งคำกล่าวลาก็ไม่มี นับตั้งแต่นี้ไปไม่มีข่าวคราว?”
หลินชิงเวย “เช่นนั้นไม่ดีหรือ? มีชีวิตดีหรือไม่ เกี่ยวอะไรกับผู้อื่น? แล้วจำเป็นต้องให้ผู้อื่นรู้เห็นด้วยหรือ?”
เซียวอี้ “เคราะห์ดีที่ข้าค่อนข้างเข้าใจเจ้า บาดแผลที่ได้รับบาดเจ็บเล่า หายดีแล้ว?”
หลินชิงเวยมองเขา “ท่านก็มิใช่หายดีแล้วเช่นกัน”
เซียวอี้จำได้ว่าคืนนั้นเมื่อเขาใช้กระบี่แทงร่างของหลินชิงเวย เขาคลุ้มคลั่งจนไม่เหลือสติและเหตุผลใดๆ ความเจ็บปวดในใจของเขาต่อความพ่ายแพ้ที่ถูกกำหนดเอาไว้นั้น ทำให้สติขอ องเขาถึงขั้นพังทลายลงอย่างแท้จริง เขาทั้งรักทั้งแค้นสตรีที่อยู่เบื้องหน้าเขาอย่างที่สุด ชิงชังเหลือเกินที่มิอาจให้นางได้ลิ้มรสความเจ็บปวดที่เขากำลังเผชิญหน้าอยู่
แต่ในความจริงนั้น ความเจ็บปวดของนางมิได้น้อยกว่าคนอื่นเลย เพียงแต่ในยามปกตินางปิดบังอำพรางไว้เป็นอย่างดี คำพูดประโยคนั้นของนาง “เซียวอี้ ท่านสังหารข้าเถิด” เปรียบเสมือน การใช้คมดาบกรีดลงไปในหัวใจแล้วทิ้งร่องรอยเอาไว้ ทำให้คนรู้สึกเจ็บปวดไปทั่วร่าง
ตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่เขาเห็นนางร่ำไห้
เพียงแต่ตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างในเวลานั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว เมื่อนึกขึ้นมาคราใดก็ได้แต่ทอดถอนใจ
เซียวอี้เสียกิริยา ยกมือขึ้นลูบรอยแผลเป็นบนใบหน้าของหลินชิงเวย นางมิได้หลบเลี่ยง ปล่อยให้มือข้างนั้นแนบลงไปบนใบหน้า สัมผัสถึงความไม่เรียบลื่นที่ชัดเจนนั้น ให้ความรู้สึก เจ็บปวดเล็กน้อย
————————
[1] เป็ดยวนยาง คือ เป็ดแมนดาริน