ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 407 ผู้ช่วยเจ้ากรมการค้าชายแดน
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 407 ผู้ช่วยเจ้ากรมการค้าชายแดน
ตอนที่ 407 ผู้ช่วยเจ้ากรมการค้าชายแดน
นายท่านติงกลับมาแล้ว
ฉินเหยาไม่ได้รับข่าวคราวใดๆ เลยแม้แต่น้อยจึงประหลาดใจอย่างยิ่ง
แต่ที่ประหลาดใจยิ่งกว่าคือ นายท่านติง ติงซื่อและติงเซียง พ่อลูกสามคนนี้กลับมาที่หมู่บ้านเซี่ยเหอด้วยกัน
ตอนที่ฉินเหยาเดินมาถึงหน้าประตูบ้าน คนของตระกูลติงเพิ่งจะจอดรถม้าเสร็จ หลิวจี้เพิ่งจะประคองนายท่านติงลงมาจากรถม้าอย่างสุภาพ ติงซื่อกับติงเซียงก็เพิ่งจะลงจากม้า
ส่วนนายน้อยรองตระกูลติงที่ซุ่นจื่อพูดถึงนั้น ความจริงแล้วก็คือติงเซียงที่แต่งกายเป็นบุรุษ
นางที่ถูกกฎระเบียบและมารยาทควบคุมกลับขี่ม้ามาถึงหมู่บ้านตระกูลหลิวด้วยตนเอง
หลิวจี้ที่จำนางได้ก็แอบตกใจเล็กน้อย
ขณะเดียวกันในใจก็คาดเดาว่า คหบดีติงครั้งนี้กลับมาอย่างกะทันหันด้วยฐานะอะไรกันแน่
เป็นติงจวี่เหริน หรือติงจิ้นซื่อ หรือว่าจะเป็นขุนนางของกรมใด
นายท่านติงที่กลับมาจากเมืองหลวง ดูเหมือนจะมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
เขาไม่พร่ำสอนให้บุตรีต้องเป็นกุลสตรีเก็บตัวอยู่แต่ในเรือนอีกต่อไป ยังอนุญาตให้นางขี่ม้ามาในวันนี้ แถมยัง ‘เปิดเผยรูปโฉม’มาด้วย ช่างชวนให้คนสงสัยจริงๆ ว่าที่เมืองหลวงเขาได้ประสบกับอะไรมากันแน่
“ฉินเหยา!”
ทุกคนเดินเข้าประตูไปแล้ว แต่ติงเซียงกลับรออยู่ที่หน้าประตูใหญ่
พอฉินเหยาปรากฏตัว นางก็รีบเผยรอยยิ้มสดใสและวิ่งเข้ามาต้อนรับทันที
ทุกคนในลานบ้านได้ยินเสียงเรียกของนางก็หยุดฝีเท้าลงพร้อมกันพลางหันกลับมามอง
ฉินเหยายิ้มรับ ติงเซียงก็รีบแบ่งปันเรื่องราวอย่างใจร้อนว่า “วันนี้ข้าขี่ม้ามา!”
นางยกมือชี้ไปที่สวนหลังบ้าน “ก็คือม้าตัวนั้นที่เราสองคนเคยขี่ด้วยกันตอนแรกนั่นแหละ”
ฉินเหยายิ้มแย้ม มิน่าเมื่อครู่จึงรู้สึกว่าเสียงฝีเท้าม้าฟังแล้วคุ้นหูเล็กน้อย
“นายท่านติงกลับมาเมื่อไหร่หรือเจ้าคะ” ฉินเหยาเดินเข้ามาในลานบ้าน หัวเราะเอ่ยเสียงดัง
ติงซื่อพยักหน้าให้นางก่อนแล้วดึงติงเซียงที่ตามหลังฉินเหยามาอยู่ข้างๆ พลางส่งสายตาเตือนนางไม่ให้ดีใจจนออกหน้าออกตา
นายท่านติงหัวเราะฮ่าๆ ท่าทางภาคภูมิใจพลางเดินตามสองสามีภรรยาฉินเหยาเข้าไปในห้องโถงแล้วพูดว่า “กลับมาก่อนปีใหม่แล้วล่ะ ยุ่งอยู่กับการไปเยี่ยมญาติ นี่ก็ยังไม่ทันได้เปิดประตูต้อนรับแขกเลย”
“พอพ้นปีใหม่ไป สองพี่น้องก็รีบร้อนจะมาคารวะมหาบัณฑิตที่นี่ ถึงได้มารบกวน หวังว่าทั้งสองจะไม่รังเกียจกันนะ”
หลิวจี้ร้อง “โธ่เอ๊ย” แล้วถอนหายใจอย่างเสียดาย “จังหวะไม่ดีเอาเสียเลย ท่านอาจารย์กับศิษย์พี่กลับไปที่เมืองหลวงของมณฑลแล้วขอรับ ข้ายังไม่ได้ไปรับกลับมาเลย เกรงว่าวันนี้จะทำให้นายน้อยติงกับคุณหนูติงต้องผิดหวังแล้ว”
