ทะลุมิติมาเปิดร้านอาหารอยู่ต่างโลก: GOURMET OF ANOTHER WORLD - บทที่ 471 เขาจะเก็บความปวดใจเอาไว้เงียบๆ
- Home
- ทะลุมิติมาเปิดร้านอาหารอยู่ต่างโลก: GOURMET OF ANOTHER WORLD
- บทที่ 471 เขาจะเก็บความปวดใจเอาไว้เงียบๆ
สัมผัสที่กระตุ้นต่อมรับรสจนร่างกายของนางสั่นเทาด้วยความปีติก่อนหน้านี้นั้นช่างยอดเยี่ยมเกินบรรยาย หญิงสาวจากยมโลกเสพติดมันเข้าแล้วอย่างไม่รู้ตัว นางต้องการลิ้มรสข้าวโลหิตมังกรของปู้ฟางอีกครั้ง
ทว่าขณะที่หญิงสาวจากยมโลกกำลังอดรนทนไม่ไหว ปู้ฟางก็พยายามรักษาอาการปวดหัวตุ้บๆ จากสถานการณ์นี้อยู่ ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากทำอาหารจานนี้ เพียงแต่ว่า… เขาไม่มีวัตถุดิบ
ปู้ฟางยังมีข้าวโลหิตมังกรอยู่ แต่คงไม่อาจปรุงข้าวอย่างเดียวให้ได้รสชาติเทียบเท่าข้าวโลหิตมังกรตามมาตรฐาน การขาดมงกุฎเลือดไปย่อมส่งผลต่อรสชาติไม่น้อย
แต่ถ้าปู้ฟางแค่ต้องผัดข้าวโลหิตมังกร เรื่องนี้เขาทำได้ การปรุงข้าวโลหิตมังกรให้ออกมาเป็นอาหารจานโอชะสำหรับเขาแล้วไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด
แต่หากไร้ซึ่งมงกุฎเลือด ข้าวโลหิตมังกรก็ไม่อาจให้พลังสารัตถะที่เพียงพอต่อความต้องการของหญิงสาวจากยมโลก
การไม่สามารถมอบประสบการณ์อันสมบูรณ์แบบให้ลูกค้าได้ถือเป็นเรื่องเสียเกียรติของพ่อครัว ปู้ฟางย่อมไม่ยอมทำอาหารเช่นนั้นออกมาเด็ดขาด
นัยน์ตาดำสนิทของหญิงสาวจากยมโลกจับจ้องปู้ฟางไม่วางตา แววตาคาดหวังล้นปรี่ของนางทำให้ปู้ฟางขนลุกซู่
ชายหนุ่มรู้สึกราวกับว่าหากปฏิเสธนางคงไม่ต่างจากการทำบาปร้ายแรง
“เจ้าหนูปู้ฟาง เจ้ายังมีแก่นผลึกม่วงอยู่ไม่ใช่หรือ”
เจ้าดำผู้ที่ควรงีบอยู่ที่ไหนสักแห่งบนดาดฟ้าเรือ จู่ๆ ก็โผล่มาข้างๆ ปู้ฟางพลางกระซิบใส่หู
แก่นผลึกม่วงอย่างนั้นหรือ
ดวงตาของปู้ฟางลุกโชนขึ้นมาทันที เจ้าดำพูดถูก ถึงแม้จะไม่มีมงกุฎเลือด เขาก็ยังมีแก่นผลึกม่วงอยู่ วัตถุดิบล้ำค่านี้มีพลังสารัตถะเข้มข้นยิ่งกว่ามงกุฎเลือด ก่อนหน้านี้หญิงสาวจากยมโลกถึงกับโกรธเกรี้ยวเพราะวัตถุดิบชนิดนี้ถูกเขาชิงมา
ขณะที่ปู้ฟางกำลังครุ่นคิดเรื่องนี้ เขาก็หันไปจ้องเจ้าดำตรงๆ ด้วยแววตาเคลือบแคลง
เขารู้ดีว่าจุดประสงค์ที่เจ้าสุนัขขี้เกียจพูดเรื่องแก่นผลึกม่วงขึ้นมา ต้องไม่มีเพียงเท่านี้เป็นแน่
จู่ๆ ปู้ฟางก็นึกขึ้นได้ว่าหลังจากไม่เจอเจ้าสุนัขขี้เกียจมาสักพัก มันก็เรื่องฉลาดและเจ้าเล่ห์ขึ้นมาก
