ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 476 หลานสาวบ้านเจ้าทำมาจากทองเหรอ
“หลานสาวคนเล็กของพี่หม่ายังวาดรูปเป็นด้วยเหรอ” สะใภ้เก้าเอาแขนกระทุ้งท่านย่าหม่าแล้วถามด้วยความสงสัย
ท่านย่าหม่ามองหลานสาวคนเล็กที่ตั้งกระดานวาดรูปอยู่ไกลๆ ยิ้มจนเห็นรอยตีนกา
นางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย “อืม ด้านศิลปะเก่งทุกอย่าง”
อันที่จริงเมื่อก่อนท่านย่าหม่าก็งงอยู่ว่านางไปเรียนมาตอนไหน
พอถามเจ้าสามกับเมีย สองคนนั้นก็พูดว่า “เรียนมาตลอด เรียนมาตั้งแต่เด็ก”
งั้นทำไมไม่สอนพวกงานเย็บผ้าด้วยล่ะ
ทักษะที่ใช้ในชีวิตประจำวันทำไม่เป็นแม้แต่น้อย
โตขนาดนี้แล้ว แค่เย็บเสื้อซับในก็ยังต้องให้พวกพี่สาวช่วย มนุษย์สัมพันธ์ดี ใครก็ยอมช่วย อย่าคิดว่านางไม่รู้
ส่วนเรื่องขึ้นเขาตัดฟืนนั่นยิ่งแล้วใหญ่ หลานสาวถือเคียวท่าทางเงอะงะ ดูพั่งยาทำงานนะ เห็นแล้วเหนื่อยแทน ชวนให้อดตะโกนออกไปไม่ได้ว่า ‘เลิกทำเถอะ’ ดูก็รู้ว่าไม่เคยลงสวน ไม่เคยตัดฟืน ไม่เคยขุดผัก แยกไม่ออกระหว่างหญ้ากับผัก
อันที่จริงไม่ใช่แค่ท่านย่าหม่าที่คิดว่าลูกสามกับสะใภ้สามไม่ได้เรื่อง ไม่ได้สอนอะไรที่เป็นประโยชน์ เป็นลูกชาวสวน เรียนพวกนั้นไปทำไม
แม้แต่พวกยายๆ อย่างเก่อเอ้อร์นิวตอนแรกสุดก็คิดแบบนี้
แต่ก็ต้านความสามารถเฉพาะตัวของซ่งพั่งยาไม่ได้ ‘หาเงินเก่ง’
ไม่ว่าจะเป็นขนมเค้ก ขนมปังดำ หรือเต้าหู้นม ของพวกนี้ล้วนทำเงินได้ทั้งนั้น
แล้วจะไม่ให้ยอมสยบได้ยังไง
ฝีมือเฉพาะตัวแบบนี้ทำให้ปากของพวกนางหุบสนิท
อีกทั้งยังเห็นด้วยกับคำพูดของซ่งฝูเซิง “คนเราถนัดไม่เหมือนกัน บนโลกนี้ไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบ ไม่เก่งเรื่องนี้ แต่กลับโดดเด่นเรื่องอื่น”
อืม มีเหตุผลเหลือเกิน
ตอนที่เหล่ายายๆ ได้ยินคำพูดนี้เป็นครั้งแรก ความรู้สึกแรกก็คือ ถ้าพวกเด็กผู้หญิงในบ้านมีความสามารถโดดเด่นเรื่องทำงานหาเงินคงจะดี ถ้าเป็นแบบนั้น ต่อให้เย็บปักถักร้อยไม่เป็นก็ไม่ใช่ปัญหา พวกนางเย็บให้ได้
เวลานี้พวกยายๆ ที่มาร่วมทำเต้าหู้นมพอได้ฟัง ไม่ใช่แค่วาดรูป เก่งศิลปะทุกอย่างเลยเหรอ
ต่างไม่กล้าสงสัย ดูจากสีหน้าภาคภูมิใจของคนเป็นย่าสิ แค่นี้ก็รู้แล้วว่าเรื่องจริง
สะใภ้เก้า จึ๊ๆๆ ลูกสาวหัวหน้าทีม วันหน้าไม่ออกเรือนกับคนที่ดีกว่าหลานสาวคนโตของนางเลยเหรอ
พวกป้าอ้วนแซ่ไป๋เขย่งเท้าชะเง้อมอง “ป้าหม่า ได้ยินมาว่าคนอื่นเขาวาดดอกไม้วาดหญ้า เช่นนั้นหลานสาวคนเล็กของป้าหม่านั่งอยู่ตรงแปลงเพาะปลูก วาดอะไรเหรอ”
