ทะลุมิติมาเปิดร้านอาหารอยู่ต่างโลก: GOURMET OF ANOTHER WORLD - บทที่ 470 หนานกงอู๋เชวียผู้ดื้อดึง
- Home
- ทะลุมิติมาเปิดร้านอาหารอยู่ต่างโลก: GOURMET OF ANOTHER WORLD
- บทที่ 470 หนานกงอู๋เชวียผู้ดื้อดึง
หญิงสาวจากยมโลกตกตะลึงกับคำพูดของเจ้าดำก่อนจะหันมามองใบหน้าอ้วนกลมเด้งดึ๋งของมัน เสียงทุ้มนุ่มฟังเหมือนกำลังล่อลวงนาง แต่คำพูดของมันก็มีส่วนจริงอยู่เหมือนกัน
นางเลียริมฝีปากราวกับว่าคำชักชวนนั้นยั่วเย้าไม่น้อย
แต่หญิงสาวจากยมโลกก็ยังชั่งใจอยู่ เพราะไม่แน่ใจว่าปู้ฟางจะทำอาหารที่เปี่ยมด้วยพลังสารัตถะให้นางได้ตลอด
หากนางไม่ได้รับพลังสารัตถะเพียงพอก็จะได้รับผลของคำสาป ร่างกายของนางจะเจ็บปวดราวกับถูกหั่นด้วยมีดพันเล่มหรือไม่ก็ถูกมดเป็นหมื่นตัวกัดทึ้ง
เพราะเหตุนี้เองนางจึงยังไม่กล้าตัดสินใจ
ภายในดินแดนเร้นลับมีวัตถุดิบจากสวรรค์และสมบัติทางโลกที่เปี่ยมด้วยพลังสารัตถะอยู่มากมาย นางสามารถหยิบจับพวกมันออกมาเมื่อใดก็ได้ตามต้องการ แต่เมื่อนางออกจากดินแดนเร้นลับ การหาวัตถุดิบจากสวรรค์และสมบัติทางโลกจะเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง
ดังนั้นหญิงสาวจากยมโลกจึงต้องตัดสินใจให้ดี
ความคิดของนางล่องลอยไปถึงข้าวโลหิตมังกรร้อนๆ และความปรีดาที่นางรู้สึกเมื่ออาหารจานนั้นไหลลงลำคอเย็นเยียบสู่ท้องที่ราวกับต้นไม้ตายซากของนาง ส่งพลังสารัตถะที่เปี่ยมล้นไปทั่วร่าง ความคิดนี้ทำให้หญิงสาวจากยมโลกไม่อยากอยู่ห่างจากปู้ฟาง
“เจ้าหนุ่มนั่นอาจไม่ค่อยมีประโยชน์นัก แต่ทักษะการทำอาหารของเขาล้ำเลิศ เจ้าเชื่อท่านสุนัขผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้เถอะ ข้าไม่หลอกเจ้าหรอก อย่างไรเสียเจ้าก็ควรเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตนเอง ถึงแม้เจ้าจะถูกสาปและโดนขับไล่ออกมา แต่ก็ยังสามารถใช้ชีวิตให้คุ้มค่าได้” ท่านสุนัขผู้ยิ่งใหญ่พูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่นเพื่อหลอกล่อนาง
ปู้ฟางไม่รู้เลยว่าเจ้าดำกับหญิงสาวจากยมโลกคุยเรื่องอะไรกันอยู่ เขากำลังเดินไปรอบๆ สถานที่แห่งนี้ ถึงแม้ว่าที่นี่จะไม่ใหญ่นัก แต่ก็เปี่ยมไปด้วยหินหนืดและคลื่นความร้อนปั่นป่วน