“แก่นผลึกม่วงเป็นวัตถุดิบที่ยอดเยี่ยม ถึงแม้ว่าจะกินเข้าไปสดๆ ก็ยังมีรสชาติดีเยี่ยม แถมยังเปี่ยมไปด้วยพลังสารัตถะ ซึ่งมีผลต่อต้านคำสาปของหญิงสาวจากยมโลกได้อยู่หมัด” เจ้าดำอธิบายกับปู้ฟาง
นัยน์ตาของหญิงสาวจากยมโลกลุกวาว
ปู้ฟางอึ้งไป ชายหนุ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
“ที่เจ้าพูดก็สมเหตุสมผล แต่ตอนนี้เราต้องคิดหาทางออกจากดินแดนเร้นลับทะเลเมฆาให้ได้เสียก่อนค่อยคุยกันเรื่องนี้ ก่อนจะออกจากดินแดนเร้นลับแห่งนี้ ข้าจะปรุงอาหารให้นางแน่นอน” ปู้ฟางพูดก่อนจะก้าวออกไปโดยไม่หันกลับมามอง
หญิงสาวจากยมโลกกังวลมาก ขาเรียวยาวของนางก้าวตามปู้ฟางไปด้วย
“สหายปู้ เจ้าหมาอ้วนนี่เป็นสัตว์เลี้ยงของเจ้าหรือ ข้าไม่เคยเห็นมันที่ร้านมาก่อน” นัยน์ตาของหนานกงอู๋เชวียลุกโชนเมื่อเห็นเจ้าดำ
ความคิดแรกที่วิ่งผ่านใจเขาเมื่อเห็นเจ้าสุนัขคือ “เจ้าสุนัขนี่ช่างอ้วนกลมเสียจริง” ความคิดที่สองคือ “สุนัขอ้วนท้วนเช่นนี้ต้องอร่อยมากแน่”
หนานกงอู๋เชวียเคยขโมยไก่จากหอคอยโอสถมาก่อน เมื่อเขาเห็นสุนัขสีดำ จึงเผลอเอื้อมมือออกไปลูบมัน ไม่มีสิ่งใดน่าตื่นเต้นไปกว่าการขโมยไก่และการลูบสุนัขแล้ว
แต่เมื่อเห็นหญิงสาวผมดำยาวเบื้องหลังปู้ฟาง ร่างของเขาก็สั่นเทาขึ้นมา
หนานกงอู๋เชวียหวาดกลัวสตรีนางนี้ยิ่งนัก นางทิ้งเงาแห่งความกลัวเอาไว้ในใจเขา
เจ้าดำเหมือนจะสัมผัสได้ถึงสายตาคิดร้ายของหนานกงอู๋เชวีย แต่มันก็แค่เบ้ปาก ไม่ใคร่สนใจตัวตลกผู้นี้เท่าใดนัก
“พวกเราจะออกจากดินแดนเร้นลับได้อย่างไร” ปู้ฟางไม่ตอบคำถามของหนานกงอู๋เชวียแต่เปลี่ยนเรื่องแทน หากพวกเขาต้องการออกจากดินแดนเร้นลับ แน่นอนว่าต้องขอความช่วยเหลือจากหนานกงอู๋เชวีย
ถึงแม้คนผู้นี้จะชอบทำตัวเพี้ยนๆ แต่ก็ยังเป็นถึงผู้สืบทอดตระกูลหนานกง เขาต้องรู้จักดินแดนเร้นลับดีกว่าทุกคนในที่แห่งนี้ ในเมื่อเขารู้วิธีเข้าก็ต้องรู้วิธีออกด้วย
“เราจะกลับกันแล้วหรือ” หนานกงอู๋เชวียออกจะประหลาดใจกับคำถามของปู้ฟางอยู่ไม่น้อย
เหตุใดพวกเขาถึงจะกลับออกไปล่ะ เกิดอะไรขึ้นหรือ เป็นไปได้หรือไม่ว่าการต่อสู้แย่งชิงในดินแดนเร้นลับจบลงแล้ว พวกเขาชิงโอกาสและสมบัติอื่นๆ กันเรียบร้อยแล้วหรือ
“แน่สิ ถ้าไม่กลับแล้วจะอยู่ต่อทำไมเล่า” ปู้ฟางถามอย่างใจเย็น
หนานกงอู๋เชวียมองไปทางหญิงสาวจากยมโลก และจู่ๆ ก็รู้สึกอยากพุ่งเข้าใส่นาง ถึงแม้ว่าจะเป็นการเสี่ยงชีวิตก็ตามที
เขาลำบากยากเย็นแทบตายกว่าจะได้เข้ามายังดินแดนเร้นลับแห่งนี้ เพื่อแสวงหาโชคลาภที่ใหญ่พอจะทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นแล้วชิงตระกูลหนานกงกลับคืนมา
