ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 406 เกลียดตัวเองที่ไม่ได้ความ
ตอนที่ 406 เกลียดตัวเองที่ไม่ได้ความ
วันขึ้นปีใหม่วันแรก โรงโม่น้ำขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวทั้งหมดร่วมกันลงเงินสร้างขึ้นก็ได้ตัดริบบิ้น เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ
ริมแม่น้ำใต้ภูเขาฝั่งบ้านของฉินเหยาเงียบเหงาลง โรงโม่ที่ในอดีตไม่เคยหยุดหมุนพลันเงียบสงบลง
เอ้อร์หลางอุ้มกล่องเงินกลับมา นับเหรียญข้างใน มีทั้งหมดสิบเอ็ดเหรียญ
“ต่อไปโรงโม่น้ำของบ้านเราคงไม่มีคนมาแล้ว”
เอ้อร์หลางตบกล่องเงินที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชนบนโต๊ะอย่างเสียดาย เก็บรายได้ก้อนสุดท้ายของโรงโม่น้ำนี้ให้เรียบร้อย
หลิวจี้ก็ถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย ขาของยุงถึงจะเล็กก็คือเนื้อนะ สะสมจากน้อยไปมาก ทุกเดือนก็ยังสามารถเก็บได้ร้อยเจ็ดสิบแปดสิบเหวิน
ต้าหลางฟังเสียงกังหันน้ำขนาดใหญ่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านหมุนดังครืนๆ และเสียงโห่ร้องยินดีของชาวบ้านที่ประหลาดใจกับโม่หินขนาดใหญ่แล้วกล่าวอย่างพึงพอใจว่า
“แต่บ้านของเราไม่จำเป็นต้องใช้รายได้จากโรงโม่น้ำเพื่อประทังชีวิตอีกต่อไปแล้ว หมู่บ้านมีโรงโม่ของตัวเอง นี่เป็นเรื่องดีนะขอรับ”
“ยิ่งไปกว่านั้น บ้านเราจะใช้โม่ก็ไม่ต้องรอให้คนอื่นใช้เสร็จ อยากจะใช้เมื่อไหร่ก็ใช้ได้”
จุดสำคัญที่สุดคือ…ต้าหลางมองไปที่ท่านพ่อของตนที่กำลังเสียดายเงินเหรียญแล้วพูดว่า “ท่านพ่อ ท่านก็ไม่ต้องไปซ่อมกังหันน้ำทุกสามวันห้าวันอีกแล้ว”
คนใช้น้อย ความเร็วในการชำรุดก็จะช้าลง สมัยก่อนหนึ่งเดือนต้องซ่อมเสียหลายครั้ง ตอนนี้ปีหนึ่งซ่อมสองสามครั้งก็เพียงพอแล้ว
หลิวจี้เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง คิดเช่นนี้แล้วก็ดูเหมือนจะดีไม่น้อย
หลังจากวันที่ห้าเดือนแรกผ่านไป อากาศก็เริ่มอุ่นขึ้นทุกวัน มีแดดจัดติดต่อกันเจ็ดแปดวัน น้ำแข็งและหิมะก็เริ่มละลาย ฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้ว
น้ำในแม่น้ำอุ่นขึ้น อาวั่งเก็บเสื้อผ้าสกปรกถังใหญ่แล้วมาเรียกหลิวจี้ที่หน้าประตูห้องหนังสือให้ไปซักผ้าที่ริมแม่น้ำด้วยกัน