ความเข้มข้นของพลังปราณลดลงอย่างต่อเนื่องหลังจากไข่ปักษาเพลิงหายไป ความรู้สึกที่ราวกับว่ากำลังแหวกว่ายอยู่ในพลังปราณก็อันตรธานไปด้วย
ชายหนุ่มหวังจะได้พบสมุนไพรพลังปราณบางชนิด แต่ก็ต้องผิดหวัง
สถานที่แห่งนี้เป็นถิ่นของไข่ปักษาเพลิงและหญ้ามังกรเปลี่ยนกระดูก พลังปราณของสถานที่แห่งนี้จึงถูกทั้งสองสิ่งช่วงชิงไป ดังนั้นจึงไม่มีสมุนไพรพลังปราณอื่นใดเติบโตอยู่ที่นี่แม้แต่น้อย
หลังจากที่ปู้ฟางเดินสำรวจจนทั่ว เขาก็ตัดสินใจออกไปเพราะไม่มีสิ่งใดที่มีประโยชน์พอจะให้อยู่ต่ออีก
เจ้าขาวเดินตามปู้ฟางอย่างใกล้ชิด นัยน์ตาของมันส่องแสงเรื่อเรืองสีม่วง เจ้ากุ้งโบกก้ามของมันพลางกลอกตาไปมา
“ไปกันเถอะ เราควรไปจากที่นี่ได้แล้ว” ปู้ฟางพูดกับเจ้าดำ ผู้ที่ยังกระซิบกระซาบกับหญิงสาวจากยมโลกไม่หยุด
ท่านสุนัขผู้ยิ่งใหญ่โบกหางก่อนจะส่งสายตาให้หญิงสาวจากยมโลกเป็นเชิงว่า ‘เจ้าควรจะคิดดูให้ดี’ จากนั้นก็ก้าวอาดๆ ไปเคียงข้างปู้ฟางด้วยท่วงท่าสง่างามเหมือนแมว
ปู้ฟางมองไปทางหญิงสาวจากยมโลกที่ยังนิ่งงันอยู่กับที่ ก่อนจะหันหลังเดินออกไปโดยไม่กล่าวสิ่งใดกับนางอีก ชายหนุ่มเดินไปที่รอยแยก
ผมดำยาวของหญิงสาวจากยมโลกปลิวไสวเมื่อคลื่นความร้อนซัดผ่าน ขาเรียวยาวก้าวออกไปข้างหน้าขณะที่เท้าซึ่งเปล่งประกายวางทาบลงบนพื้นดิน
ปู้ฟางสัมผัสได้ถึงสายลมแผ่วเบาเมื่อหญิงสาวจากยมโลกเดินตามเขามาติดๆ อย่างไร้อารมณ์ ชายหนุ่มตกใจเล็กน้อยแต่ไม่ได้ใส่ใจนัก เพราะทางที่เขากำลังมุ่งไปเป็นทางเดียวที่จะออกจากที่นี่ได้ ดังนั้นสตรีนางนี้คงเดินตามเขามาเพื่อจะออกไปเช่นกัน
พอทุกคนออกมาจากรอยแยก ก็ไปปรากฏบนพื้นผิวของเกาะอาหารเลิศรสที่ถล่มไปแล้ว
เกาะอาหารเลิศรสที่เคยอุดมสมบูรณ์เนืองแน่นไปด้วยอาหารจานเด็ดนานา ตอนนี้เหลือเพียงซากเท่านั้น
ต้นไม้พลังปราณแปลกประหลาดที่เคยเติบโตอยู่บนนี้ หากไม่ถูกทำลายจนย่อยยับก็กลายเป็นตอตะโกไปเสียสิ้นเพราะการไหลท่วมของหินหนืด ไอร้อนยังลอยล่องออกมาจากซากเถ้าถ่านไม่หยุด
หญ้าที่เคยเขียวชอุ่มตอนนี้เหลือเพียงเศษดำๆ พื้นดินแตกระแหงไปทุกหย่อม