ยายคนอื่นๆ “นั่นสิ ตรงแปลงเพาะปลูกมีอะไรให้น่าวาด”
ยายหวังแย่งพูด ทำสีหน้าประมาณว่าพวกเจ้าช่วงไม่มีความรู้ “นั่นเรียกว่าภาพบันทึก”
ยายหวังเก่งจริงๆ ได้ยินซ่วนเหมียวจื่อพูดพึมพำมั่วซั่วก็ยังจำมาได้
ซ่งฝูหลิงวาดภาพบันทึกเรื่องราว ภาพการทำงานของหมู่บ้านเหรินจยา
บนแปลงเพาะปลูกผืนใหญ่ พวกผู้ชายหลายคนกำลังทำงาน
ในภาพนั้นผู้ชายบางคนเอามือทุบเอว บางคนเข็นเครื่องมือเกษตรที่ซ่งฝูเซิงดัดแปลงอยู่ตลอด บางคนเอาผ้าขนหนูบนคอเช็ดเหงื่อ
บางคนมือกำลังขุดดินอยู่ ยืนอยู่ในร่องน้ำแต่กลับหันมามองพวกเด็กๆ ที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาเขียนหนังสือ
ทุกวันตอนที่ซ่งฝูหลิงวาดภาพคือเวลาที่พวกเด็กๆ หัดเขียนอักษร
ก่อนหน้านี้ ไม่ต้องสนว่าเวลาเรียนจะอลหม่านขนาดไหน พอถึงเวลาที่ต้องเปลืองกระดาษเปลืองน้ำหมึกเขียนอักษร พวกเด็กๆ ตัวป้อมก็จะนั่งบนเก้าอี้เตี้ยอย่างเงียบๆ เอาสมุดวางบน ‘โต๊ะตัวเล็ก’ ที่ใช้เก้าอี้ตัวใหญ่มาเป็นโต๊ะเรียนชั่วคราว เด็กยุคโบราณแต่ละคนตั้งหน้าตั้งตาเขียน
กระดาษกับน้ำหมึกล้วนเป็นเงิน ขายราคาแพงมาก เป็นเงินจากน้ำพักน้ำแรงของพ่อแม่
ในภาพวาด ห่างจากพื้นที่เพาะปลูกนี้ไปไม่ไกลคือแม่น้ำของหมู่บ้านเหรินจยา
ริมแม่น้ำมี ‘ชิงช้าสวรรค์’
ชิงช้าสวรรค์นั้นถูกทำมาอย่างลวกๆ ดูก็รู้ว่าใบพัดที่ดึงดูดแรงลมมาแค่พอใช้งานได้ เชือกที่ผูกถังตักน้ำก็ไม่สมดุลกัน ใช้มือทำล้วนๆ
น้ำในแม่น้ำที่เย็นเฉียบถูกกังหันน้ำวักขึ้นมา เสียงซู่ซ่าไหลลงรางน้ำ
ซ่งฝูหลิงกำลังวาดดวงอาทิตย์ที่อยู่ตรงขอบฟ้า ภูเขากับต้นสนเป็นพื้นหลัง
ทันใดนั้นพวกผู้หญิงที่มีหน้าที่ส่งข้าวก็มา
ซ่งฝูหลิงบอกพวกเด็กๆ ว่าเขียนต่อไปห้ามเสียสมาธิ แต่ตัวเองกลับวางพู่กันลง
สายตาเบนไปยังแม่ตัวเองกับพวกป้าสะใภ้รองที่กำลังคุมเกวียน
เหล่าสตรีงานครัว คุมเกวียนมาที่แปลงเพาะปลูกอย่างยากลำบาก มือกำแส้ยาวแน่น บนเกวียนมีถังใส่อาหารหลายถัง
ลมตะวันออกเฉียงเหนือพัดมา ทำให้ผ้าโพกศีรษะของสตรีส่งข้าวเหล่านี้ยุ่งเหยิง
ซ่งฝูหลิงคิดในใจ นางต้องวาดฉากนี้เข้าไปด้วย วาดผ้าโพกหัวที่ถูกลมพัด วาดใบหน้าของผู้หญิงพวกนั้นที่ถูกลมฤดูใบไม้ผลิพัดจนหน้ายับ
วาดตอนพวกนางมาถึงแปลงเพาะปลูก เคาะถังไม้ ไม่มีความอายแบบหญิงสาว มีเพียงรอยยิ้มที่สดชื่น ในมือมีกระบวย แหกปากตะโกนเสียงดัง “กินข้าวได้แล้ว!”