ตอนนี้ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ ขอบฟ้ามีหมอกสีเทาขาวปกคลุมอยู่ชั้นหนึ่ง กลุ่มซักผ้าขนาดใหญ่ของสตรีในหมู่บ้านยังไม่ตื่น
หากไปที่ริมแม่น้ำตอนนี้ ชายฉกรรจ์สองคนก็สามารถหลีกเลี่ยงการถูกเยาะเย้ยได้
อย่ามองว่าปกติอาวั่งไม่มีอารมณ์ใดๆ แต่เมื่อเผชิญหน้ากับการหยอกล้อของสตรีในหมู่บ้านตระกูลหลิว เขาก็ต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน
ดังนั้น กลุ่มซักผ้าสองคนจึงบรรลุข้อตกลงกัน ทุกครั้งจะลงมือก่อนกลุ่มซักผ้าขนาดใหญ่หนึ่งชั่วยาม
ผ้าปูที่นอนและปลอกผ้านวมที่นอนมาทั้งฤดูหนาวต้องซักให้สะอาด อาศัยช่วงที่อากาศอุ่นและแดดดีตากให้แห้งแล้วเก็บ
ในลานบ้านไม่สะดวกที่จะทำเช่นนี้ ต้องไปที่ริมแม่น้ำถึงจะสะดวก
หลิวจี้วางตำราลง มุดออกมาจากประตู รับถังเสื้อผ้าที่เป็นของฉินเหยาที่อาวั่งยื่นมาให้โดยเฉพาะแล้วดึงคอเสื้อขึ้นมาปิดจมูก ทั้งสองคนย่ำไปในแสงอรุณที่สลัวๆ มาถึงริมฝั่งแม่น้ำอย่างลับๆ ล่อๆ
อาวั่งมีพละกำลังมาก รับผิดชอบซักผ้าปูที่นอนและปลอกผ้านวมที่หนาและหนัก
หลิวจี้ก็รับผิดชอบซักเสื้อผ้าผืนบาง
วันนี้เสื้อผ้าสกปรกของพวกต้าหลางสี่พี่น้องไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นของฉินเหยา
เสื้อผ้าและถุงเท้าของนาง หลิวจี้ต้องซักเอง หากอาวั่งกล้าช่วยจะต้องถูกนายท่านใหญ่ด่าเสียเละเทะ
นี่ก็เป็นสาเหตุว่าทำไม งานบ้านที่อาวั่งสามารถทำคนเดียวได้ ถึงยังต้องเรียกนายท่านใหญ่ที่ไม่เต็มใจของเขามาด้วย
พออยู่ในหมู่บ้านนานเข้า ทุกครั้งที่อาวั่งไปตักน้ำที่บ่อ สตรีในหมู่บ้านก็มักจะหยอกล้อเขาสองสามประโยค
ตอนแรกอาวั่งไม่ได้ใส่ใจเรื่องของสามีภรรยาเหล่านี้ ตอนนี้น่ะหรือ ฟังคำแนะนำของเหล่าสตรีมากเข้า เขาก็เข้าใจว่า มีงานบ้านบางอย่างที่เขาไม่สะดวกที่จะทำ ทำได้เพียงทิ้งไว้ให้นายท่านใหญ่ของเขาทำเท่านั้น
หลิวจี้มองอาวั่งที่ซักผ้าปูที่นอนและปลอกผ้านวมเสร็จตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วยืนกอดอกมองดูตัวเองอย่างเหม่อลอยรออยู่ข้างๆ ในใจก็เจ็บแค้น!
เกลียดตัวเองที่ไม่ได้ความแบบนี้
สตรีใจร้ายข่มเหงเขานับร้อยนับพันครั้ง แต่เขากลับยังทำหน้าเย็นชามานั่งซักเสื้อผ้าชั้นในให้นางอยู่ริมแม่น้ำนี่!