ขณะที่ปู้ฟางกำลังก้าวเดินไปบนพื้นดินแตกระแหง ชายหนุ่มก็กวาดตามองไปรอบๆ เกาะอาหารเลิศรสที่ย่อยยับก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างอดไม่ได้
การบังเกิดของปาฏิหาริย์ทางธรรมชาติอย่างเกาะอาหารเลิศรสนั้นหาได้ยากยิ่ง นับเป็นโอกาสอันดีเลิศที่พ่อครัวคนหนึ่งจะได้พานพบช่างน่าเสียดายที่สิ่งสวยงามส่วนมากมักอายุไม่ยืน
จู่ๆ ปู้ฟางก็รู้สึกเศร้าสร้อยเพราะเกาะอาหารเลิศรสถูกทำลาย แต่มันก็เป็นเรื่องที่เกินความสามารถของเขาจะหยุดยั้งได้
หลังจากเดินไปรอบๆ เกาะอาหารเลิศรสที่ล่มสลายไปแล้ว ปู้ฟางก็อดขมวดคิ้วไม่ได้
เรือวิญญาณทั้งหมดหายไปเรียบ เขาจะออกจากที่นี่ได้อย่างไรหากไม่มีเรือ
ยิ่งไปกว่านั้นเขาจะออกจากดินแดนเร้นลับแห่งนี้ได้อย่างไร
ปู้ฟางรู้สึกมึนงงกับปริศนานี้ยิ่งนัก
จริงๆ แล้วควรมีคนอีกมากที่เข้ามาในดินแดนเร้นลับและยังมีชีวิตอยู่ นั่นเพราะไม่ใช่ทุกคนที่เร่งรีบมายังเกาะอาหารเลิศรส ฉะนั้นแล้วก็ควรมีผู้รอดชีวิตหลงเหลืออยู่บนเกาะอื่นๆ บ้าง
เหตุผลที่พวกเขาไม่ได้รีบรุดมายังเกาะอาหารเลิศรส อาจเป็นเพราะได้พบเจอกับโชคลาภอื่นๆ ที่เหมาะกับพวกเขามากกว่า
รัศมีเย็นยะเยือกแผ่ออกมาจากกายของหญิงสาวจากยมโลกที่อยู่เบื้องหลังปู้ฟาง
ชายหนุ่มตัวสั่นก่อนจะหันศีรษะกลับไปมองด้านหลังตนตามสัญชาติญาณ
หญิงสาวจากยมโลกพยักหน้าให้ปู้ฟางก่อนจะชี้ไปยังเรือยมโลกที่ลอยอยู่บนฟ้า
“เจ้าหมายถึงให้ข้าเอาเรือยมโลกของเจ้าไปได้อย่างนั้นหรือ” ปู้ฟางตกใจเล็กน้อย
หญิงสาวจากยมโลกพยักหน้าให้เขาอย่างไร้อารมณ์อีกครั้ง จากนั้นนางก็ยกขาเรียวงามขึ้นและใช้เท้าที่เปล่งประกายแตะพื้นทะยานขึ้นไปบนฟ้า ผมสีดำยาวสยายปลิวสะบัดอยู่ด้านหลัง นางเหาะขึ้นไปบนอากาศก่อนจะไปยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือยมโลก
ปู้ฟางเงยหน้ามอง รีรออยู่ชั่วอึดใจก่อนจะกระโดดตามขึ้นไป
“ข้าไม่อยากรบกวนเจ้าเช่นนี้… ข้าหมายถึง… ถึงแม้ว่าเรือของเจ้าจะประหลาดและอึมครึมอยู่สักหน่อย แต่ก็ยังดีกว่าเรือวิญญาณหลายเท่าตัว” ถึงจะทำทีเป็นขวนเขิน แต่พอขึ้นมายืนอยู่บนดาดฟ้าเรือแล้วเขาก็เริ่มสำรวจตรวจตรามัน
เจ้าดำอ้าปากกว้างพลางหาวออกมา จากนั้นก็เริ่มมองหาที่สบายๆ บนดาดฟ้าเรือก่อนจะนอนลงแล้วหลับไป