แต่สตรีนางนี้ทำสิ่งใดลงไป
นางขังเขาเอาไว้ในห้องโดยสารเรือที่มืดมิดน่าขนลุกขนชัน แถมยังมาเลียเขาอยู่บ่อยครั้ง
ผลของการถูกกระทำคืออะไรน่ะหรือ
เขาก็พลาดโอกาสดีๆ ทั้งหมดไปอย่างไรเล่า… จบลงที่เข้ามาในดินแดนเร้นลับชนิดไม่ได้อะไรกลับไปเลย
เหตุใดโลกจึงใจร้ายกับเขาเช่นนี้ หนานกงอู๋เชวียรู้สึกราวกับมีลูกธนูที่มองไม่เห็นนับไม่ถ้วนปักทะลุหัวใจ ทำให้น้ำตาหลั่งรินออกมาไม่หยุด
ปู้ฟางไม่เข้าใจว่าเหตุใดหนานกงอู๋เชวียจึงร้องไห้ออกมาอีกครั้ง พวกเขาไม่พบกันแค่พักเดียว จู่ๆ เจ้าคนเพี้ยนนี่ก็ร้องไห้เก่งราวกับเป็นสตรี คนอื่นๆ เข้ามาในดินแดนเร้นลับเพื่อต่อสู้แย่งชิงโอกาส เจ้าคนเพี้ยนนี่เข้ามาเพื่อเปลี่ยนเพศตนเองอย่างนั้นหรือ
“การจะออกจากดินแดนเร้นลับไม่ได้ซับซ้อนแต่อย่างใด ดินแดนเร้นลับแห่งนี้มีวงแหวนปราณที่ตระกูลหนานกงใช้ทรัพย์ไปมหาศาลเพื่อหลอมขึ้นมา วงแหวนปราณจะพาเราออกไปจากดินแดนเร้นลับทะเลเมฆา” หนานกงอู๋เชวียพูดพลางซับน้ำตา
เขากำลังทุกข์ใจอย่างมาก แต่ก็เลือกที่จะไม่พูดถึงมัน
“วงแหวนปราณเคลื่อนย้ายอย่างนั้นหรือ” ปู้ฟางพยักหน้า หากมีวงแหวนปราณเคลื่อนย้ายให้ใช้ ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น
“เจ้าหาวงแหวนปราณเคลื่อนย้ายนั่นได้หรือไม่ หากเจ้าพาพวกเราไปที่นั่นได้ ข้าจะเริ่มทำข้าวมังกรโลหิตฉบับปรับปรุงให้เจ้าทันที” ปู้ฟางหันไปกล่าวกับหญิงสาวจากยมโลกผู้กำลังรื่นเริง
หญิงสาวจากยมโลกพยักหน้าก่อนจะยกมือขึ้น ใบเรือโบกสะบัดทันทีที่กระแสลมแรงพัดกระโชกใส่ ก่อนที่เรือจะเริ่มแล่นฉิวไปบนผิวทะเล
“รอสักประเดี๋ยว เจ้าจะเห็นวงแหวนปราณเคลื่อนย้ายในไม่ช้า” หญิงสาวจากยมโลกกล่าว “อย่าลืมคำสัญญาเล่า”
ปู้ฟางพยักหน้าให้นางด้วยสีหน้านิ่งเรียบ
น้ำมูกไหลหยดจากจมูกของหนานกงอู๋เชวีย เขายกมือเสยผมสีแดงบนศีรษะ ก่อนจะดึงปู้ฟางเข้ามุมแล้วเริ่มถามไถ่ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในดินแดนเร้นลับแห่งนี้
ถึงแม้ว่าการเดินทางสู่ดินแดนเร้นลับของหนานกงอู๋เชวียจะสูญเปล่า แต่ไหนๆ เขาก็มาแล้ว อย่างน้อยก็อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แบบนี้เวลากลับไปแล้วมีคนถาม เขาจะได้ตอบคล่องปากหน่อย
ปู้ฟางไม่ได้คิดมากคิดมายอะไร จึงเล่าทุกอย่างให้หนานกงอู๋เชวียฟัง
แน่นอนว่าชายหนุ่มปิดบังความจริงบางประการเกี่ยวกับตัวเองไว้ เช่น เรื่องวัตถุดิบที่เขาหามาได้ การได้รับไข่ปักษาเพลิงมาเพราะโชคช่วย และอื่นๆ
