ทะลุมิติมาเป็นภรรยาของตัวร้าย - ตอนที่ 439 ชายหญิงไม่อาจชิดใกล้
ตอนที่ 439 ชายหญิงไม่อาจชิดใกล้
นอกประตู ม่อเป่ยนำตัวจางเฮานายผู้เฒ่าตระกูลจางเข้ามา
ยามนี้นายผู้เฒ่าตระกูลจางทั้งตกใจและหวาดกลัว พร้อมกับแอบรู้สึกว่าโชคดี แม้พวกเขาค้าเกลือและใบชาเถื่อน แต่ผู้ว่าเมืองหนิงโจวก็คงช่วยเขาได้ ไม่เช่นนั้นเขาเองก็คงต้องเคราะห์ร้ายแล้ว
แต่พอนายผู้เฒ่าตระกูลจางถูกคนนำตัวเข้ามาในเรือนด้านข้างได้พบกับอ๋องเยียนเซียวอวี้ เขาก็เริ่มตระหนกตกใจ
แม้ว่าเขาไม่รู้จักอ๋องเยียนเซียวอวี้ แต่ก็มองออกว่าไม่ใช่คนธรรมดา แค่มองท่าทางกิริยามารยาทก็รู้ว่าสูงศักดิ์ นี่คือผู้ใดกัน
หรือว่าเป็นฮ่องเต้ ทรงรู้ว่าพวกเขาลักลอบค้าเกลือและใบชาเถื่อน ดังนั้นจึงส่งคนมาตรวจสอบพวกเขา
นายผู้เฒ่าตระกูลจางไม่ส่งเสียง เซียวอวี้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ “จางเฮา ตอนนี้ข้าให้โอกาสเจ้า หากเจ้าสารภาพกระบวนการค้าเกลือและใบชาเถื่อน ข้าก็จะให้โอกาสตระกูลจางเจ้าสักครั้ง”
พอเซียวอวี้เอ่ย นายผู้เฒ่าตระกูลจางก็เข่าอ่อน ‘ท่านอ๋อง’ เป็นถึงโอรสฮ่องเต้? ผู้ว่าเมืองหนิงโจวจะช่วยพวกเขาได้หรือ
นายผู้เฒ่าตระกูลจางไม่เข้าใจ ทำไมพวกเขาลอบค้าเกลือและใบชาเถื่อน ถึงกับทำให้ท่านอ๋องต้องมาด้วยตนเอง
สีหน้านายผู้เฒ่าตระกูลจางซีดขาวเหงื่อเย็นหลั่งรดใบหน้า
เซียวอวี้ไม่สนใจเขา ค่อยๆ กล่าวเนิบนาบต่อว่า “ลักลอบค้าเกลือและใบชาเถื่อน ผู้บงการหลักมีความผิดโทษประหาร ผู้ร่วมกระทำผิดเนรเทศไปใช้แรงงานชายแดน สตรีในตระกูลส่งไปเป็นทาสในค่ายทหาร”
ทาสในค่ายทหารก็คือนางบำเรอในกองทัพ
คำพูดเซียวอวี้ทำเอานายผู้เฒ่าตระกูลจางตัวสั่นเทา เกือบจะเป็นลมล้มลง
“ข้าคิดมอบโอกาสนี้ให้ตระกูลจางเจ้า หากเจ้าสารภาพกระบวนการทั้งหมดออกมา และบอกตัวคนบงการ ข้าก็จะให้โอกาสตระกูลจางสักครั้ง ผู้บงการหลักประหารชีวิต คนที่เหลือ ผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่เนรเทศไปตะวันตกเฉียงเหนือ ผู้หญิงกับเด็กน้อยไม่มีความผิดปล่อยตัวไปรู้ไหมว่าทำไมข้าต้องให้โอกาสตระกูลจางพวกเจ้า”
ยามนี้ในสมองของนายผู้เฒ่าตระกูลจางอื้ออึงไปหมด คิดแต่จะไขว่คว้าโอกาสเพียงหนึ่งเดียวนี้ไว้ หากเขาไม่สารภาพ สตรีในตระกูลก็จะถูกส่งเป็นทาสในกองทัพ แค่นึกภาพ เขาก็รู้สึกว่าเลือดลมตีขึ้น เจ็บปวดรวดร้าวใจแทบจะสิ้นลมหายใจ
“ข้าน้อยไม่ทราบ”
“เพราะลูกหลานตระกูลจางไม่ได้ชั่วร้ายเหมือนตระกูลอื่นขนาดนั้น”
เขาไม่มีทางปล่อยคนเช่นตระกูลเหลียงกับตระกูลเฉาไปอย่างแน่นอน