“นายท่าน พวกนางออกเดินทางแล้วขอรับ!” น้ำเสียงของอาวั่งฟังดูตึงเครียดเล็กน้อย
จากจุดนี้จะเห็นได้ว่า กลุ่มซักผ้าขนาดใหญ่เคยทิ้งเงามืดไว้ในใจของชายหนุ่มมากเพียงใด
หลิวจี้พอได้ยินคำพูดนี้ก็รีบเงยหน้าขึ้นไปดู
เห็นกลุ่มซักผ้าขนาดเล็กของสตรีวัยกลางคนและวัยหนุ่มสาวที่นำโดยนางเหอและพี่สะใภ้โจว มือหนึ่งถือถังน้ำ อีกมือหนึ่งถือไม้ทุบผ้า พูดคุยหัวเราะเดินกันมาทางริมแม่น้ำ
หลิวจี้พลันสะดุ้งโหยง รีบโยนกระโปรงในมือลงน้ำซักสองสามที ล้างฟองสบู่ให้หมดแล้วบิดอย่างลวกๆ สองสามทีเพื่อไล่น้ำส่วนใหญ่ออก โยนลงในถัง สองมือก็ยกถังไม้ที่หนักอึ้งขึ้นมาแล้วเรียกอาวั่ง “ถอย!”
“เอ๊ะ?”
พี่สะใภ้โจวชี้ไปทางสะพานอย่างสงสัย “เหอฮวา นั่นไม่ใช่ซานเอ๋อร์บ้านเจ้าหรอกรึ”
“ไหนเล่า?”
นางเหอมองไปอย่างสงสัยเห็นเพียงเงาคนที่คุ้นเคย เงานั้นคล้ายกับถืออะไรบางอย่างและวิ่งเข้าบ้านไปอย่างรวดเร็ว นางทันได้เห็นเพียงชายเสื้อที่เปียกชื้นแวบเดียวเท่านั้น
หันกลับไปสบตากับพี่สะใภ้โจว ทั้งสองคนก็ยกยิ้มออกมา
คนอื่นๆ ถามว่าพวกนางหัวเราะอะไรกัน ทั้งสองคนก็เอ่ยอย่างรู้กันว่าไม่มีอะไร เพียงแต่เสียงหัวเราะยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ ดังทะลุทะลวงอย่างยิ่ง ฟังจนหลิวจี้ที่กำลังตากผ้ากับเชือกในลานบ้านใบหน้าดำทะมึนลง
“หัวเราะบ้าอะไรกัน!” หลิวจี้ด่าเสียงเบา
อาวั่งพูดอย่างจริงจังว่า “พวกนางหัวเราะพวกเราขอรับ”
พูดจบ ลำคอก็แดงก่ำ
หลิวจี้เอ่ย “ดูเจ้าสิขี้ขลาดตาขาว พวกเราบุรุษอกสามศอกก็ควรมีศักดิ์ศรีหน่อย กลัวอะไร ไม่ใช่ว่าทำเรื่องอะไรที่ไม่น่าดูสักหน่อย พวกนางอยากจะหัวเราะก็ให้พวกนางหัวเราะไป แต่ละคนกินอิ่มแล้วไม่มีอะไรทำ!”
อาวั่งร้องอ้อคำหนึ่ง ก้มหน้าตากผ้าปูที่นอนต่อไป
พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ควันไฟจากการทำอาหารลอยออกมาจากหลังคาของแต่ละครัวเรือน วันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
วันนี้คือวันที่สิบหกของเดือนแรก เป็นวันแรกของการเปิดทำการโรงงาน
ฉินเหยากินอาหารเช้าเสร็จแล้วก็ออกจากบ้านไปยังโรงงานเพื่อจัดแจงงานผลิตของปีใหม่
วันหยุดปีใหม่หยุดไปทั้งสิ้นยี่สิบวัน นางกลับรู้สึกว่าผ่านไปเพียงพริบตา