ระยะเก้าลี้สิบลี้ยังได้ยิน
เสียงดังก้องกังวานนั้นครอบคลุมไปทั่วพื้นที่เพาะปลูกแห่งนี้ สภาพแวดล้อมบ่มเพาะคน ดูแล้วน่าสนุก
ซ่งฝูหลิงยิ้มพลางหันกลับมา พอดูกระดานวาดภาพของตัวเองรอยยิ้มก็หายไป
บทจะหายก็หายไป
กระดานวาดภาพของนางน่าเศร้าเหลือเกิน กระดาษวาดภาพมันน่าเวทนาเหลือเกิน
อยากวาดทั้งหมดยัดใส่ลงไปในรูปเดียว แต่ไม่มีกระดาษใหญ่ขนาดนั้นให้นางวาด
ในเวลาเดียวกัน พวกสะใภ้เก้าที่อยู่กับพวกท่านย่าหม่าก็ได้ลงไปที่ห้องเก็บของใต้ดินของพวกคนที่อยู่อีกฝั่งของแม่น้ำเป็นครั้งแรก
เป็นอีกครั้งที่ได้สัมผัสกับความพิเศษของ ‘ลูกสาวหัวหน้าทีม’
เก่อเอ้อร์นิว “อย่าแตะนะ นั่นเป็นน้ำแข็งทั้งหมด”
ยายๆ ในหมู่บ้านที่ตามมา “พวกเจ้าเก็บน้ำแข็งไว้มากขนาดนี้ทำไม”
ใครจะไปรู้ว่าพั่งยาจะทำอะไร เอาเป็นว่าอย่าไปแตะมัน
พวกป้าอ้วนแซ่ไป๋สูดดม ขยับเข้าไปใกล้ลังไม้ที่ซ้อนกันอยู่สูงภายในห้องใต้ดิน “ในนี้ใส่อะไรไว้เหรอ”
ยายรองซ่งบอกนาง “นมแท่งของพั่งยา”
“เยอะขนาดนี้เลยเหรอ พวกเจ้าทำเป็นแท่งได้ด้วยเหรอ”
“อืม เด็กเล็กเยอะ” ยายรองซ่งตอบด้วยท่าทางเหมือนเป็นเรื่องปกติ
ท่านย่าหม่ากำลังรวมกลุ่มให้ทุกคนเอาพวกเนยแข็งที่หลานสาวคนเล็กของนางตุนไว้มาห่อด้วยกระดาษไขแล้ววางเรียงบนชั้น ในนั้นถูกห่อไว้เป็นก้อนๆ มองไม่เห็นว่าเป็นยังไง
สะใภ้เก้าอดถามขึ้นไม่ได้ “ข้าเคยไปบ้านท่าน ในบ้านไม่มีตู้เก็บของเท่าไหร่ แต่วางตู้เก็บของดีขนาดนี้ไว้ในห้องใต้ดินเหรอ เอาลงมาข้างใต้ได้ยังไง นับถือพวกพี่หม่าจริงๆ”
ท่านย่าหม่าตอบ “มันเหมือนกันที่ไหน ห้องเก็บของใต้ดินสองห้องนี้ของหลานสาวข้าเก็บแต่ของดีทั้งนั้น ไม่ใช้ตู้จะได้อย่างไร”
ฟังเอานะ ห้องเก็บของของหลานสาวนาง แถมยังมีสองห้อง
“เป็นของกินหมดเลยเหรอ”