หญิงสาวจากยมโลกที่ยืนอยู่ด้านหน้าดาดฟ้าเรือจ้องมองปู้ฟาง จากนั้นเรือยมโลกจะเริ่มเคลื่อนที่พร้อมส่งเสียงดังสนั่น
คลื่นพัดไหวพร้อมเสียงกึกก้อง เรือยมโลกแตะพื้นทะเล ใบเรือสีดำสนิทปลิวไสวในสายลมขณะที่ลำเรือแล่นไปข้างหน้า
ปู้ฟางสนใจเรือยมโลกลำนี้ไม่น้อยจึงเริ่มเดินดูรอบๆ
เรือยมโลกสร้างขึ้นอย่างประณีตด้วยวัสดุชั้นยอด แม้จะดูน่าขนลุก แต่หากมองดีๆ ก็ต้องประหลาดใจกับความพิถีพิถันของมัน
สายตาของปู้ฟางไปหยุดอยู่ตรงห้องโดยสารเรือ ชายหนุ่มนึกบางอย่างออกเมื่อหันไปเห็นประตูที่ปิดสนิท หากเขาจำไม่ผิด เจ้าคนเพี้ยนหนานกงอู๋เชวียอยู่ในห้องโดยสารนั้น สีหน้าสิ้นหวังของอีกฝ่ายหลังจากถูกลากกลับเข้าไปในห้องโดยสารยังชัดเจนอยู่ในความทรงจำของปู้ฟาง
แต่ก็นะ พวกเขาเพิ่งจะทำเสียงอึกทึกครึกโครมกันไป เหตุใดหนานกงอู๋เชวียยังไม่ออกมาอีกเล่า สงสัยคงอายกระมัง
ปู้ฟางก้าวออกไปข้างหน้าหลายก้าวแล้วหยุดยืนอยู่หน้าห้องโดยสาร พ่อครัวหนุ่มยกมือขึ้นหมายจะผลักประตูให้เปิดออก
ทว่าทันทีที่มือสัมผัสโดนประตู ปู้ฟางก็รู้สึกได้ถึงรัศมีแปลกประหลาดและเย็นเยียบจากเบื้องหลัง
ร่างกายของชายหนุ่มแข็งทื่อ เขาหันหลังกลับมาเห็นใบหน้าสวยสง่าแต่เยือกเย็นของหญิงสาวจากยมโลก …
รูจมูกของหนานกงอู๋เชวียกระตุกรุนแรง มีไอน้ำพวยพุ่งออกมาอยู่ตลอด
ร่างของเขาท่วมไปด้วยเหงื่อ ชายหนุ่มขยับกล้ามเนื้อด้วยพลังใจอันล้นเหลือที่สนับสนุนร่างกายอยู่ เขาไม่ยอมแพ้ เขาจะไม่ยอมแพ้เป็นอันขาด เขาคือบุรุษผู้ที่จะก้าวขึ้นเป็นประมุขตระกูลหนานกง เพราะฉะนั้นจะยอมอยู่ในเรือลำนี้แล้วปล่อยให้สตรีนางนั้นเลียเขาจนตายได้อย่างไร
ไม่ได้ เขายอมไม่ได้เป็นอันขาด
เขาจะต้องต่อสู้ดิ้นรนอย่างหนักเพื่อผ่านพลังกดดันมหาศาลนี้แล้วคลานออกไปจากห้องโดยสารให้จงได้
เขาจะมาตายที่นี่ไม่ได้!
เหงื่อเม็ดเป้งไหลลงจากหน้าผากของหนานกงอู๋เชวียก่อนจะผ่านตา จมูก ปาก และคางแล้วหยดลงพื้น เสียงหอบหายใจทำลายความเงียบสงัดในห้องโดยสารน่าขนลุกขนชันแห่งนี้
ชายหนุ่มพร้อมที่จะจบเรื่องนี้แล้ว
เขาใกล้จะถึงประตูห้องโดยสารแล้ว
ฤดูใบไม้ผลิกำลังจะมาเยือน… อีกนิดเดียวเท่านั้น!