นายผู้เฒ่าตระกูลจางคิดแล้วก็เข้าใจ เทียบกับตระกูลเหลียงและตระกูลเฉาแล้ว ตระกูลจางดีกว่ามากจริงๆ เพราะเขาอบรมเข้มงวด ไม่อนุญาตให้ลูกหลานตระกูลเหิมเกริมเกินไปนัก คิดไม่ถึงว่าสุดท้ายถึงกับเป็นการช่วยชีวิตครอบครัวพวกเขาเอาไว้ได้
“ข้าน้อยยินดีสารภาพ”
เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เพื่อปกป้องสตรีกับเด็กน้อยในตระกูล นายผู้เฒ่าตระกูลจางตัดสินใจสารภาพ และรับปากว่าจะสารภาพเรื่องผู้ว่าเมืองหนิงโจวลักลอบค้าเกลือและใบชาอีกด้วย
เซียวอวี้ไม่เพียงแต่สอบนายผู้เฒ่าตระกูลจาง แต่ยังสอบนายผู้เฒ่าตระกูลวัง นายผู้เฒ่าตระกูลวังยอมสารภาพเรื่องผู้ว่าเมืองหนิงโจวเพื่อปกป้องสตรีและเด็กน้อยในตระกูลตนเองไว้เช่นกัน
เซียวอวี้รีบสั่งการให้ลูกน้องไปจับตัวผู้ว่าเมืองหนิงโจว ม่อเป่ยนำคนไปหนิงโจวจับตัวผู้ว่าเมืองหนิงโจว และให้ให้รองผู้ว่าเมืองหนิงโจปฏิบัติงานแทน
จาง เหลียง เฉา วัง สี่ตระกูล นอกจากคนตระกูลจางกับตระกูลวังที่ถูกนำตัวมาสอบ ตระกูลเหลียงกับตระกูลเฉาล้วนถูกประหารต่อหน้าสาธารณชน
คนตระกูลเหลียงกับตระกูลเฉาปกติเหิมเกริมวางตัวอันธพาล ไร้ขื่อไร้แป ตอนนี้ได้รับรู้ถึงความหวาดกลัวแล้ว เอาแต่ส่งเสียงร้องขอชีวิตไม่หยุด
ในจำนวนนี้ นายท่านสามตระกูลเฉาขอร้องได้ดังที่สุด
“ใต้เท้าผู้ทรงธรรม ข้าไม่ได้ทำอะไรเลยสักอย่าง ข้าไม่ได้มีส่วนร่วมในการค้าตระกูลเฉา ขอท่านปล่อยข้าไปด้วย ปล่อยข้าไปด้วย ข้าไม่ได้ทำผิด”
ม่อเป่ยสืบเรื่องสี่ตระกูลใหญ่มาแล้ว เกลียดชังนายท่านเฉาสามอย่างที่สุด เห็นเขาตะโกนร้องขอชีวิตก็สั่งลูกน้องทันที “ประหาร”
ผู้บงการหลักของเหลียงและเฉาสองตระกูลถูกประหาร คนที่เหลือถูกเนรเทศ สตรีไปเป็นทาสในกองทัพ
ขบวนคนจำนวนมากถูกนำตัวออกจากอำเภอชิงเหอ มีคนไม่น้อยจ้องมองกลุ่มคนตระกูลเฉาพร้อมกับคุณหนูเจ็ดตระกูลเฉา เฉาชิงเหลียน
ยามนี้คุณหนูชิงเหลียนน่าอนาถอย่างมาก ไม่ได้มีท่าทางหยิ่งผยองเหมือนก่อนหน้านี้ ดอกไม้ขาวดอกน้อยปลิดปลิวกลางแรงลมหนาว
แม้ว่ามารดานางมีอายุแล้ว แต่ก็ยังคงงดงาม
คนที่มามุงดูสองข้างทางต่างลอบถอนใจให้กับพวกนางสองแม่ลูกที่วาสนาไม่ดี ถูกส่งไปกองทัพเป็นทาสกองทัพ หากหน้าตาแย่สักหน่อยก็คงมีชีวิตที่อิสระกว่าหน่อย แต่หน้าตาดีเช่นนี้ แค่คิดก็รู้ได้ว่าเส้นทางวันหน้าพวกนางจะย่ำแย่เพียงใด
ผู้บงการหลักของตระกูลจางและวังสองตระกูลถูกอ๋องเยียนคุมตัวไปเมืองหลวง ผู้ร่วมกระบวนการถูกเนรเทศ ผู้หญิงกับเด็กถูกคุมตัวไปขังคุกอำเภอชิงเหอชั่วคราว
รอจนคดีสิ้นสุด อ๋องเยียนจึงจะปล่อยตัวพวกเขา