“เจ้าหมาแก่หนานกงเสวียนเฮ่อตายแล้วหรือ ฮ่าๆๆ! ตายไปเสียได้ก็ดีแล้ว ตั้งแต่ก่อนที่ข้าจะเข้ามาในดินแดนเร้นลับ ข้าก็รู้อยู่แล้วว่าไอ้หมาแก่นั่นจะต้องตายในไม่ช้า เป็นไปตามที่คาดไว้จริงเสียด้วย”
หนานกงอู๋เชวียดีใจเป็นบ้าเป็นหลังเมื่อได้รู้ว่าสุนัขแก่หนานกงเสวียนเฮ่อตายในดินแดนเร้นลับแห่งนี้ เขารู้สึกราวกับได้รับโอกาสที่หาสิ่งใดเปรียบไม่ได้
ตอนนี้หนานกงอู๋เชวียรู้สึกว่าการเดินทางมายังดินแดนเร้นลับครั้งนี้คุ้มค่าแล้ว ถึงจะไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือไป แค่ได้รู้ข่าวการตายของสุนัขชรานั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับเขา
เมื่อสุนัขแก่หนานกงเสวียนเฮ่อตาย เขาก็มีโอกาสกลับไปยึดตระกูลหนานกงคืนมา
แต่หนานกงเสวียนหูยังมีชีวิตอยู่ แถมอีกฝ่ายยังเป็นยอดฝีมือที่ทำลายโซ่ตรวนขั้นเซียนเทพได้ถึงสองชิ้น และหนานกงอู๋เชวียคงเอาชนะคนผู้นี้ไม่ได้
แต่ถึงอย่างไรนี่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอะไร ตราบใดที่สุนัขแก่หนานกงเสวียนเฮ่อตายแล้ว การจัดการเรื่องอื่นๆ ก็คงไม่ยากเย็นนัก
“ดูนั่น วงแหวนปราณเคลื่อนย้ายอยู่ตรงนั้น”
หญิงสาวจากยมโลกผู้ที่เงียบมาตลอดกล่าวขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย นางชี้ไปที่ลำแสงซึ่งพุ่งขึ้นสูงเทียมเมฆ ทำให้หมู่เมฆพากันหมุนวนเป็นเกลียว
นับเป็นภาพที่งดงามไม่น้อย
ปู้ฟางที่ยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือยมโลกมองตามทางทิศที่นางชี้ แล้วเห็นว่าวงแหวนปราณนั้นเป็นเกาะขนาดใหญ่
ตระกูลหนานกงใช้เงินไปเยอะมากจริงๆ พวกเขาถึงกับใช้เกาะทั้งเกาะทำเป็นวงแหวนปราณเคลื่อนย้ายทีเดียว
มีเรือวิญญาณหลายลำเร่งความเร็วผ่านเรือยมโลกไป ทุกลำเต็มปรี่ไปด้วยผู้รอดชีวิต เมื่อเรือวิญญาณเหล่านั้นไปถึงเกาะ เงาสีดำหลายร่างก็พุ่งออกมาก่อนก้าวเข้าไปในวงแหวนปราณ
ปู้ฟางพยักหน้าให้หญิงสาวเมื่อยืนยันตำแหน่งของวงแหวนปราณเรียบร้อย
ควันสีเขียวหมุนวนอยู่รอบมือของชายหนุ่มก่อนที่กระทะกลุ่มดาวเต่าดำจะปรากฏขึ้น กระทะกลุ่มดาวเต่าดำยังหนักอึ้งและหน้าตาบ้านๆ เหมือนทุกครั้ง มันเปล่งรัศมีที่ทำให้ทุกหัวใจต้องสั่นไหวด้วยความกลัวออกมา
ชายหนุ่มเปิดปากพ่นลูกไฟสีทอง เขารักษาสัญญาที่ให้ไว้กับหญิงสาวจากยมโลกเพราะกำลังเริ่มปรุงข้าวโลหิตมังกรเพื่อตอบแทนนาง
หญิงสาวจากยมโลกยืนนิ่งอย่างคาดหวัง
ส่วนหนานกงอู๋เชวียก็ยืดคอมองเปลวเพลิงอัคนีแห่งสวรรค์และปฐพีของปู้ฟางด้วยสายตาริษยา ครั้งหนึ่งเขาเองก็เคยใช้เปลวเพลิงอัคนีแห่งสวรรค์และปฐพีได้เช่นเดียวกัน
