ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 477 ขอโทษ
เพราะความพิเศษของซ่งฝูหลิงที่ไม่เหมือนเด็กสาวคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน ชาวบ้านหลายคนจึงต่างพูดถึงพ่อของนาง
ซ่งฝูเซิงเองก็ไม่ง่าย กลายเป็นหัวข้อสนทนาหลังอาหารของคนในหมู่บ้านอยู่เสมอ
ทุกวันเมื่อถึงเวลาอาหารหูก็ผึ่งตามๆ กัน
“ครอบครัวหัวหน้าทีมน่ะ เมื่อก่อนตอนอยู่บ้านเกิด ข้าเดาว่าไม่ใช่ครอบครัวธรรมดา ฐานะครอบครัวดีหรือไม่ดี ใช่ว่าจะเสแสร้งแกล้งทำกันได้”
“ทำไมเหรอ”
“ดูเด็กสองคนนั้นที่บ้านเขาสิ โดยเฉพาะลูกสาวของเขา ต่อให้ลูกสาวของเขาแกล้งทำตัวเป็นลูกสาวชาวไร่ชาวสวนก็ทำได้ไม่เหมือนหรอก ทำอะไรก็ไม่เป็น”
มีคนคัดค้าน “แต่แม่ของเขา แค่ดูก็รู้ว่าผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ถ้าครอบครัวของเขามีฐานะจริง แม่เขายังต้องมาทำสวนอีกเหรอ ต้องมีสาวใช้คอยปรนนิบัติสิ อีกอย่าง ดูก็รู้ว่าพวกเขาคนอื่นๆ ก็ทำงานกันคล่องแคล่ว ไม่ได้ต่างอะไรกับพวกเรา”
“แม่ของหัวหน้าทีมเคยบอกว่า หัวหน้าทีมเคยจะให้ไปใช้ชีวิตสุขสบายในเมือง แต่นางจงใจไม่ไป มันไกล ครอบครัวหัวหน้าทีมเป็นคนในเมือง สอนหนังสืออยู่ในเมือง แถมยังมีร้าน ข้าเดาว่าจะต้องเป็นร้านใหญ่โตแน่ ส่วนเมียของหัวหน้าทีม ครอบครัวของนาง ไอ๊หยา ได้ยินว่ารวยมาก”
คุยกันแบบนี้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนตอนที่ซ่งฝูเซิงยังไม่ได้เป็นหัวหน้าทีมของคนในหมู่บ้าน ลำดับถัดไปอาจคุยเรื่องซ่งฝูเซิงแต่งเข้าครอบครัวฝ่ายหญิง นี่ไม่เท่ากับว่าอาศัยใบบุญของพ่อตาเหรอ
บรรดาชายหนุ่มบ้านนอกที่ยึดความคิดชายเป็นใหญ่ลึกๆ ในใจจะรู้สึกอิจฉาหรือไม่ ไม่มีใครรู้
แต่ภายนอกที่แสดงออก อย่างน้อยก็ดูถูก
แต่ซ่งฝูเซิงเป็นหัวหน้าของพวกเขา ช่วงนี้ต้องคลุกคลีอยู่ด้วยกันทุกวัน คนในหมู่บ้านต่างรับรู้ถึงคำพูดและการกระทำของเขา
ยังคงเป็นคำพูดเดิม แสร้งทำวันสองวันยังพอไหว แต่แสร้งทำไปนานๆ ไม่มีทางแนบเนียนหรอก
หัวหน้าซ่งไม่เหมือนลูกเขยที่แต่งเข้าบ้านผู้หญิงเลยสักนิด ทำตัวหงอ ต้องคอยสังเกตสีหน้าคนอื่น เรื่องแบบนั้นไม่มีหรอก
ไปอยู่ตรงไหนก็น่าเกรงขาม ทั้งคำพูดกับการกระทำ รวมถึงท่าทีของเฉียนซื่อเมียเขา
