ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 478 แมวตะกละ
ท่านย่าหม่ามองตามหลังซ่งพั่งยาอยู่ตรงประตูใหญ่ ยังคงกังวลใจ
“ใช้ไม้กระบองแหวกหญ้าเอานะ ระวังแมลงล่ะ”
“อันไหนที่ไม่รู้จักก็อย่าขุดมั่ว”
“ห้ามไปตรงที่มันใกล้แม่น้ำ อยู่ตรงริมเขาก็พอ”
“พั่งยาเอ๊ย ที่ย่าพูดไปได้ยินหรือเปล่า ดูพวกน้องๆ ด้วย ระวังอย่าให้หายกันล่ะ”
ซ่งฝูหลิงไม่หันกลับไป โบกมือเล็กน้อยแบบขอไปที
คล้องตะกร้าใบใหญ่ไว้ที่แขน ด้านหลังมีพวกเด็กๆ ตามมาเป็นพรวน
ซ่งฝูหลิงฮัมเพลง “สาวน้อยเก็บเห็ด สะพายกระบุงใบใหญ่ ดาดี๊ดา เดินไปทั่ว? เดินไปทั่ว ดาดี๊ดา ผืนป่าและริมเขา”
หมี่โซ่วคล้องตะกร้าใบเล็กวิ่งขึ้นหน้า “พี่ ร้องเพลงอะไรเหรอ”
ใครจะไปรู้ว่าร้องอะไร ลืมเนื้อไปนานแล้ว
“สลัว สลัว…”
“อ๋อ ข้ารู้แล้ว พี่พั่งยากำลังให้อาหารหมู” ซ่งจินเป่าวิ่งขึ้นหน้ามาตะโกนแล้ววิ่งกลับ ไม่มีใครรู้ว่าเขาวิ่งไปวิ่งกลับทำไม แต่ละวันเหมือนมีเรี่ยวแรงที่ใช้ไม่หมด
ซ่งฝูหลิงพาพวกเด็กๆ เดินไปเรื่อยๆ ทันใดนั้นดวงตาก็เปล่งประกาย โบกมือตะโกน
“เอ๊ะ นั่นใครน่ะ รอพวกเราด้วย ข้าอยู่อีกฝั่งของแม่น้ำ สวัสดี”
ซ่งฝูหลิงเรียกเด็กผู้หญิงสองคน ซึ่งก็คือเด็กที่มาจากครอบครัวที่ด่าลูกสาวได้รุนแรงที่สุดในหมู่บ้าน
จินเถาคนเก่ง
จินซิ่งผู้กล้าเถียงแม่
“พวกเจ้ารู้จักข้าใช่ไหม”
สองพี่น้องจินเถากับจินซิ่งคิดในใจ รู้จักสิ เจ้าคือคนที่ไม่ต้องทำงาน
“ลูกสาวของหัวหน้าทีม” แม้จะเป็นจินซิ่งที่กล้าพูดกล้าคุย พอตอบเสร็จก็หน้าแดงเหมือนกัน
เหอะ ลูกสาวหัวหน้าทีมอะไรกัน รู้สึกเหมือนพ่อตัวเองเป็นผู้ใหญ่บ้านยุคเจ็ดศูนย์แปดศูนย์ที่มีหน้าที่เขียนจดหมายแนะนำให้คนอื่นมากกว่า
“ข้าชื่อซ่งฝูหลิง ต่อไปพวกเจ้าเรียกข้าว่าฝูหลิงแล้วกัน จะไปขุดผักกันเหรอ ข้าไปกับพวกเจ้าด้วยได้ไหม จริงสิ พวกเจ้าชื่ออะไรกันเหรอ”
ซ่งฝูหลิงกระตือรือร้นเข้าหาสองพี่น้อง
ได้ยินมาว่าสองคนนั้นโตกว่านาง นางก็เลยเรียกพี่ทันที ไม่ตะขิดตะขวงใจแม้แต่น้อย
ช่วยไม่ได้ นางไม่รู้จักผักป่า ท่านย่าเอาตัวอย่างผอผอติงให้ดู รู้สึกว่าตัวเองคงขุดหาไม่ได้ เลยต้องหาอาจารย์
จินเถากับจินซิ่งนึกไม่ถึงว่าพอได้สัมผัสกับซ่งฝูหลิงจะเป็นแบบนี้ คุยเก่งยิ้มเก่ง แถมยังไม่รังเกียจที่พวกนางใส่เสื้อผ้าที่มีรอยปะเต็มตัว