คนตระกูลใหญ่ทั้งสี่ถูกจับ ถูกประหาร ถูกกวาดล้างทรัพย์สิน ถูกเนรเทศ ทำให้ชาวบ้านอำเภอชิงเหอดีใจอย่างมาก และทำให้พ่อค้าอำเภอชิงเหอระวังตัวไม่กล้าคิดกระทำผิดกฎหมาย บรรยากาศชั่วร้ายในอำเภอชิงเหอพลันมลายหายไป
ณ บ้านตระกูลเซี่ย เจ้าหนูน้อยทั้งสี่กำลังต้อนรับพวกจ้าวอวี้หลัวกับหันตงเซิ่งอย่างดีใจ
พวกจ้าวอวี้หลัวก็คิดถึงเจ้าหนูน้อยทั้งสี่ พอเห็นเจ้าหนูน้อยทั้งสี่ก็วิ่งเข้าไปหาอย่างดีใจ
จ้าวอวี้หลัวตรงเข้าไปกอดเอ้อร์เป่าเต็มแรง
“เอ้อร์เป่า เจ้าคิดถึงข้าไหม ข้าคิดถึงเจ้าแล้ว”
เอ้อร์เป่าถูกกอดก็อึ้งไปครู่หนึ่ง เขาโตมาขนาดนี้มีแต่ท่านแม่เคยกอดเขา เขาไม่เคยถูกผู้หญิงอื่นกอดมาก่อน ตอนนี้รู้สึกแปลกๆ
เอ้อร์เป่าทำหน้าเคร่งขรึมผลักจ้าวอวี้หลัวออก “เจ้าเป็นเด็กผู้หญิง อย่ามากอดข้า หญิงชายไม่อาจใกล้ชิด”
จ้าวอวี้หลัวยู่ปากไม่พอใจ “คิดถึงเจ้าก็ไม่ได้หรือ”
“ไม่ได้”
เอ้อร์เป่าหันไปรวมกลุ่มกับหันหนานเฟิง
จ้าวอวี้หลัวโมโหแทบตาย
พวกลูกทั้งสี่เบิกบานใจ ลู่เจียวก็เบิกบานใจ ในที่สุดพวกนางก็ไม่ต้องเอาแต่เก็บตัวอยู่ในบ้านแล้ว ระยะนี้เก็บตัวกันอัดอั้นมากจริงๆ ในที่สุดก็ออกไปนอกบ้านอย่างอิสระได้แล้ว
ลู่เจียวกำชับเซี่ยอวิ๋นจิ่น “เจ้าไปอ่านตำราที่สำนักศึกษาก็ระวังหน่อย บาดแผลที่แขนยังไม่ครบเดือน”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นอมยิ้มมองนาง พยักหน้า “เจียวเจียววางใจ ข้าจะระวัง”
กล่าวจบก็เตรียมไปอ่านตำราที่สำนักศึกษา ไม่คิดว่าลู่กุ้ยพามือปราบจ้าวเข้ามา
เซี่ยอวิ๋นจิ่นเห็นยังคิดว่ามือปราบจ้าวมีธุระกับเขา จึงหยุดหันไปมอง
มือปราบจ้าวก้าวเข้ามาแล้วก็มองไปยังลู่เจียว “ลู่เหนียงจื่อ คุณหนูใหญ่ตระกูลจางอยากพบเจ้า เจ้าจะพบหรือไม่”
คุณหนูใหญ่ตระกูลจางก็คือจางปี้เยียน ตอนนี้ถูกขังอยู่ในคุกที่ทำการอำเภอชิงเหอรอการจัดการ
ลู่เจียวได้ฟังก็ขมวดคิ้ว คิดถึงช่วงเวลาหลายครั้งก่อนหน้านี้ที่นางได้พบกับจางปี้เยียน ล้วนไม่ค่อยดีเท่าไร ดังนั้นจึงไม่คิดพบกับนางอีก
ตอนนี้นางมีงานมาก ก่อนหน้านี้ที่นาที่ซื้อไว้เก็บเกี่ยวข้าวเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้พื้นที่ว่างยังไม่ได้เพาะปลูกสมุนไพร สามโรงผลิตก็ยังไม่ได้เคยไปดู หอยาก็ไม่ได้ไป
เรื่องพวกนี้สะสมมากเข้าก็ทำให้นางมีงานยุ่งมาก นางไหนเลยจะยังมีเวลาไปเยี่ยมจางปี้เยียน
ลู่เจียวไม่ทันได้ตอบอะไร เซี่ยอวิ๋นจิ่นก็ตอบแทนนางว่า “ตอนนี้เจียวเจียวยุ่งมาก ไหนเลยจะมีเวลาว่างไปพบคนนอก เจ้าบอกกับนางว่า เจียวเจียวไม่ว่าง”
มือปราบจ้าวมองลู่เจียวเห็นลู่เจียวไม่ได้ปฏิเสธ ก็พยักหน้าเล็กน้อยแสดงท่าทางว่ารับรู้แล้ว