ในดวงตาของติงซื่อมีความผิดหวังอยู่บ้างจริงๆ แต่ติงเซียงกลับไม่เป็นเช่นนั้น นางมาเพื่อหาฉินเหยาโดยเฉพาะ ทว่าท่านพ่ออยู่ที่นี่ด้วยจึงยังไม่ถึงคราวที่นางจะพูดได้
ไม่ผิดไปจากที่คาดไว้ นายท่านติงยิ้มและกล่าวขึ้นทันทีว่า “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรเลย การที่ได้พบหน้าศิษย์ของมหาบัณฑิตก็นับเป็นวาสนาของพวกเขาสองพี่น้องแล้ว”
หลิวจี้รีบกล่าวว่าไม่กล้าๆ แต่มุมปากนั้นแทบจะฉีกไปถึงหูแล้ว
จุดประสงค์ของตระกูลติงนั้นชัดเจนมาก การมาพบมหาบัณฑิตเป็นเพียงข้ออ้าง การมาพบศิษย์ของมหาบัณฑิตและฉินเหยาต่างหากคือจุดประสงค์ที่แท้จริง
ติงซื่อมองดูท่าทางดีใจของหลิวจี้ก็รู้สึกอิจฉาอย่างยิ่ง
ตอนนั้นพวกเขาพบมหาบัณฑิตพร้อมกัน โอกาสวางอยู่ตรงหน้าอย่างเท่าเทียมกัน ใครจะไปคิดเล่าว่าหลิวจี้จะอาศัยความหน้าหนาคว้าโอกาสใหญ่นี้ไปได้
หลังจากนั้นเขาก็เขียนจดหมายบอกความเสียใจนี้แก่บิดา บิดาเขาก็รู้สึกเสียดายอย่างยิ่ง
แต่โชคดีที่บ้านของพวกเขากับฉินเหนียงจื่อยังพอมีสายสัมพันธ์กันอยู่บ้าง หากต้องการจะพบมหาบัณฑิตสักครั้งก็น่าจะง่ายกว่าบัณฑิตที่มารวมตัวกันอยู่ที่ ‘โรงน้ำชาจิตช่าง’ ปากทางเข้าหมู่บ้านตระกูลหลิว
อาวั่งจัดแจงเหล่าบ่าวชายของตระกูลติงเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ยกชาร้อนๆ เข้ามา
“บ้านข้าซอมซ่อ นายท่านติงโปรดอย่าได้รังเกียจ” ฉินเหยาเชิญทุกคนนั่งลง
ในห้องมีเก้าอี้ราชครูอยู่เพียงสองตัว ที่เหลือล้วนเป็นม้านั่งไม้และเก้าอี้ไม้ไผ่ที่พบเห็นได้ทั่วไปในบ้านของชาวนา
นายท่านติงเป็นแขกย่อมต้องนั่งในที่นั่งประธาน
ที่นั่งที่เหลืออีกหนึ่งที่ หลิวจี้มองฉินเหยาก่อนแวบหนึ่ง เมื่อเห็นนางพยักหน้าถึงได้นั่งลงบนเก้าอี้ราชครูที่เหลืออีกตัวหนึ่ง
ติงซื่อนั่งลงตามนายท่านติง เขานั่งบนม้านั่งไม้ที่อยู่ต่ำกว่า
ส่วนฉินเหยากับติงเซียงนั้นนั่งอยู่ข้างๆ
นายท่านติงจงใจมองนางแวบหนึ่ง อยากจะให้นางมานั่งข้างนี้ แต่ก็ถูกหลิวจี้ขัดไว้
“นายท่านติง ดูท่านแล้วใบหน้าเปี่ยมสุข หรือว่ามีข่าวดีอะไรที่ยังไม่ได้บอกหรือขอรับ” หลิวจี้หยั่งเชิงถาม
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ นายท่านติงยังไม่ทันได้แสดงออก ทางฝั่งติงเซียงนั้นก็ชิงบอกกับฉินเหยาก่อนแล้วว่า บิดาของนางสอบได้จิ้นซื่อแล้วและกำลังจะพาพวกเขาพี่น้องไปรับตำแหน่งที่เมืองหลวง
ตำแหน่งขุนนางที่นายท่านติงได้รับ เรียกว่าผู้ช่วยเจ้ากรมการค้าชายแดน
เมื่อเห็นฉินเหยามีสีหน้าสงสัย หลิวจี้ที่ถูกกงเหลียงเหลียวบังคับให้ซึมซับระบบขุนนางของแคว้นเซิ่งมาแล้วก็รีบเอียงตัวไปกระซิบอธิบายข้างหูของนางว่า
“ตำแหน่งผู้ช่วยเจ้ากรมการค้าชายแดนนั้น อยู่ภายใต้สังกัดของกรมควบคุมการค้าชายแดนซึ่งเป็นขุนนางขั้นหกชั้นล่าง ส่วนตำแหน่งของนายท่านติงเป็นขุนนางขั้นแปดหลักชั้นล่าง รับผิดชอบการค้ากับต่างชาติ เรียกได้ว่าเป็นขุนนางชั้นผู้น้อยในหมู่ขุนนางชั้นผู้น้อยด้วยกัน”