แค่เดาดูก็รู้ว่าสองคนนี้รักกันมาก
ครอบครัวพ่อตาก็ช่างแสนดีแบบที่พบเจอได้ยาก ต่อให้ต้องเอาเงินมาช่วยครอบครัวลูกเขย แต่นั่นก็ไม่เรียกว่าเกาะผู้หญิง เรียกว่าช่วยประคับประคองมากกว่า
“อีกอย่าง เคยได้ยินแม่หัวหน้าทีมบอกว่า ถึงจะไม่ได้เข้าไปอยู่ในเมือง แต่ที่ดินผืนใหญ่ของครอบครัวก็ยกให้หัวหน้าทีมไม่น้อยเลยนะ”
อืม ท่านย่าหม่าโม้เก่ง พอเล่าถึงเรื่องเมื่อก่อน มักจะไม่ยอมเล่าว่าที่บ้านมีที่ดินน้อย เฉลี่ยคนละไม่กี่หมู่ ไม่อย่างนั้นบ้านเกิดจะดูแย่กว่าที่นี่
ต่อให้บ้านเกิดจะไม่ดีอย่างไร ต่อให้ไม่เหมือนที่นี่ที่มีผืนดินอุดมสมบูรณ์แบ่งให้ชาวสวนผืนใหญ่เอาไว้เพาะปลูก แต่นั่นก็บ้านเกิดของบรรพบุรุษของนาง ที่นั่นพวกนางอยู่กันเยอะ คนที่นี่น้อยจะตาย ชิ
ดังนั้นท่านย่าหม่าถึงไม่เคยพูดเป็นตัวเลข แค่บอกว่าครอบครัวตัวเองมีที่ผืนใหญ่ พวกเจ้าเชิญเดากันตามสบาย ผืนใหญ่ที่ว่ามีขนาดเท่าไหร่
ในสายตาของคนทางเหนือ เท่าที่พวกเขารู้เกี่ยวกับที่ดิน แบบนั้นก็ต้องใหญ่มากทีเดียว
ส่วนของคนในหมู่บ้าน ทุกวันนี้ก็ยังมีปัญหาที่แบ่งไม่ลงตัวกันอยู่เลย
บนโต๊ะอาหาร คนเป็นย่า หรือแม้กระทั่งคนเป็นแม่ที่มีลูกสาวหลายคน กำตะเกียบทำสีหน้ารังเกียจ ถลึงตามองเด็กสาวที่นั่งอยู่รอบโต๊ะพลางด่า
“ตัวล้างผลาญทั้งนั้น ตอนแบ่งที่ดินจะไม่นับพวกเจ้าเข้ามาด้วย พวกเจ้ากินใช้ไม่ได้น้อยไปกว่าใคร แต่ละคนอ้าปากก็รู้จักแต่กินๆๆ มัดรวมกันสามคนยังสู้พี่ชายน้องชายของพวกเจ้าแค่คนเดียวไม่ได้เลย อย่าเห็นว่าตอนนี้น้องชายคนเล็กของเจ้ายังเด็ก แต่พอโตขึ้นพวกเขาก็ลงสวน ไปทำงานได้มากกว่าพวกเจ้า”
“ท่านแม่ เจ๊ใหญ่ก็ทำงานหนักอยู่นะ”
“ยังจะกล้าเถียงอีกเหรอ เจ๊ใหญ่ของเจ้าขายไม่ออกเพราะติดช่วงไว้ทุกข์หรอก ไม่อย่างนั้นนางก็ออกไปนานแล้ว…
…เลี้ยงตัวล้างผลาญอย่างพวกเจ้ามาจนโต เพิ่งทำงานให้ครอบครัวได้ไม่เท่าไหร่ก็ต้องแต่งออกไปอยู่บ้านคนอื่นแล้ว ต้องไปเอาอกเอาใจบ้านสามี…
…ถ้าไม่ให้อะไรพวกเจ้าติดตัวไปก็จะมาหาว่าแม่อย่างข้าใจดำ…
…ทำไมไม่ลองคิดดูบ้างว่า พอพวกเจ้าแต่ละคนออกเรือนไป จะมีสักกี่คนที่กลับมาช่วยงานที่บ้านบ้าง ใจจืดใจดำ ทั้งปีไม่กลับมาเยี่ยมบ้าน ไม่รู้จักเอาของนิดๆ หน่อยๆ มาให้ข้าที่เป็นแม่ของพวกเจ้าบ้าง ทำงานให้บ้านสามี คลอดลูกก็ต้องใช้แซ่ของทางนั้น เลี้ยงเสียข้าวสุก”