ส่วนซ่งฝูหลิงรู้สึกแค่ว่าสุดยอดๆ สองพี่น้องคู่นี้เป็นอาจารย์ของนาง รู้ทุกอย่าง วันนี้นางได้เปิดหูเปิดตาแล้ว
“เห็นหรือยัง นี่ก็คือต้นกระเทียมเล็ก บอกแน่นอนไม่ได้ว่ามันงอกออกมาตั้งแต่เมื่อไร รู้แค่ว่าพอพื้นหายเป็นน้ำแข็ง มันก็จะงอกทะลุดินออกมาก่อน เวลานี้ของทุกปีข้ากับเจ๊ใหญ่จะมองหามันก่อน”
ซ่งฝูหลิงรีบบอกพวกเด็กๆ ว่าให้ตั้งใจฟัง นี่ก็คือกระเทียมเล็ก ไปขุดกันมา
“จากนั้นล่ะ”
“จากนั้นอีกไม่กี่เดือน ผักที่งอกออกมาก็คือจี่ไฉ่ป่ากับผอผอติงแล้ว”
เดือนสามเป็นหน้าของผักจี่ไฉ่
ซ่งฝูหลิงร้อนใจ
หลักการที่ว่า ‘ใบไม้ผลิที่ราบดอกจี่ไฉ่ ปลูกเสร็จฝนมาอีกาลง’ นางเข้าใจ แต่ก็แค่ไม่รู้จัก
ทางที่ดีพวกเจ้าอธิบายให้ชัดเจน เป็นต้นว่า เดือนสี่ต้นอะไรขึ้นก่อน ขุดอะไรได้บ้าง หน้าตาเป็นอย่างไร ต้องไปหาตรงไหน
เดือนห้านางควรไปขุดอะไร เดือนหกและต่อๆ ไป นางจะได้ไปทำเป็นตาราง
ถ้าลงวันที่ได้ด้วยยิ่งดี จะได้เขียนกำกับไว้ แบบนี้ก็จะหาผักป่ามาได้แน่นอน
แสดงให้เห็นว่าซ่งฝูหลิงคิดแบบผู้ใหญ่ ไม่ได้มาเล่นๆ
ในครอบครัวมีคนตั้งมากขนาดนั้น นางยังคงกลุ้มเรื่องการจัดหาผักอยู่ดี
หากช่วยให้ทุกคนกินผักใบเขียวได้มากหน่อย นางก็จะพยายามทำงานให้มากขึ้น
แต่น่าเสียดายที่ ‘ความคิดของคนในเมือง’ อย่างนาง กลับทำให้สองพี่น้องจินเถากับจินซิ่งลำบากใจ
ในสายตาของสองพี่น้อง ความคิดของซ่งฝูหลิงถึงขั้นที่ว่าไร้เดียงสามาก
เพราะมันไม่สามารถกำหนดแน่นอนได้
อย่างเช่นต้นกระเทียมเล็ก ใช่ว่ามันงอกขึ้นมาตอนนี้แล้วเดือนหน้าจะไม่มีอีก มันมีตลอด
ผักป่าหลายชนิดก็เช่นเดียวกัน
จะบอกละเอียดแบบนั้นได้อย่างไร
จินซิ่งเกาหนังศีรษะที่อยู่ใต้ผมเปีย คิดแล้วตอบ “เช่นนั้นเอาแบบนี้แล้วกัน ข้าจะพูดแบบคร่าวๆ”
ซ่งฝูหลิงหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กออกมารีบจด
ตั้งแต่ช่วงเวลานี้ของทุกปีจะขุดกระเทียมป่าก่อน ตามมาด้วยผอผอติง จี่ไฉ่ ชวีหมาไฉ่ เจวี๋ยไฉ่ อ้ายเฮา ขึ้นฉ่ายน้ำ เชอกูลูไฉ่หรือก็คือหญ้าหน้ารถ หวงฮวาไฉ่
ยังมีผักป่าอีกหลายชนิดที่ซ่งฝูหลิงไม่รู้จักแม้แต่ชื่อ นางไม่ได้ถาม สองพี่น้องก็ไม่ได้บอก
“พอถึงเดือนเจ็ด ก็ขึ้นเขามาเก็บผลซิ่งป่า”
“กลางเดือนแปดก็ซานจาป่า เยี่ยจื่อ หลี่จื่อป่า”
ซ่งฝูหลิงสงสัยว่าเยี่ยจื่อก็คือองุ่นป่า เป็นชนิดที่ผลเล็กมาก
“แล้วก็มีพุทราเปรี้ยวกับสาลี่ป่าด้วย”