“มีหมด ใครจะไปรู้ว่านางวางอะไรไว้บ้าง พวกเจ้าก็อย่าจับส่งเดช เดี๋ยวนางจะหาไม่เจอ เอาพวกลังที่ใส่น้ำแข็งนี่ขยับไปด้านนั้น พวกเราทำชั้นไม้แล้วเอาเต้าหู้นมวางบนนั้นเถอะ”
พวกยายๆ ในหมู่บ้านที่ตามมาช่วยขนของรู้สึกเพียงอย่างเดียว
ให้ตายเถอะ ตามใจเด็กเหลือเกิน
นี่ถ้าเป็นเด็กผู้หญิงของบ้านพวกนาง คงได้ถูกตีไปแล้ว
งานการไม่ทำ ไม่ตัดฟืนไม่ถอนหญ้า ไม่ช่วยดูแลน้องๆ ไม่อยู่บ้านช่วยแม่ทำกับข้าว ไปนั่งเตร็ดเตร่ที่แปลงเพาะปลูกยังไม่เท่าไร นี่ยังกล้าทำตัวพิเศษเหนือคนอื่น
ในที่สุดเหล่าหญิงสูงวัยก็วางเรียงเต้าหู้นมจนเสร็จแล้วขึ้นมาจากห้องใต้ดิน ซ่งฝูเซิงกลับมาพอดี
“ทางนั้นวางไม่พอเหรอ”
“อ๋อ เอามาฝากวางไว้ทางนี้หน่อย เจ้าถืออะไรมาน่ะ”
ซ่งฝูเซิงตอบแม่ “กรงเล็บแมวที่เอาไว้ผูกกับเท้า”
“ใช้ทำอะไร”
“พั่งยาบอกว่าอยากปีนต้นไม้ นางเล็งต้นอวี๋เฉียนในหมู่บ้านมานานแล้ว” ก็เลยไปทำอาวุธวิเศษมาให้ลูกสาว และก็ถือโอกาสทำหลายอัน อีกหน่อยขึ้นเขาใช้เป็นเครื่องมือได้
พวกยายๆ จากในหมู่บ้าน ไอ๊หยาๆ ปีนต้นไม้ยังต้องเสียเงินไปทำกรงเล็บแมวให้ ไม่เคยเห็นไม่เคยได้ยิน
พวกท่านย่าหม่ากลับเข้าหมู่บ้าน
หลานสาวคนเล็กอายุแปดขวบของบ้านอาสามสกุลเหรินหิ้วเข่งเดินผ่านท่านย่าหม่า
“เด็กน้อย หยุดก่อน ขุดได้ผักป่าบ้างไหม”
“เรียนท่านย่าหัวหน้า มีต้นกระเทียมเล็กแล้ว ดูสิเจ้าคะ เจอผอผอติงกับจี่ไฉ่ด้วย”
“ขอหน่อยสิ”
สะใภ้ใหญ่ของบ้านอาสามสกุลเริ่นรีบบอกให้ลูกสาวเอาผักในเข่งให้ท่านย่าหม่าทั้งหมด
“ไม่เป็นไร” นางแค่อยากได้ตัวอย่าง ไว้เดี๋ยวจะให้พั่งยาพาพวกเด็กๆ ไปขุดผัก
ถ้าไม่ให้ตัวอย่าง กลัวว่าอีกเดี๋ยวหลานสาวจะไปขุดเอาผักมีพิษมาให้นางกิน
พวกยายๆ ในหมู่บ้าน เอาล่ะ พวกเราไม่มีอะไรจะพูดแล้ว