ใบหน้าของเขาดูดุดันขณะกัดฟันยกมือขึ้น นิ้วมือของเขาเกือบสัมผัสบานประตูอยู่แล้ว
เอี๊ยด…
อึดใจเดียวกันนั้นเอง เสียงเอี๊ยดอ๊าดก็ดังขึ้นเมื่อบานประตูเปิดออก
แสงสว่างสาดส่องมาจากภายนอก ทำให้หนานกงอู๋เชวียระคายตาจนน้ำตาไหลออกมาอย่างสุดจะกลั้น
ใครบางคนยืนอยู่หน้าประตูห้องโดยสาร
ถึงแม้น้ำตาของหนานกงอู๋เชวียจะไหลอาบแก้ม แต่เขาก็ยังเชิดหน้าสู้
หืม?
ร่างตรงหน้าไม่ใช่ร่างอันเย้ายวนของสตรีผมดำยาวผู้น่าสะพรึงกลัวนี่
หนานกงอู๋เชวียจำเงาของคนที่ยืนอยู่หน้าประตูได้
ทันทีที่ปู้ฟางเปิดประตูห้องโดยสารเรือ เขาก็เห็นร่างหนึ่งนอนอยู่บนพื้น ร่างนั้นยกศีรษะขึ้น รูจมูกเปิดบาน แถมลูกตายังมีน้ำตาไหลออกมา
ห่าเหวอะไรกัน! ไอ้ตัวบ้านี่มันมาจากไหนไม่ทราบ
ปู้ฟางสะดุ้งโหยงด้วยความกลัว เพราะความตกใจ ชายหนุ่มจึงยกขาสูงและเกือบกระทืบหน้าหนานกงอู๋เชวียเข้าให้
ทว่าทันใดนั้นปู้ฟางก็จำหนานกงอู๋เชวียได้ จึงยั้งเท้าเอาไว้ทัน
“สะ… สหายปู้ ทำไมเป็นเจ้าเล่า ข้าไม่ได้ฝันไปใช่ไหม” หนานกงอู๋เชวียถามอย่างตกใจด้วยใบหน้าเปื้อนน้ำตา
ปู้ฟางลดขาลงก่อนจะพยักหน้าแล้วตอบอย่างใจเย็น “ข้าเอง”
หนานกงอู๋เชวียรู้สึกราวกับว่าฤดูใบไม้ผลิมาเยือนแล้วจริงๆ สีหน้ารำคาญใจตรงหน้า เป็นสหายปู้จริงๆ ด้วย!
ทว่าใบหน้าของหนานกงอู๋เชวียก็ซีดขาวลงทันทีเมื่อเห็นขาเรียวยาวเบื้องหลังปู้ฟาง ก่อนที่เจ้าของขาที่มีใบหน้าสวยสะและร่างกายงดงามจะก้าวมายืนข้างๆ ปู้ฟาง
ใบหน้าไร้อารมณ์ของหญิงสาวจากยมโลกปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา
หนานกงอู๋เชวียตกตะลึง ริมฝีปากสั่นระรัวเมื่อความเศร้าตีตื้นขึ้นจนล้นหัวใจ เขาเพิ่งจะคลานมาถึงตรงนี้อย่างยากลำบาก…
หญิงสาวจากยมโลกยกฝ่ามือเรียวบางขึ้นโบก
หนานกงอู๋เชวียโดนซัดกลับลงไปกองกับพื้นก่อน ก่อนจะถูกโยนกลับไปในส่วนลึกที่สุดของห้องโดยสารเรืออีกครั้ง
“ทำไมข้าต้องเป็นคนที่โชคร้ายอยู่ร่ำไป” หนานกงอู๋เชวียเศร้าใจ หญิงสาวจากยมโลกทำลายความฝันและความหวังของเขาลงอีกครา
ปู้ฟางตกตะลึงเมื่อได้เห็นภาพตรงหน้า ชายหนุ่มรู้สึกว่าความสัมพันธ์ระหว่างหนานกงอู๋เชวียและหญิงสาวจากยมโลกนั้นค่อนข้างซับซ้อน
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เป็นการทะเลาะเบาะแว้งที่เกิดจากความรักอย่างนั้นหรือ