ยังคงเป็นลูกสาวคนรองที่เมื่อครู่เถียง “วางใจเถอะท่านแม่ พวกเราจะเอาของกลับมาให้ เลิกด่าเถอะ กินข้าวทีไรก็ด่า พวกเราก็ไม่ได้กินมากสักเท่าไหร่ นี่ก็กินข้าวต้มกันทุกวันไม่ใช่หรือ”
“ต่อให้กินข้าวต้มก็ยังไม่อยากให้พวกเจ้าหรอกนะ เจ้าไม่ต้องมาถลึงตาใส่ข้า ปากทำเป็นพูดดี ข้ามองออกหรอก พอพวกเจ้าแต่งออกไป มีลูกให้บ้านสามี พวกเจ้าอยู่ในครอบครัวสามีได้อย่างมั่นคง ลูกเต้าไม่ต้องอดตาย ไม่กลับมาขอข้าวที่บ้านกินก็ดีถมไปแล้ว ยังจะมาบอกว่าจะเอาของมาให้ข้ากับพ่อเจ้า สารรูปอย่างพวกเจ้าน่ะเหรอ มีความกตัญญูก็ยังเป็นใหญ่ในครอบครัวไม่ได้ กว่าพวกเจ้าจะได้เป็นใหญ่ในบ้าน ข้ากับพ่อเจ้าก็คงใกล้ตายแล้ว”
นี่คือแม่แท้ๆ ด่าลูกสาว
ในหมู่บ้านมีคนเป็นย่ากี่คน นั่นด่าได้เจ็บแสบยิ่งกว่าแม่แท้ๆ เสียอีก สรุปความออกมาได้ว่า “ดูลูกสาวบ้านนั้นสิ เก่งศิลปะทุกอย่าง แล้วดูพวกเจ้า รู้จักแต่กินๆๆ”
เด็กสาวที่ถูกด่าจะแอบกางนิ้วตัวเองออกมา สมองก็นึกถึงซ่งฝูหลิงที่ดูสะอาดสะอ้านอยู่ในแปลงเพาะปลูก ใบหน้ายิ้มแย้มสดใสเหมือนดวงอาทิตย์
ไม่เหมือนพวกนาง มักจะรีบร้อนอยู่เสมอ ก้มหน้าก้มตาทำงาน ถ้าไม่ขุดผักตัดฟืนก็ต้องรีบวิ่งกลับบ้านมาหุงหาอาหาร เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่เลี้ยงหมู
แต่ละคนยิ่งเห็นซ่งฝูหลิงก็ยิ่งรู้สึกอิจฉา พากันแอบร้องไห้
แต่ครอบครัวของอาสามสกุลเริ่น
อาสามมีคำพูดหนึ่งที่พูดได้ดี “เรียนรู้พวกศิลปะต้องใช้เงินทั้งนั้น ถ้าสวรรค์ไม่ได้ประทานลงมา พวกเจ้าเคยเอากองเงินกองทองมาให้เด็กผู้หญิงบ้านข้าไหมล่ะ”
ถ้าไม่ เช่นนั้นก็เลิกพูดอะไรที่มันไม่มีประโยชน์
อย่าเอาแต่เปรียบเทียบกับคนอื่น เอาแค่ทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้นก็พอ มัวแต่เปรียบเทียบก็เหนื่อยตาย
หนึ่งชะตากรรม สองดวง สามฮวงจุ้ย สี่บุญที่สะสม ห้าศึกษาเล่าเรียน โชคชะตาได้ถูกกำหนดไว้แล้วตั้งแต่วันที่เกิด จะมาว่าแต่เด็กผู้หญิงไม่ได้ ถ้าชะตาดีก็ทำเป็นหมดทุกอย่างได้
ตะเกียบคีบผักกาดขาวกับเนื้อชิ้นเล็กติดหนังใส่ชามของหลาน
ถึงแม้จะยังคงลำเอียงรักหลานชายมากกว่า แต่พวกหลานสาวก็ยังคงรู้สึกขอบคุณปู่