“แต่ท่านอาจารย์เคยกล่าวไว้ว่า ตำแหน่งนี้มีผลประโยชน์มาก เป็นตำแหน่งที่ทำให้คนอ้วนพี”
“หากไม่มีใครส่งเสริม จิ้นซื่อจากตระกูลยากจนที่ห่างไกลเช่นตระกูลติง เกรงว่าจะต้องอยู่ที่สำนักศึกษาหลวงในฐานะลูกศิษย์ไปก่อน รอให้ผ่านการสอบเข้ารับตำแหน่งแล้วถึงจะได้รับตำแหน่ง หากสอบไม่ผ่านก็ต้องรออีกสามปีเพื่อสอบเข้ารับตำแหน่งอีกครั้ง”
ระบบเคอจวี่ของแคว้นเซิ่ง การสอบได้จิ้นซื่อเป็นเพียงการได้รับสิทธิ์ในการเป็นขุนนางเท่านั้น
ในบรรดาทั้งหมดนั้น จิ้นซื่ออันดับหนึ่งถึงสามหรือที่คนรู้จักกันในนามจอหงวนและป๋างเหยี่ยน สามารถเข้าสู่สำนักอาลักษณ์หลวงเป็นขุนนางได้โดยตรง
จอหงวนจะได้รับตำแหน่งขุนนางขั้นหก ส่วนป๋างเหยี่ยนจะได้ขั้นหกล่างหรือเจ็ดบน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์
จิ้นซื่อขั้นหนึ่งที่เหลือ สามารถรับตำแหน่งขุนนางเช่นนายอำเภอหรือรองนายอำเภอในพื้นที่ต่างๆ ได้
ขั้นสองและต่ำกว่านั้นก็เข้าสู่สำนักศึกษาหลวงกลายเป็นขุนนางสำรอง ต้องผ่านการสอบเข้ารับตำแหน่งก่อนถึงจะได้รับการแต่งตั้งตำแหน่ง
หากโชคดี สอบเข้ารับตำแหน่งผ่านอย่างราบรื่นก็จะสามารถเป็นขุนนางเล็กๆ ขั้นเจ็ดหรือแปดในเมืองหลวงได้
ยิ่งถ้าหากเบื้องบนมีคนหรือตระกูลทรงอิทธิพลหนุนหลังก็สามารถใช้เส้นสายไปเป็นนายอำเภอในต่างถิ่นได้ไม่ยาก
แต่หากโชคไม่ดี สอบไม่ผ่าน ยิ่งไม่มีผู้สูงศักดิ์ส่งเสริม เจ้าก็ทนอยู่ในสำนักศึกษาหลวงต่อไปเถอะ
หลิวจี้กล่าวว่า ฉีเซียนกวนเคยเล่าให้เขาฟังถึงคนโชคร้ายคนหนึ่ง อายุสามสิบห้าสอบได้จิ้นซื่อและเข้าสู่สำนักศึกษาหลวง ถือว่าเป็นยอดคนในหมู่คนธรรมดาแล้ว สอบเข้ารับตำแหน่งผ่านหกครั้ง แต่ก็ทนอยู่ในสำนักศึกษาหลวงจนอายุหกสิบเจ็ดแล้วก็ยังไม่ได้ตำแหน่งขุนนางสักตำแหน่ง
สุดท้าย ในปีที่เขาอายุเจ็ดสิบปี สหายร่วมห้องทนดูไม่ไหวจึงชี้แนะเขา ให้เขาเขียนบทกวีให้อ๋องเฟิง
ภูมิปัญญาที่บ่มเพาะมาตลอดเจ็ดสิบปีได้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างสมบูรณ์แบบผ่านบทกวีบทหนึ่งซึ่งมีความยาวถึงหนึ่งพันสองร้อยห้าสิบเอ็ดตัวอักษรและเต็มไปด้วยถ้อยคำสรรเสริญเยินยออันวิจิตร ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเป็นที่โปรดปรานของอ๋องเฟิงได้สำเร็จและได้ออกจากสำนักศึกษาหลวงในที่สุด
แต่ระหว่างทางไปรับตำแหน่ง อากาศหนาวเย็นฝนตกหนัก เขาเป็นหวัดสุดท้ายก็ตายไป
ตอนนั้นหลิวจี้ฟังเรื่องนี้แล้วก็เข้าใจในทันทีว่า ศิษย์พี่ตัวน้อยนี่กำลังชี้แนะเขาอยู่
ในยุคสมัยนี้ บัณฑิตที่ต่ำต้อยยิ่งกว่าตระกูลบัณฑิตยากจนนั้นมีหนทางรอดเพียงทางเดียวก็คือต้องเขียนบทกวีที่สละสลวยงดงามออกมาให้ได้ จากนั้นก็หาจังหวะและบุคคลที่เหมาะสมแล้วก็อวยยศสรรเสริญเขาหรือนางให้สุดลิ่มทิ่มประตูไปเลย!