ปู้ฟางเริ่มอธิบายกับหญิงสาวจากยมโลกว่าหนานกงอู๋เชวียเป็นสหายของเขา ชายหนุ่มใช้เวลาพักใหญ่เกลี้ยกล่อมให้นางเชื่อว่าเขาและหนานกงอู๋เชวียเป็นสหายกัน แล้วขอให้หญิงสาวปล่อยตัวอีกฝ่ายออกมา
หลังจากฟังปู้ฟางด้วยสีหน้าเรียบเฉย หญิงสาวจากยมโลกก็ส่ายหน้าอย่างหนักแน่น
เสียงร้องโหยหวนน่าเวทนาของหนานกงอู๋เชวียดังสะท้อนออกมาจากส่วนลึกของห้องโดยสารเรือ
ปู้ฟางยกมุมปากขึ้นก่อนเอ่ยถาม “ข้าขอแลกเจ้าหนุ่มนั่นกับข้าวโลหิตมังกรชามหนึ่งได้หรือไม่”
หญิงสาวจากยมโลกผงะ มุมปากของนางยกขึ้นขณะพยักหน้าอย่างน่าเอ็นดู
ปู้ฟางตะลึงกับความเร็วที่นางใช้ยอมรับข้อเสนอ ไหนกันหลักการของเจ้า… ไหนกันความยับยั้งชั่งใจของเจ้า
หนานกงอู๋เชวียไม่ได้มีค่ามากไปกว่าข้าวโลหิตมังกรชามหนึ่งเลย
รอยยิ้มน่ารักจากหญิงสาวจากยมโลกคงอยู่เพียงพริบตาก่อนที่ใบหน้าของนางจะกลับไปเป็นเยือกเย็นไร้อารมณ์เช่นเคย นัยน์ตาดำสนิทของนางจับจ้องไปยังส่วนที่ลึกที่สุดของห้องโดยสาร ก่อนที่นางจะโบกมืออย่างขอไปที
จู่ๆ หนานกงอู๋เชวียก็สัมผัสได้ว่าพลังกดดันที่ทับเขาไว้อันตรธานไปแล้ว
เขาคลานขึ้นมาจนถึงด้านบนอย่างไม่อยากเชื่อ ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นเปี่ยมสุข เมื่อคลานขึ้นมาถึงประตูแล้ว หนานกงอู๋เชวียก็พุ่งตัวออกจากห้องโดยสารเรือพลางแหกปากตะโกน
“สหายปู้ ต่อแต่นี้ไปข้าหนานกงอู๋เชวียจะขออยู่รับใช้รองมือรองเท้าตามแต่เจ้าจะสั่ง” หนานกงอู๋เชวียซาบซึ้งจนสะอื้นไห้ เขามั่นใจว่าผู้ที่ช่วยเขาไว้ต้องเป็นปู้ฟางอย่างแน่นอน
หนานกงอู๋เชวียผู้ดีใจจนสิ้นสติกางแขนวิ่งเข้าหาปู้ฟาง แต่เมื่อสายตาเขาเบนไปเห็นหญิงสาวจากยมโลกที่ยืนอยู่ข้างๆ ปู้ฟาง เขาก็หยุดวิ่งไปเสียเฉยๆ หนานกงอู๋เชวียจ้องใบหน้าเย็นชาแต่สวยงามไร้ที่ติด้วยความหวาดกลัว สตรีนางนี้มาจากยมโลกอย่างแท้จริง
จู่ๆ หนานกงอู๋เชวียก็ล้มเลิกความตั้งใจที่จะกอดปู้ฟาง ก่อนจะหันมารักษาระยะห่างจากหญิงสาวจากยมโลกเป็นอันดับแรก
หลังจากที่หญิงสาวจากยมโลกเห็นหนานกงอู๋เชวียเดินห่างไป นางก็เบนสายตามามองเถ้าแก่ปู้
“เร็ว… ทำอาหารให้ข้า”
จู่ๆ ปู้ฟางก็รู้สึกปวดหัวตุ้บๆ เขาจะทำข้าวโลหิตมังกรโดยไม่มีมงกุฎเลือดได้อย่างไรกัน