ทะลุมิติมาเป็นภรรยาของตัวร้าย - ตอนที่ 595 สำนักศึกษาประจำวงศ์ตระกูลกับที่นากลาง
ตอนที่ 595 สำนักศึกษาประจำวงศ์ตระกูลกับที่นากลาง
เซี่ยอวิ๋นจิ่นกับลู่เจียวเห็นคนในหมู่บ้านมาต้อนรับ ก็รู้สึกไม่ดีหากจะนั่งในรถม้าต่อ ทั้งครอบครัวลงจากรถม้า
พอพวกเขาลงมา คนในหมู่บ้านต่างตกใจส่งเสียงร้องทักดัง
“อวิ๋นจิ่นทั้งครอบครัวทำไมผ่ายผอมกันเช่นนี้ คล้ายล้มป่วย”
“ใช่ เด็กๆ ก็ผ่ายผอมลงไปมาก”
“พวกเจ้ารู้อันใด อวิ๋นจิ่นเข้าเมืองหลวงไปสอบ ไม่รู้ว่าต้องทุ่มเทจิตใจเท่าไร จะไม่ผ่ายผอมได้อย่างไร ภรรยาอวิ๋นจิ่นก็ต้องคอยดูแลเขา ก็ย่อมต้องผ่ายผอมเช่นกัน”
“ใช่ ใช่ ต้องเป็นเช่นนี้แน่”
พวกจู๋จ่างกับผู้ใหญ่บ้านมาถึง ชาวบ้านในหมู่บ้านก็เปิดทางให้ ผู้อาวุโสในวงศ์ตระกูลหลายคนก็มาต้อนรับเช่นกัน เซี่ยอวิ๋นจิ่นรีบเดินเข้าไปกล่าวทักทายว่า “ท่านปู่ใหญ่ ท่านปู่สาม จู๋จ่าง ผู้ใหญ่บ้าน พวกท่านมากันหรือ”
บรรดาผู้อาวุโสในวงศ์ตระกูลเห็นท่าทางเซี่ยอวิ๋นจิ่น ก็ปวดใจกล่าวว่า “อวิ๋นจิ่น ลำบากเจ้าแล้ว”
“ใช่ สอบจ้วงหยวนไม่ง่ายเลย”
คนในหมู่บ้านต่างคิดว่าที่เซี่ยอวิ๋นจิ่นกับลู่เจียวผ่ายผอมเพราะเซี่ยอวิ๋นจิ่นตรากตรำสอบจ้วงหยวน แต่ละคนได้แต่ทอดถอนใจ
แต่ทุกคนเห็นกลุ่มคนด้านหลังเซี่ยอวิ๋นจิ่น ก็ดีใจพูดคุยกันขึ้นมาอีกครั้ง มิน่าหลายคนต้องไปสอบเคอจวี่ เพิ่งจะสอบได้เป็นขุนนาง ก็มีบ่าวรับใช้ติดตามมากมายเพียงนี้ ดีจริงๆ
คนในวงศ์ตระกูลไม่รู้ว่าบ่าวรับใช้เหล่านี้ความจริงล้วนซื้อมาเอง บ่าวรับใช้ไม่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งขุนนาง แต่พวกเขาก็คิดไปว่า เซี่ยอวิ๋นจิ่นสอบจ้วงหยวนได้ ราชสำนักจึงมอบบ่าวรับใช้ให้ ดังนั้นเรียนหนังสือเป็นขุนนางจึงมีอนาคต
จู๋จ่างมองเซี่ยอวิ๋นจิ่น ถามอย่างห่วงใยว่า “อวิ๋นจิ่นเอ๊ย เจ้าสอบจ้วงหยวนได้ ราชสำนักให้เจ้าไปเป็นขุนนางที่ใด เป็นตำแหน่งขุนนางใด”
พอจู๋จ่างถาม บรรดาคนในวงศ์ตระกูลต่างก็มองไปยังเซี่ยอวิ๋นจิ่น อยากรู้ว่าเขาได้ตำแหน่งขุนนางใด
เซี่ยอวิ๋นจิ่นยิ้มตอบว่า “เบื้องบนแต่งตั้งให้ข้าเป็นถงจือแห่งเมืองหนิงโจว”
คนในหมู่บ้านไม่เข้าใจว่าถงจือเป็นตำแหน่งขุนนางใหญ่เพียงใด
ผู้ใหญ่บ้านเซี่ยฟู่กุ้ยอดถามไม่ได้ว่า “อวิ๋นจิ่น ถงจือนี่ตำแหน่งใหญ่เพียงใด ใหญ่กว่านายอำเภอหูไหม”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นยิ้มกล่าวว่า “ข้าเป็นผู้บังคับบัญชาของนายอำเภอหู รับตำแหน่งอยู่ที่ตัวเมือง”