บางทีนี่อาจเป็นสาเหตุที่พวกพี่สาวดีกับซ่งฝูหลิง
คิดว่าน้องสาวเป็นคนที่สวยที่สุด ดีที่สุดในโลก
เพราะมีพั่งยาอยู่ ทำให้พวกพี่สาวในบ้านกับเด็กสาวในหมู่บ้านล้วนแตกต่างออกไป
แค่ไม่นานก็หาเงินได้ เหนื่อยมันก็เหนื่อยอยู่หรอก
แต่งานที่ทำทุกวันก็แค่อบขนมปัง ไม่ต้องไปขุดดินถอนหญ้าตากแดดตากลม
แถมน้องพั่งยายังทำให้พวกนางสวยขึ้นมาด้วย
ต้องให้พั่งยาเอ่ยปาก พวกท่านย่าหม่าถึงจะยอมเอาน้ำที่เหลือจากทำเต้าหู้นมมาให้พวกนางใช้ล้างหน้า
หากเป็นคนอื่นไปพูดได้ถูกด่าเปิง
น้องพั่งยาทำให้พวกนางหลุดออกจากกรอบ ทุกคนใส่กางเกงมาทำงาน
ซ่งฝูหลิง ก็แค่ไม่อยากให้ตัวเองแปลกอยู่คนเดียว เลยต้องให้ทุกคนได้ทำตัวแปลกไปด้วยกัน คิคิคิ
อีกทั้งนับตั้งแต่เป่าจูมา น้องพั่งยาก็ให้พวกพี่สาวช่วยดูแลเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของเป่าจู บอกให้เป่าจูช่วยสอนพวกพี่สาวให้รู้จักตัวหนังสือหนึ่งถึงสองตัวก่อนนอน
พั่งยาพูดอย่างแน่วแน่ว่า “พี่ๆ พวกเราต้องเก็บเล็กผสมน้อย อย่าพูดว่าตัวเองโง่ จงเชื่อมั่นในตัวเอง ต่อให้เป็นนกที่โง่ก็ยังบินเป็นก่อน”
สรุปว่า ความรู้สึกที่คนอื่นมีต่อซ่งฝูหลิงนั้นมากมายหลายหลาก บางคนจะรู้สึกอิจฉา บางคนชื่นชมจากใจ บางคนคิดว่านางเป็นผู้หญิงที่จิตใจดีที่สุดในโลก มองนางในแง่มุมต่างๆ
ส่วนนางประเมินตัวเองที่สามเก่ง
ทำงานเก่ง
ทนความลำบากเก่ง
ใช้ชีวิตที่นี่เก่ง
ฟุดฟิด ซ่งฝูหลิงสวมผ้าปิดปาก กำลังดมกลิ่นขนมปังดำที่วางผึ่งอยู่ทีละอัน
ตอนที่ท่านย่าหม่ามาหาก็เห็นสภาพนี้พอดี นางหมดคำจะพูดมองบนใส่ “พั่งยา ตามย่ามา”
“ทำไมเหรอ”
“อย่ามัวแต่อยู่บ้านว่างๆ เลย ย่าเห็นแล้วยังร้อนใจแทน เห็นนี่ไหม นี่เป็นพวกผักป่า ไปๆๆ พาพวกเด็กๆ ออกไปขุด”
“ข้าเพิ่งกลับมา ทำไมท่านย่าจะไล่ออกไปอีกแล้ว”
“ทำไมน่ะเหรอ เจ้าใส่ผ้าปิดปากคนเดียวยังไม่เท่าไหร่ แต่พวกเด็กๆ กลับใส่ตามเจ้าหมด พวกคนในหมู่บ้านที่มาทำงานเห็นแล้วจะเป็นยังไง หมักขี้ แต่ดูพวกเจ้าทำท่ารังเกียจเข้าสิ”
ซ่งฝูหลิง ทำไมจะรังเกียจไม่ได้ ไม่เชื่อท่านย่าลองดมดูสิ ทำหลุมหมักขี้ในบ้านไว้เพาะปลูก นางชักสงสัยแล้วว่าขนมปังดำจะมีติดกลิ่นไหม้ตอนเผาป่าก่อน จากนั้นก็ยังจะมีกลิ่นขี้ด้วย
ลำบากพวกทหารแนวหน้าแล้ว ขอโทษด้วยนะทุกคน