กลิ่นหอมยั่วยวนโชยออกมาจากกระทะกลุ่มดาวเต่าดำ ทำเอาทั้งหญิงสาวจากยมโลกและหนานกงอู๋เชวียรู้สึกมึนเมา
ครั้งนี้ปู้ฟางไม่มีมงกุฎโลหิต เขาจึงตัดสินใจใช้แก่นผลึกม่วงแทน ชายหนุ่มหยิบขวดหยกอุ่นมือออกมาจากกระเป๋าคลังเก็บ พลังสารัตถะเข้มข้นลอยออกมาจากขวด ภายในขวดหยกเต็มเปี่ยมด้วยแก่นผลึกม่วงที่ปู้ฟางพบในเหมืองผลึก
เจ้าสุนัขอ้วนมาปรากฏตัวอยู่ข้างๆ ปู้ฟาง พลางจับจ้องขวดหยกในมือชายหนุ่มด้วยดวงตาเบิกกว้าง ขวดหยกนั่นเต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นที่เจ้าดำคุ้นเคยทำให้มันเริ่มตื่นเต้นขึ้นมา
มันเปิดปากแลบลิ้น น้ำลายย้อยออกมายกใหญ่
แก่นผลึกม่วงเป็นอาหารอันโอชะที่เป็นรองเพียงซี่โครงเนื้อเปรี้ยวหวานเท่านั้น
พลังปราณเที่ยงแท้ของปู้ฟางหมุนวนอยู่รอบมือของเขา ก่อนที่แรงดูดทรงพลังจะพุ่งเข้าใส่ขวดใบนั้น
หยาดสีม่วงปลิวออกจากขวดมาลอยอยู่เหนือนิ้วของชายหนุ่ม มันคือแก่นผลึกม่วงนั่นเอง เพียงหยดเดียวก็มีพลังสารัตถะหนาแน่นจนชวนให้ตะลึง ชายหนุ่มเก็บขวดหยกเข้าที่ก่อนจะส่งหยาดสีม่วงให้ไปลอยอยู่เหนือกระทะ
พลังปราณเที่ยงแท้รอบๆ นิ้วของปู้ฟางแปรเปลี่ยนเป็นสว่านแหลมคมที่แยกหยาดสีม่วงนั้นออกเป็นเสี้ยวภายใต้สายตาของคนอื่นๆ
มีเสียงวัตถุแตกละเอียดสะท้อนก้องออกมามาเบาๆ
หยาดของแก่นผลึกม่วงกระจายกลายเป็นหยดเล็กๆ ที่ร่วงลงไปในกระทะ ทำให้ข้าวโลหิตมังกรม่วงกลายเป็นสีม่วงทันที มันส่องประกายสีม่วงเข้มออกมา
ปู้ฟางเริ่มเขย่ากระทะเพื่อผัดข้าวโลหิตมังกรซึ่งทำให้กลิ่นยิ่งหอมแรงขึ้น อาหารจานนี้เริ่มส่งกลิ่นหอมหวานเสียจนปู้ฟางเองยังตกใจ แก่นผลึกม่วงเป็นเครื่องปรุงรสชั้นเยี่ยมที่น่าประทับใจเสียจริง
พลังสารัตถะ พลังปราณ และไอน้ำหนาแน่นกระจายออกมาจากกระทะ ทุกคนในที่นี้อดสูดหายใจลึกๆ ไม่ได้
ปู้ฟางตักข้าวโลหิตมังกรสีม่วงขึ้นมาใส่จนเต็มชามกระเบื้องเคลือบ ก่อนส่งไปให้หญิงสาวจากยมโลก
นางคว้าชามมาอย่างอดรนทนไม่ได้ก่อนจะยัดข้าวเข้าปาก ไม่ใส่ใจสักนิดว่ามันจะร้อนฉ่าขนาดไหน มารยาทบนโต๊ะอาหารของนางช่างสวนทางกับรูปลักษณ์ภายนอกที่หยิ่งยโสและงามสง่าเสียจริง
“เจ้าหนูปู้ฟาง ไหนอาหารของท่านสุนัขผู้ยิ่งใหญ่เล่า ขอสักชามสิ”
“สหายปู้ ของข้าล่ะ ข้าไม่มีอะไรตกถึงท้องมานานกว่าสามวันสามคืนแล้ว”
ทันทีที่ปู้ฟางละสายตาจากหญิงสาวจากยมโลกที่กำลังเปี่ยมสุข เสียงตะกละตะกลามสองเสียงก็ดังขึ้นจากข้างกายเขา
เสียงทั้งสองนั้นทำเอาปู้ฟางตัวสั่นอย่างไม่ตั้งใจ