เขากล่าวเช่นนี้ คนในวงศ์ตระกูลต่างก็เข้าใจแล้วว่าตำแหน่งใหญ่เพียงใด ไม่นานทุกคนต่างก็แตกตื่นตกใจกระซิบบอกต่อกันไป
“สวรรค์ ตำแหน่งใหญ่มาก ถึงกับใหญ่กว่านายอำเภอหู เป็นผู้บังคับบัญชาของนายอำเภอหู”
“อวิ๋นจิ่นร้ายกาจมาก ไม่กี่ปีก็ได้ตำแหน่งใหญ่เพียงนี้แล้ว วันหน้าจะต้องยิ่งร้ายกาจ”
“แน่นอน อวิ๋นจิ่นสอบได้จ้วงหยวน จ้วงหยวนกับคนทั่วไปไม่เหมือนกัน นั่นต้องเป็นคนที่เก่งกาจมากๆ จึงจะสอบได้นะ”
กล่าวอันใดล้วนมี แต่ละคนตื่นเต้นดีใจราวกับพวกเขาสอบจ้วงหยวนได้ ราวกับพวกเขาได้เป็นขุนนางเสียเอง
เซี่ยอวิ๋นจิ่นเห็นคนในหมู่บ้าน ก็คิดถึงความฝัน พวกเขาดีกับพวกเขาพ่อลูกมาก พลันอดรู้สึกอบอุ่นในใจขึ้นมาไม่ได้
จนกระทั่งนอกกลุ่มคนมีเสียงตื่นเต้นดีใจดังแว่วมา “เจ้าสาม เจ้ากลับมา พ่อมาหาเจ้าแล้ว”
เสียงเซี่ยเหล่าเกินดังแว่วมาจากนอกกลุ่มคน
เซี่ยอวิ๋นจิ่นได้ยินเสียงเซี่ยเหล่าเกินก็คิดถึงความฝัน ตระกูลเซี่ยทั้งครอบครัวไม่สนใจไยดีพวกเขา สีหน้าก็เยียบเย็น แววตาก็ยะเยือกลง แต่ไม่นานก็กลับคืนสู่ภาวะปกติ มองพวกเซี่ยเหล่าเกินที่เบียดแหวกฝูงชนเข้ามา
เซี่ยเหล่าเกินเบียดเข้ามา ไม่ทันได้พูดอะไร จู๋จ่างกับผู้ใหญ่บ้านก็บอกเซี่ยเหล่าเกินอย่างตื่นเต้นดีใจว่า “เหล่าเกิน เจ้ารู้ไหมอวิ๋นจิ่นได้ตำแหน่งขุนนางใด ถงจือเมืองหนิงโจว สูงกว่านายอำเภอหูอีก ผู้บังคับ บัญชาของนายอำเภอหู บุตรชายเจ้าร้ายกาจมาก”
“ใช่ หมู่บ้านตระกูลเซี่ยเรามีเด็กที่มีความสามารถเช่นนี้สักคน ช่างเป็นวาสนาบารมีของบรรพบุรุษโดยแท้ ๆ”
จู๋จ่างกับพวกท่านปู่ใหญ่ ท่านปู่สามต่างร้องไห้อย่างดีใจ หลายคนกล่าวว่า “พวกเราควรเปิดศาลบรรพชนเซ่นไหว้บรรพชนกัน”
พวกจู๋จ่างพูดจากันครึกครื้น เซี่ยเหล่าเกินกลับอารมณ์ไม่ค่อยดี นี่ไม่ใช่ลูกหลานตระกูลเซี่ย สวรรค์ เหตุใดบุตรชายเขาถึงกับไม่ใช่บุตรชายแท้ๆ ของเขา
แต่เซี่ยเหล่าเกินก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่พูดเรื่องเซี่ยอวิ๋นจิ่นไม่ใช่บุตรชายเขาออกไป ขอเพียงเซี่ยอวิ๋นจิ่นไม่พูด เขาก็จะไม่มีทางบอกเรื่องนี้กับผู้ใด
เซี่ยเหล่าเกินหันหน้าไปมองเซี่ยอวิ๋นจิ่น ขอบตาแดงส่งเสียงเรียก “เจ้าสาม”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นเข้ามาคำนับเซี่ยเหล่าเกินนอบน้อม จากนั้นก็เอ่ยเรียก “ท่านพ่อ”
ลู่เจียวพาเจ้าหนูน้อยทั้งสี่เข้ามาเรียกอย่างนอบน้อม “ท่านพ่อ”
“ท่านปู่”
เซี่ยเหล่าเกินเห็นทุกคนเช่นนี้ก็ปาดน้ำตาอย่างตื้นตันใจ “ดี เด็กดี กลับมาก็ดี กลับมาก็ดี”