วันแรกของการทำงาน ในโรงงานคึกคักเป็นอย่างยิ่ง ทุกคนยังคงดื่มด่ำกับความสุขของปีใหม่ บรรยากาศของทั้งโรงงานจึงกลมเกลียวกันมาก
เฉียนวั่งเมื่อวานนี้ได้กลับมาถึงหมู่บ้านตระกูลหลิวแล้ว เขาเช่าบ้านบรรพบุรุษของหลิวต้าฝูไว้หนึ่งหลัง เมื่อวานมาถึงก็ซ่อมแซมก่อน วันนี้เช้ามาทำงานก็ถือกระดาษและสมุดบัญชีกองหนึ่งมาหาฉินเหยา
ปีใหม่เริ่มเปิดทำการ เงินมัดจำค่าวัสดุของแต่ละร้านค้าต้องจ่ายออกไปก่อนส่วนหนึ่งแล้วยังมีเรื่องเกี่ยวกับการเงินต่างๆ เช่น การจ่ายค่าจ้างคนงาน ลูกคิดถูกฉินเหยาดีดจนแทบจะเกิดประกายไฟอยู่แล้ว
เมื่อคำนวณบัญชีกันเรียบร้อย ฉินเหยาก็มอบเงินที่ต้องใช้ให้เฉียนวั่ง ถึงได้เอนกายลงบนเก้าอี้อย่างเกียจคร้านพลางถอนหายใจยาว
แสงแดดนอกประตูสาดส่องเข้ามาในห้อง เมื่อไม่มีอะไรต้องทำแล้ว ฉินเหยาก็ย้ายเก้าอี้ไปไว้ที่หน้าประตูห้องทำงาน นั่งตากแดด รอที่บ้านทำอาหารเสร็จ เด็กๆ จะมาเรียกตนเองกลับไปกินข้าว
หากตอนบ่ายยังไม่มีอะไรอีก นางก็จะอยู่ที่บ้านเก็บธนูที่เสียหายจากการล่าหมาป่าก่อนหน้านี้
ขณะที่กำลังวางแผนอยู่ ประตูโรงงานก็มีเสียงล้อรถม้าและเสียงฝีเท้าม้าวิ่งเหยาะๆ ดังมา
ฉินเหยาไม่มีความสามารถพิเศษอย่างการจดจำเสียงได้ไม่ลืม แต่เสียงฝีเท้าม้าที่ดังมาจากหน้าประตูใหญ่นางกลับรู้สึกคุ้นหูอย่างยิ่ง
ขณะที่กำลังสงสัยอยู่นั้น ซุ่นจื่อก็รีบวิ่งเข้ามา “ผู้จัดการใหญ่ฉิน คนของตระกูลติงมาขอรับ! ถามว่าท่านอยู่ที่โรงงานหรือไม่ หากอยู่ก็ให้แจ้งท่านหน่อย พวกเขาจะไปรอท่านที่บ้านของท่านก่อน!”
ฉินเหยาที่นั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างเกียจคร้านลุกขึ้นยืน “พวกเขาเล่า?”
ซุ่นจื่อหยุดฝีเท้า หอบหายใจตอบ “เพิ่งจะเข้าหมู่บ้านมา มีคนมาสิบกว่าคน ยังมีรถม้าอีกหนึ่งคัน คนที่พูดกับข้าเหมือนจะเป็นนายน้อยรองของตระกูลติง คนในรถ…เหมือนจะเป็นคหบดีติงขอรับ!”
คิ้วของฉินเหยาขมวดมุ่นเล็กน้อย ตระกูลติงมีนายน้อยเพียงคนเดียวกับคุณหนูอีกหนึ่งคน นายน้อยรองคนนี้มาจากไหนกัน
แต่ยังไม่ทันที่นางจะถาม ซุ่นจื่อก็พึมพำกับตัวเองอีกหนึ่งประโยค “คหบดีติงไม่ได้อยู่ที่เมืองหลวงหรือขอรับ กลับมาเมื่อไหร่กัน”
ฉินเหยามองดูดวงอาทิตย์ เหลือเวลาไม่ถึงสองเค่อก็จะเที่ยงแล้ว
“ซุ่นจื่อ เจ้าไปบอกพวกอวิ๋นเหนียงหน่อยนะว่าข้ากลับไปก่อน”
สั่งเสร็จก็เดินจากไป