ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 475 เด็กตัวป้อม
ด้านบนของซ่งฝูหลิงใส่เสื้อกันหนาวสีขาวลายดอกสีน้ำเงิน ท่อนล่างเป็นกางเกงผ้าเนื้อหยาบสีกรมท่า
ตรงขอบกางเกงให้เฉียนเพ่ยอิงเย็บขอบลายดอกสีน้ำเงิน พื้นหลังสีขาวแบบเสื้อ แบบนี้แค่ดูก็รู้ว่าเป็นชุดเดียวกัน
สาวน้อยถูกแม่ถักเปียให้สองข้างอีกแล้ว กลัวผมเลอะ บนหัวยังได้โพกผ้าลายดอก
ผ้าลายดอกก็ยังคงเป็นสีขาวลายดอกสีน้ำเงิน ถูกผูกเป็นสามเหลี่ยมอยู่บนศีรษะ
ซ่งฝูหลิงแบกกระดานดำ เอ้อร์เนียนปากับพวกเด็กโตหน่อยอย่างซ่งจินเป่ากำลังลากแคร่เลื่อน
แคร่เลื่อนถูกดัดแปลงไว้ก่อนแล้ว หน้าหนาวข้างใต้แคร่เลื่อนเป็นเหล็กยาวสองเส้นที่สามารถลื่นบนพื้นหิมะได้ ตอนนี้ติดเป็นล้อไม้ ใช้เชือกผูกไว้กับตัว ลากไปข้างหน้า วัวลากเกวียนยังไง เด็กๆ พวกนี้ก็ลากไปแบบนั้น
บนรถมีของกองพะเนิน
อย่างเช่น ที่วางกระดานดำ
อย่างเช่น เก้าอี้นั่งตัวเล็ก ม้านั่งยาว ที่อาซ่งฝูสี่ทำให้พวกเด็กๆ
ด้านหลังพวกเด็กโตเวลานี้ตามมาด้วยกลุ่มเด็กตัวป้อม ‘ชั้นป.หนึ่ง’
บรรดาเด็กตัวป้อมที่เดินตามมา ต่างสะพายกระเป๋าที่เต็มไปด้วยรอยปะ
อันที่จริงก็ไม่ได้ตั้งใจเย็บปะหรอก เพียงแต่นี่เป็นกระเป๋าที่นำเศษผ้ามาต่อกัน เศษผ้ามันเยอะเกินไป
แต่ละคนเหนื่อยจนหอบ สองมือยังต้องกอดโต๊ะเขียนหนังสือตัวเล็ก
ในความเป็นจริงโต๊ะที่พวกเด็กๆ กอดอยู่ไม่ใช่โต๊ะเขียนหนังสือ แต่เป็นเก้าอี้ที่ปกติพวกผู้ใหญ่ใช้นั่ง
เด็กๆ พวกนี้จะไปทำอะไรกัน
ช่วยไม่ได้ ไม่มีที่ให้เรียนหนังสือแล้ว
โรงอาหารส่วนรวมควันโขมงทุกวัน โดยมีลุงใหญ่ซ่งฝูไฉเป็นผู้นำทีม
แค่กๆๆ พวกเขาไอด้วยเสียงเด็กน้อยกันทุกวัน ไอจนตัวโยน ไอจนมีสภาพเหมือนคนแก่หลังค่อมไปแล้ว
ด้วยเหตุนี้ หลังจากพี่พั่งยาทำขนมปังดำเสร็จ สอนพวกพี่สาวจนเป็น ให้พี่เอ้อร์ยาเป็นหัวหน้ากลุ่มการผลิต ควบคุมปริมาณการผลิตให้ดี ให้พี่เป่าจูเป็นบัญชี จดว่าแต่ละคนทำได้เท่าไหร่ในหนึ่งวัน จากนั้นนางก็ทิ้งงานทันที มาช่วยพวกเด็กๆ
บอกว่าจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้ จึงพาพวกเขาไปหาห้องเรียนใหม่
“เตรียมร้องเสี่ยวเอ้อร์หลังสะพายกระเป๋าเข้าเรียน”
“เสี่ยวเอ้อร์หลัง…ไม่กลัวตากแดด ไม่กลัวพายุฝน กลัวแค่การถูกครูด่าว่าขี้เกียจ ไม่มีความรู้ไม่มีหน้าไปเจอพ่อแม่
เสี่ยวเอ้อร์หลัง…ไม่ได้ทำเพื่อเป็นขุนนาง และไม่ใช่เพื่อให้มีหน้ามีตา แต่เพียงเพื่อให้คนจนได้ลืมตาอ้าปาก…”
บนพื้นที่เพาะปลูกผืนใหญ่ พวกชายฉกรรจ์ได้ยินเสียงเพลงลอยมาแต่ไกล ใช้แขนเสื้อเช็ดเหงื่อบนศีรษะ ใบหน้าปรากฏรอยยิ้ม
ช่วงหลายวันมานี้เป็นแบบนี้
พอพวกเด็กๆ มาพวกเขาก็จะรู้ว่าอีกหนึ่งชั่วยามจะได้กินข้าวแล้ว
ต่อให้พวกเขาเหนื่อยจนยืดตัวไม่ขึ้น ก็เริ่มรอคอยการมาถึงของเด็กๆ
ถูกต้อง ห้องเรียนใหม่ที่ซ่งฝูหลิงหาให้ก็คือบริเวณที่ว่างของพื้นที่เพาะปลูก
นางคำนึงถึงว่า พาพวกเด็กๆ มาเรียนหนังสือตรงนี้ ข้อแรกคือจะได้ฝึกกำลังของพวกเขา ไปพื้นที่รกร้างยังต้องเดินไกลมาก
อีกทั้งตอนวันแรก นางพูดกับพวกเด็กตัวป้อมว่า “ในทุกวันพวกเราจะต้องเดินให้มากกว่าวันก่อนหน้าหนึ่งร้อยก้าว แบบนี้พวกเราก็จะมีความหวังที่ว่าสามารถเดินครบพื้นที่เพาะปลูกของบ้านเราเมื่อถึงตอนช่วงเก็บเกี่ยวของฤดูใบไม้ร่วงพอดี พวกเจ้าว่าดีหรือไม่”
ก็ได้ อันที่จริงนางกำลังให้กำลังใจตัวเองอยู่
อีกด้านหนึ่งของการยกห้องเรียนไปไว้ข้างนอกคือ เพื่อให้เด็กๆ ได้เห็นกับตาตอนเรียนว่า พื้นที่ร้างผืนใหญ่นี้ กว่าจะถึงตอนเก็บเกี่ยวกลายมาเป็นอาหารในชามของเรานั้น จำเป็นต้องผ่านกระบวนการที่ยาวนาน
ตัดหญ้า เผาป่า เพาะปลูก ขุดดิน พรวนดิน ถอนวัชพืช เปิดหน้าดิน ใช้คันไถไถดินให้เป็นแปลงๆ
กำจัดวัชพืช ทุกวันต้องคอยถอนหญ้าที่ขึ้นมาในแปลงเพาะปลูกขนาดใหญ่นี้
จากนั้นถึงเก็บเกี่ยวได้
เก็บมาแล้วก็อยู่ว่างไม่ได้ ยังต้องเอาไปตากแดด อย่างถั่วเหลืองต้องเอามาร่อนเพื่อเอาพวกเปลือกหรือสิ่งสกปรกออก จากนั้นถึงบรรจุลงกระสอบ
ก็ได้ อันที่จริงนางอยากมาเห็นกระบวนการทั้งหมดกับตาตัวเอง ทำไม่ได้ ยังจะมาดูไม่ได้เชียวเหรอ
อืม กระบวนการทั้งหมดที่ว่ามานี้นางถามมาจากพ่อแม่แล้วก็ท่องจำมาอย่างดี
สรุปว่า ไม่ต้องสนว่าเพื่อเด็กๆ หรือเพื่อตัวเอง ซ่งฝูหลิงที่บนศีรษะโพกผ้าสามเหลี่ยมสีขาวลายดอกสีน้ำเงิน คิดว่าเรื่องนี้มีความหมายมาก
หลังจากที่เดินเยอะกว่าเมื่อวานหนึ่งร้อยก้าวเสร็จ ซ่งฝูหลิงก็หาที่ที่ไม่เกะกะคนในหมู่บ้านทำงานแล้วตั้งกระดานดำ
พี่พั่งยาเริ่มสอนแล้ว
“ใช้ความสงบบำเพ็ญตน มัธยัสถ์บ่มเพาะคุณธรรม วันนี้เรื่องที่พวกเราจะเรียนกันก็คือ ตรากตรำทำงานกลางแดด ชาวนาอาบเหงื่อต่างน้ำ ใครจะรู้ว่าอาหารที่อยู่ในชาม ล้วนเต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย”
ซ่งฝูหลิงเขียนบนกระดานดำพลางพูด “หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าในฤดูร้อน ตอนเที่ยงแดดแรง ดวงอาทิตย์สาดส่อง ปู่ย่า พ่อแม่ ลุงอาของพวกเจ้ากลับยังคงทำงานอยู่ พวกเขาตากแดดเหนื่อยเสียจนเหงื่อหยดซึมลงดิน มีใครเคยนึกถึงบ้างว่า ข้าวสวยที่อยู่ในชามของพวกเรา แต่ละเม็ดนั้นเจือไปด้วยหยาดเหงื่อของพวกเขา”
ทันใดนั้นซ่งฝูหลิงได้หันขวับ ราวกับมีตาอยู่ที่หลังศีรษะ นางหักชอล์กแล้วปาไปที่ตัวซ่งจินเป่าอย่างแม่นยำ ท่าทางคล่องแคล่วรวดเร็ว “ซ่งจินเป่า ทำตัววอกแวกอีกแล้ว ทำคนอื่นเสียสมาธิไปด้วย เมื่อครู่ตั้งใจฟังที่พี่พูดหรือเปล่า”
“ตั้งใจฟังอยู่”
“ยังจะเถียง ลุกขึ้น งั้นท่องให้ฟังหนึ่งรอบ”
“ตอนเที่ยงในกลางฤดูร้อน แสงแดดเจิดจ้า ย่าข้า พี่สาวข้า? ย่าของพวกเราทำเต้าหู้นมอยู่ในหมู่บ้าน พ่อข้ากับช่างไม้ทำงานไม้อยู่ที่บ้าน ลุงใหญ่ควงตะหลิว อาสามของข้าสุดยอดยิ่งกว่า เขาเข้าเมืองไปเลย บ้านเราไม่มีใครทำงานเพาะปลูกเสียหน่อย”
ซ่งฝูหลิงโมโหจนหัวเราะ “อย่ามาเถียง ดึงสติกลับมา ตอนนี้คนที่ทำสวนอยู่เจ้าไม่ได้เรียกพวกเขาว่าลุงหรืออาเหรอ”
ซ่งจินเป่าเหลือบมองใบหน้าเคร่งขรึมของพี่สาว กลืนน้ำลายอึกหนึ่งด้วยความกลัวแล้วพูดต่อ “ลุงๆ อาๆ ทำงานกันอยู่ หยาดเหงื่อของพวกเขาหยดลงดิน มีใครนึกถึงบ้างว่า ข้าวที่อีกเดี๋ยวพวกเราจะได้กิน แต่ละเม็ดนั้นเปื้อนหยาดเหงื่อของพวกเขา ไม่ใช่นะพี่”
“เจ้าอยากพูดอะไรอีก”
“งั้นข้าวก็ต้องมีกลิ่นสิ ตอนกินข้าไม่เห็นได้กลิ่นเหงื่อเลย”
คำถามนี้ดึงดูดความสนใจของทุกคน
พวกเด็กตัวป้อมเริ่มถกเถียงกันอย่างร้อนแรงทันทีว่าในอาหารมีกลิ่นเหงื่อหรือเปล่า
เฉียนหมี่โซ่วที่เป็นตัวแทนของฝ่ายเสนอ ได้อ้างอิงถึงหลักฐานที่มีน้ำหนัก “มีกลิ่น เมื่อวานพี่เพิ่งสอนไป หมั่นโถวลูกใหญ่หอมฉุย อาหารที่ลุงๆ อาๆ ปลูก ฤดูใบไม้ผลิเพาะต้นกล้านำไปปลูก ฤดูร้อนทำงานวุ่นอยู่ในแปลงเพาะปลูก พวกเรากินข้าวต้องระวัง อย่าทำข้าวหรือน้ำแกงหก มีกลิ่น หอม”
นักเรียนฝ่ายค้าน “อย่ามาแถ ตอนนี้พูดถึงกลิ่นเหม็น กลิ่นเหงื่อ”
ยังมีฝ่ายที่เป็นกลาง ซ่งยายา เสี่ยวยา ยกมือถามซ่งฝูหลิง “พี่ เมื่อไรจะถึงวิชาขุดผักป่าเหรอ ข้าอยากเรียนอันนั้น”
เล่นเอาน้าซ่งฝูหลิงถึงกับโมโห
พวกผู้ชายที่ทำงานกันอยู่ในแปลงเพาะปลูกกลับพากันหัวเราะ
พวกเด็กๆ บ้านหัวหน้าทีมไม่เหมือนกับเด็กในหมู่บ้าน
ได้ยินพวกอาสามสกุลเริ่นหารือกันว่าจะส่งเด็กในหมู่บ้านที่อายุเกินหกขวบมาเรียนดีไหม ไม่ต้องสนว่าจะเรียนได้อะไร แค่มาฟังดูก็มีอนาคต แต่ไม่รู้จะเอ่ยปากอย่างไรให้ลูกสาวของหัวหน้าทีมช่วยสอนพวกเด็กๆ ด้วย ดังนั้นถึงแม้จะมองด้วยความอยาก แต่ก็เกรงใจไม่กล้าเอ่ยปาก
เวลานี้ก็มีคนสังเกตเห็น หัวหน้าตระกูลเริ่น
ตอนนี้หัวหน้าตระกูลเริ่นเป็นคนคุมงานตรงพื้นที่รกร้างริมเขา ลุงซ่งพาคนในบ้านตัวเองไปถางป่าบนเขา
ช่วงหลายวันมานี้เริ่นโหยวจินคอยสังเกตเด็กพวกนี้มาตลอด ถึงขั้นที่ว่าพอพวกเด็กๆ มาถึง เขาก็จงใจมองมาทางนี้
เคยสาบานไว้ว่าจะไม่สอนนักเรียนคนไหนอีก แต่ว่า…
ยังมีอีกหลายคนที่อยู่ห่างออกไปไกลก็มองซ่งฝูหลิง พวกท่านย่าหม่า
ท่านย่าหม่าถึงกับงง นางนำทีมทำเต้าหู้นม หลานสาวคนเล็กของนางนำทีมทำขนมปังดำ ต้องคุมคนจำนวนมากเหมือนกัน นางเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว แต่ทุกวันหลานสาวกลับเหมือนเล่นสนุกอยู่