ครอบครัวเซี่ยต้าเฉียงและครอบครัวเซี่ยอวิ๋นหวาด้านหลังเซี่ยเหล่าเกินต่างก็ล้อมวงเข้ามาอย่างตื่นเต้น
“น้องสาม เจ้ากลับมาแล้ว”
“พี่สาม พี่กลับมาแล้ว”
เซี่ยต้าเฉียงกับเซี่ยอวิ๋นหวาคิดถึงว่าเซี่ยอวิ๋นจิ่นเป็นขุนนางใหญ่แล้ว ในใจก็ตื่นเต้นมาก วันหน้าเขาก็จะมีน้องชาย พี่ชายเป็นขุนนางใหญ่ วันหน้าผู้ใดกล้าหาเรื่องพวกเขา อีกอย่างหากมีคนมาให้พวกเขาทำอันใด ย่อมต้องมอบเงินให้พวกเขา เช่นนี้พวกเขาก็จะมีเงินทองแล้ว
พอเซี่ยต้าเฉียงกับเซี่ยอวิ๋นหวาแอบคิดเช่นนี้ในใจ รอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งแย้มบาน
เซี่ยอวิ๋นจิ่นเห็นท่าทางพวกเขาก็รังเกียจอย่างที่สุด แต่ภายนอกก็ไม่ได้แสดงออก ได้แต่ยิ้มบางเอ่ยทักทาย “พี่ใหญ่ น้องสี่”
เขากล่าวจบก็เงยหน้ามองไปด้านหลัง เห็นเซี่ยเอ้อร์จู้ยืนอยู่ด้านหลัง เซี่ยอวิ๋นจิ่นอดเม้มปากหัวเราะเบาๆ ทักทายไม่ได้ว่า “พี่รอง”
เซี่ยเอ้อร์จู้เห็นเซี่ยอวิ๋นจิ่นใบหน้าผ่ายผอม ก็อดขอบตาแดงไม่ได้ “น้องสาม เหตุใดเจ้าผ่ายผอมเยี่ยงนี้ ป่วยหรือ”
พอเซี่ยเอ้อร์จู้เอ่ย เซี่ยเหล่าเกินก็ตำหนิไม่พอใจว่า “หุบปาก วันมงคลใหญ่มาพูดจาเหลวไหลอันใดกัน”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นหันหน้าไปมองเซี่ยเหล่าเกินด้วยแววตานิ่งเฉย เซี่ยเหล่าเกินจึงไม่กล้าพูดต่อทันที ตอนนี้เขากลัวบุตรชายคนนี้มาก เห็นเขาก็คิดถึงว่าเขาไม่ใช่ลูกหลานตระกูลเซี่ยเขา เขากลัวมากว่าเรื่องนี้จะเปิดเผยออกไป
เพราะเซี่ยอวิ๋นจิ่นสอบจ้วงหยวนได้ คนในหมู่บ้านแทบจะยกให้เขาเป็นท่านปู่ใหญ่ไปแล้ว เดินไปถึงที่ใดล้วนมีคนยกย่องครอบครัวเขา เซี่ยอวิ๋นจิ่นซื้อบ่าวหญิงสูงวัยมาคอยรับใช้เขา เขาไม่ขาดแคลนเงินทอง ไม่ขาดแคลนบ่าวรับใช้ ชีวิตตอนนี้ราวกับเทพเซียน ดังนั้นเขากลัวมากว่าผู้อื่นจะรู้ว่าเซี่ยอวิ๋นจิ่นไม่ใช่บุตรชายเขา
เซี่ยอวิ๋นจิ่นมองเซี่ยเหล่าเกินแล้วก็หันไปมองเซี่ยเอ้อร์จู้กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ล้มป่วยเล็กน้อย แต่ตอนนี้หายแล้ว พี่รองอย่าได้เป็นห่วง”
เซี่ยเอ้อร์จู้ก็โล่งอก แต่เขาพลันคิดได้ว่าน้องสามไม่ใช่น้องสามคนเดิมแล้ว เขาเป็นจ้วงหยวนแล้ว เขาตำแหน่งสูงกว่านายอำเภอหูอีก เซี่ยเอ้อร์จู้คิดถึงเรื่องนี้ก็ตื่นตระหนกขึ้นมาทันที
เซี่ยอวิ๋นจิ่นย่อมเห็น เขายื่นมือไปกุมมือเซี่ยเอ้อร์จู้ไว้ ถามเรื่องครอบครัวเซี่ยเอ้อร์จู้และเรื่องการเลี้ยงปลิงอย่างห่วงใย
พอเขาถามเรื่องพวกนี้ เซี่ยเอ้อร์จู้ก็ผ่อนคลายลง เล่าถึงครอบครัวและการเลี้ยงปลิงในหมู่บ้านให้เขาฟังอย่างเบิกบานใจ