ก่อนหน้านี้เขาอาศัยบทกวี ‘โฉมงาม-เหยา’ก็ได้ห้องหนังสือมาหนึ่งห้องไม่ใช่หรือ
ความจริงได้พิสูจน์แล้วว่า นี่คือหนทางที่สว่างไสว!
น่าเสียดายที่คนโชคร้ายคนนั้นเข้าใจช้าเกินไป เสียเวลาไปหลายสิบปีเปล่าๆ หลิวจี้คิดในใจอย่างได้ใจและภาคภูมิใจ
ตอนนั้นฉีเซียนกวนฟังความคิดเห็นนี้ของหลิวจี้แล้วมีสีหน้าอย่างไร ฉินเหยาไม่รู้
แต่ในตอนนี้ ขมับของนางเต้นตุบๆ อยากจะผ่าสมองของคนผู้นี้ออกมาดูว่าข้างในมีแต่ขยะอะไรกันแน่!
นิทานโศกนาฏกรรมของฉีเซียนกวนดีๆ เรื่องหนึ่ง แต่เจ้าหลิวจี้กลับสามารถบิดเบือนไปได้ถึงเพียงนี้
หลิวจี้ที่ไม่รู้ตัวเลยกะพริบตาให้ฉินเหยาแล้วหันหน้าไปหาท่านติงด้วยท่าทีของ ‘คนคอเดียวกัน’ เอ่ยอย่างกระตือรือร้น “ยินดีกับนายท่านติงด้วย ยินดีกับนายท่านติงด้วย!”
“อ๊ะ ไม่ใช่!” หลิวจี้ตบปากของตนเองเบาๆ พูดอย่างเสแสร้ง “ตอนนี้ควรจะเรียกว่าใต้เท้าติงแล้ว! ในอนาคตหวังว่าใต้เท้าจะส่งเสริมข้ามากๆ นะขอรับ!”
นายท่านติงชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็หัวเราะฮ่าๆ รีบตอบกลับอย่างสุภาพว่า
“ที่ไหนกัน ที่ไหนกันก็แค่ขุนนางเล็กๆ คนหนึ่ง หากไม่ใช่เพราะบ้านฝั่งภรรยาเห็นใจในตัวเขยคนนี้ ข้าก็ยังคงอยู่ที่สำนักศึกษาหลวงอยู่เลย”
“แต่นายท่านหลิวท่านไม่เหมือนกัน รอบกายมีผู้สูงศักดิ์ล้อมรอบ ทั้งยังเป็นศิษย์ของมหาบัณฑิต ในราชสำนักไม่รู้ว่ามีขุนนางกี่คนที่รอจะแนะนำท่าน หวังว่าท่านชี้แนะข้ามากๆ จึงจะถูก”
ไม่เคยเห็นบิดาประจบประแจงใครเช่นนี้มาก่อน ติงซื่อกับติงเซียงตกตะลึงจนเบิกตากว้าง ที่แท้ท่านก็เป็นบิดาเช่นนี้หรือ!
คิ้วของฉินเหยาขมวดเข้าหากันแน่น ประโยคของนายท่านติงที่ว่า ‘หากไม่ใช่เพราะบ้านฝั่งภรรยาเห็นใจในตัวเขยคนนี้’ ดูเหมือนจะมีข้อมูลเยอะทีเดียว