“บนเขามีสาลี่ด้วยเหรอ” ซ่งฝูหลิงกับหมี่โซ่วมองหน้ากัน เยี่ยมไปเลย มีของกินที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อมากขนาดนี้
จินเถากระซิบบอก “พอเข้าช่วงฤดูใบไม้ร่วงก็ต้องเก็บเห็ดแล้ว เห็ดเจิน เห็ดหญ้า เห็ดเหลือง เห็ดลำโพง เห็ดน้ำมัน เอาเป็นว่ามีหลายชนิดมาก พอถึงตอนนั้นเจ้าตามหลังพวกข้าได้ ระวังอย่าไปเก็บเห็ดมีพิษเข้า ถ้ากินเห็ดมีพิษเข้าไปจะตายเอา ทุกปีพอเก็บเสร็จ ส่วนใหญ่จะตากไว้ที่ลานบ้าน เอาไว้กินในฤดูหนาว แบ่งนิดหน่อยเอาไปขายที่เมืองถงเหยา”
“พวกเจ้าเคยไปขายเหรอ”
“ออกไปไม่ได้หรอก พวกเราไม่เคยเข้าเมือง พ่อกับแม่ไปขาย อีกอย่าง พวกเราต้องอยู่บ้านเลี้ยงไก่เลี้ยงหมู หุงหาอาหาร”
“อ่อ” ซ่งฝูหลิงพยักหน้า รีบเปลี่ยนเรื่องคุย “ทุกบ้านไปเก็บกันหมด แถมยังขายเอาเงิน ถ้าเป็นข้าคงเก็บให้หนำใจ แต่เห็ดมีเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ”
จินซิ่งส่ายมือ “วางใจเถอะ มีเยอะมาก คนนอกหมู่บ้านยังมาเก็บ เต็มพื้นที่ไปหมด”
ซ่งฝูหลิง แสดงว่ายังไม่เคยเห็นฝีมือของคนบ้านข้า ปีนี้จะโชว์ให้ดูเป็นขวัญตา โชว์สกิลเก็บผักบนเขาทั้งลูก
อย่ามองว่าซ่งฝูหลิงเอาแต่พูดกับสองพี่น้อง มือนางก็ไม่ได้ว่าง ขุดไม่หยุด นั่งยองๆ จนขาชา เปลี่ยนที่ขุดต่อ
เพียงชั่วเวลาไม่นานซ่งฝูหลิงก็สรุปได้ว่า ผักป่ากับกระเทียมเล็กชอบโตในพื้นที่แบบไหน
ตอนกลับไปก็ยังไม่เย็นมาก
แต่ซ่งฝูหลิงเป็นห่วง ไปส่งสองพี่น้องกลับบ้านพร้อมพวกเด็กๆ นางรู้สึกว่าฟ้ามืดแล้วไม่มีตะเกียงมันไม่ค่อยปลอดภัย ไม่เหมือนนางที่มีเด็กๆ ตามไปด้วย
นึกไม่ถึงว่ากลับได้ยินสองพี่น้องถูกด่าเต็มๆ
ภายในลานบ้าน ไม่รู้ว่าใครปาอะไรแตก นางสะดุ้งตกใจ
“ไปตายที่ไหนมา ขุดผักทีหายหัวไปเลย ตอนเช้าข้าไปทำเต้าหู้นม เหนื่อยจนยกแขนไม่ขึ้น ตอนบ่ายยังต้องไปทำสวน เหนื่อยทุกวัน กลับมายังต้องรับใช้พวกเจ้าอีกเหรอ”
จินเถารีบถอดกระบุงบนตัวออกแล้วรับหน้าที่สับหมูเพื่อทำกับข้าว
จินซิ่งนั่งลงตรงหน้ากะละมังผ้าสกปรกอย่างเหนื่อยล้า เอาไม้มาทุบเสื้อผ้าพลางพูดเสียงเบาอธิบาย “ท่านแม่ ข้ากับเจ๊ใหญ่ไม่ได้ไปเที่ยวเล่นนะ ที่กลับมาช้าเพราะต้องสอนน้องฝูหลิงให้รู้จักพวกผักชนิดต่างๆ อยู่”
“ใครคือฝูหลิง”
ชื่อฝูหลิงเพราะๆ กลับถูกสามแม่ลูกตีความเป็นความหมายไม่ดี
“ก็ลูกสาวของหัวหน้าทีมที่อยู่ฝั่งนู้นไง สอนนางกับพวกเด็กๆ กลุ่มนั้นขุดผักป่า”
“พวกเขามาเล่นกับพวกเจ้าด้วยเหรอ”
จินซิ่งโกรธมาก ทำไมพวกเขาจะมาเล่นกับพวกเราไม่ได้ “ท่านแม่ นางเป็นฝ่ายมาพูดกับข้ากับเจ๊ใหญ่ก่อน”
แม่ของสองพี่น้องถึงได้เงียบ หันตัวเดินเข้าบ้าน
ซ่งฝูหลิงที่อยู่ข้างนอกรู้สึกโล่งอก
เมื่อตอนกลางวัน นางเพิ่งจะรู้สึกภาคภูมิใจในความใจกว้างของพวกผู้หญิงทางเหนือ
ตกเย็น นางรู้สึกโชคดีที่แม่ไม่ด่านาง ไม่อย่างนั้นตะโกนด่าลูกแบบนั้น คงได้ยินไปหลายลี้
คนอื่นได้ยินจะขายหน้าขนาดไหน ไอรีนโนเวล
…
ซ่งฝูเซิงชี้โจ๊ก ผัก พลางบอกพวกคนหนุ่มในหมู่บ้าน “กินสิ โจ๊กมีเยอะแยะ ส่วนผักกับกระเทียมนี่ก็เหมือนกัน ลูกสาวข้าพาพวกเด็กๆ ไปขุดกลับมา”
พวกคนหนุ่มในหมู่บ้านเข้าไม่ถึงอารมณ์ของซ่งฝูเซิง คิดว่าให้กินก็กินไป บ้านไหนบ้างที่ไม่ใช่ลูกสาวไปขุดมา ไม่ต้องลงแปลงเพาะปลูก ในสายตาของคนทำสวน นี่คืองานเบาๆ
มีแค่คนของตัวเองนี่แหละที่ตื่นเต้นชมกันใหญ่
ท่านลุงซ่ง “ต้องบอกเลยว่าพวกเด็กๆ บ้านเรารู้งานมาก” มองพวกคนหนุ่มที่มาจากในหมู่บ้าน “ใช่ไหม”
ซ่งฝูกุ้ย “เนียนปาน้อยของข้าก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ” ซดโจ๊กอึกๆ
เกาถูฮู “ข้าต้องตั้งใจชิมให้ดี กระเทียมที่พั่งยาขุดมาจะต้องกรอบอร่อยกว่าคนอื่นขุดแน่นอน”
ซ่งฝูหลิง “ปู่เกา ข้าก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน”
เฉียนหมี่โซ่ว “ปู่เกา พี่สาวข้าเก่งที่สุด”
สองพี่น้องไม่รู้ตัว คิดแบบนั้นจริงๆ กำลังนั่งขัดสมาธิบนเตียงเตาพูดชมกันเอง
“ข้าจะบอกให้นะท่านแม่ เดิมทีข้าคิดว่าหมี่โซ่วทำได้เดี๋ยวเดียวก็คงจะไม่เอาแล้ว เปล่าเลย น้องชายข้า โตขึ้นไปต้องได้ดิบได้ดีแน่ๆ”
“ข้าจะบอกให้นะท่านลุง ข้าไม่เคยเจอพี่สาวคนไหนที่เก่งไปกว่าพี่ข้าเลย ดูของพวกนี้สิ กว่าครึ่งนี่พี่สาวข้าขุดคนเดียว มือพองหมดแล้ว ตอนพวกเรากินต้องจำไว้ว่า ในนี้มีหยาดเหงื่อของพี่สาวอยู่”
คนเป็นพ่อแม่ก็ตั้งใจฟังโดยไม่ถ่อมตัวแม้แต่น้อย
เฉียนเพ่ยอิงแสดงออกด้วยการกระทำ “ใช้แรงไปไม่น้อยแน่ๆ เดี๋ยวแม่จะเจาะตุ่มน้ำออกให้ กินเต้าหู้แห้งก่อนสิ คนอื่นไม่มีหรอกนะ แม่ตั้งใจไปซื้อที่บ้านยายไป๋มาสองสามแผ่น ลูกชอบกินไม่ใช่เหรอ จริงสิ กินกันแค่บ้านเราไม่กี่คน พวกเจ้าสองคนอย่าเอาออกไปพูดล่ะ”
ซ่งฝูเซิงมองลูกสาวพลางยิ้ม คิดในใจ ไม่มีเด็กคนไหนที่เก่งไปกว่าลูกสาวเขาอีกแล้ว
ทำไมถึงได้เก่งขนาดนี้ เหมือนเขา
ซ่งฝูหลิงฟังพ่อแม่น้องชายพูดชม เอาแผ่นเต้าหู้แห้งห่อผักผอผอติง ห่อต้นหอม ทาน้ำพริกไข่ ผอผอติงเข้ากันกับน้ำพริกไข่ที่สุด ม้วนแล้วยัดเข้าปาก เคี้ยวกรุบๆ
กินผักทาน้ำพริกหนึ่งคำ ตักโจ๊กข้าวโพดกินสองสามคำ จากนั้นก็คีบกระเทียมเล็กที่เพิ่งหมักเข้าปาก
หมี่โซ่วรู้จักกินยิ่งกว่า กัดกระเทียมคำ กินโจ๊กคำ กัดแผ่นแป้งนุ่มๆ ที่ป้าเพิ่งทอดให้
ใช้ปลายตะเกียบแตะน้ำพริกไข่นิดหน่อย เอามากวนในโจ๊กเพื่อให้มีสีสัน จากนั้นก็ยกซดไปครึ่งชาม
ซ่งฝูหลิงโตมาท่ามกลางคำชมตลอด ครั้งนี้แม้แต่หมี่โซ่วก็เหมือนกัน ยิ่งชมยิ่งติดลม
จินเป่าตะโกนเรียกหมี่โซ่วไปเล่น
“ไม่เอา ข้าจะกินผักป่า อย่าหาว่าข้าว่าเลยนะพี่จินเป่า ถ้าไม่ทำงานจะเอาอะไรกิน ถ้าของกินหมดพี่ยังจะเอาแต่เล่นอีกเหรอ อย่าอยู่ไปวันๆ เลย”
ซ่งฝูหลิงเองก็ยิ่งขุดผักยิ่งสนุก
ในขณะที่พวกยายๆ เหน็ดเหนื่อยกันเหลือเกิน ซ่งฝูหลิงก็ได้ถางแปลงผักขนาดใหญ่ ทั้งหมักขี้ ทั้งปลูกผักกาดขาว ผักกุยช่าย ปวยเล้ง ขึ้นฉ่าย ต้นหอม ฟักทอง จี่ไฉ่ โหยวไฉ่ ผักกาดหอม ผักชี ทั้งยังปลูกต้นน้ำเต้าใกล้รั้ว ทุกวันก่อนเที่ยงพาพวกเด็กๆ ไปเรียนหนังสือวาดภาพ ตอนบ่ายหลังนอนกลางวันก็ไปขุดผัก
“พี่สาว อย่าเอาแต่กินสิ” ใต้ต้นไม้ พวกเด็กๆ กวักมือด้วยความร้อนใจ เงยหน้ามองซ่งฝูหลิงที่อยู่บนต้นอวี๋เฉียน
ซ่งฝูหลิงขึ้นไปได้ก็รูดเอาเข้าปาก หวาน หวานจริงๆ โดยเฉพาะตรงกลางที่โผล่ออกมา หวานสุดๆ รีบรูดใส่กระเป๋าไม่หยุด
เด็กในหมู่บ้านถามหมี่โซ่วด้วยความอิจฉา “นี่พี่สาวเจ้าปีนต้นไม้เป็นด้วยเหรอ”
“ตัดนี่ทิ้งไป มั่นใจในตัวเองหน่อย พี่สาวข้าขึ้นเขาลงห้วย ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้”
จากนั้นในบ้านก็มีของกินเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งอย่าง
ซ่งฝูหลิงรูดมาหมดทุกต้นในหมู่บ้าน เล่นเอาเด็กๆ ในหมู่บ้านร้องไห้กันใหญ่ ทำให้ทุกคนได้กินแป้งทอดข้าวโพดอวี๋เฉียน หมั่นโถวข้าวโพดอวี๋เฉียน พอยกเข้ามาก็อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของฤดูใบไม้ผลิ
หมี่โซ่วซดน้ำแกงเกอตาแล้วกัดแป้งทอด “พี่สาว พี่สาวไม่ได้แกล้งข้าจริงด้วย กินแบบนี้อร่อยจริงๆ”