เล่าถึงเรื่องเลี้ยงปลิง คนในหมู่บ้านต่างพากันเล่าอย่างออกรสขึ้นมาทันที “การเพาะเลี้ยงปลิงนี่ดีอย่างมาก จินอิ๋นฮวาเติบโตดีมาก ชีวิตคนในหมู่บ้านก็ดีกว่าเมื่อก่อนมาก เจ้าดู มีหลายครอบครัวสร้างบ้านอิฐชิงจวนกันแล้ว เดือนสิบปีนี้ หลังขายปลิงได้ ก็จะมีหลายครอบครัวสร้างบ้านอิฐชิงจวนกันแล้ว”
“ใช่ ต้องขอบคุณอวิ๋นจิ่นกับภรรยาอวิ๋นจิ่น พวกเจ้าช่างเป็นผู้มีพระคุณแห่งหมู่บ้านตระกูลเซี่ยเราเสียจริง”
แต่ละคนพูดกันอย่างตื่นเต้นยินดี เซี่ยอวิ๋นจิ่นเงยหน้ากวาดตามองคนในหมู่บ้าน สุดท้ายมองไปยังผู้ใหญ่บ้านกับจู๋จ่าง กล่าวว่า “ข้าเซี่ยอวิ๋นจิ่นมาจากหมู่บ้านตระกูลเซี่ย แม้ข้าสอบจ้วงหยวนได้เป็นขุนนาง ข้าก็จะไม่ลืมชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลเซี่ย กลับมาครั้งนี้ ข้าวางแผนทำสองเรื่อง”
คนในหมู่บ้านเงียบลงทันที ล้วนหยุดรอฟังเซี่ยอวิ๋นจิ่น
ในใจผู้ใหญ่บ้านกับจู๋จ่างคาดเดาอย่างตื่นเต้น มองเซี่ยอวิ๋นจิ่นกล่าวว่า “อวิ๋นจิ่นเจ้าพูดมา”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นค่อยๆ เอ่ยว่า “ข้ากลับหมู่บ้านมาจัดการสองเรื่อง หนึ่งก็คือข้าจะสร้างสำนักศึกษาประจำวงศ์ตระกูลให้คนในหมู่บ้านเรา”
พอกล่าวออกไป บรรยากาศโดยรอบก็เงียบกริบ แต่ไม่นานทุกคนก็ฮือฮากันขึ้น สำนักศึกษาประจำวงศ์ตระกูลหรือ ลูกๆ ของพวกเขาก็จะได้เรียนหนังสือกันในหมู่บ้าน นี่เป็นเรื่องดียิ่งใหญ่เทียมฟ้า ก่อนหน้านี้ล้วนต้องไปเรียนที่ตำบลกับอาจารย์เฉิน ตอนนี้อวิ๋นจิ่นจะสร้างสำนักศึกษาประจำวงศ์ตระกูลในหมู่บ้าน นี่เป็นเรื่องดียิ่งใหญ่เทียมฟ้าจริงๆ
ผู้ใหญ่บ้านกับจู๋จ่างเงียบไปครู่หนึ่ง สำนักศึกษาประจำวงศ์ตระกูลสร้างไม่ยาก แต่เชิญอาจารย์มาสอนยาก
“อาจารย์น่าจะเชิญมายาก”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นยิ้มกล่าวว่า “ผู้ใหญ่บ้านกับจู๋จ่างไม่ต้องเป็นห่วง เรื่องนี้ข้าจัดการเอง”
ผู้ใหญ่บ้านกับจู๋จ่างพยักหน้า ในกลุ่มคนมีคนถามขึ้นว่า “อวิ๋นจิ่น เจ้าสร้างสำนักศึกษาประจำวงศ์ตระกูล พวกเราต้องจ่ายค่าเล่าเรียนให้อาจารย์เท่าไร”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นยิ้มกล่าวว่า “สำนักศึกษาประจำวงศ์ตระกูลให้เรียนโดยไม่ต้องเสียเงิน ไม่เพียงแต่ไม่เสียเงิน ค่าเครื่องเขียนเด็กๆ ก็มีให้โดยไม่ต้องเสียเงินอีกด้วย”
พอกล่าววาจานี้ออกไป โดยรอบก็มีเสียงดังเซ็งแซ่ขึ้น จนกระทั่งมีเสียงหนึ่งดังขึ้น “น้องสาม เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ”