ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 408 หรงเหนียงแห่งตระกูลเซียว
ตอนที่ 408 หรงเหนียงแห่งตระกูลเซียว
เมินเสียงประจบประแจงของหลิวจี้และนายท่านติงที่อยู่ข้างหู ฉินเหยาเอียงศีรษะมองติงเซียงที่ตกตะลึงจนอ้าปากค้างแล้วกดเสียงต่ำถาม
“นายท่านติงพาพวกท่านพี่น้องไปเป็นเขยแต่งเข้าบ้านหรือ”
“หา” ติงเซียงงงงันไปชั่วขณะ
ฉินเหยาไอ “แค่ก แค่ก” ออกมาสองทีเพื่อกลบเกลื่อนความอึดอัดแล้วถามใหม่ “บิดาของท่านเขา…แต่งงานแล้วหรือ”
คราวนี้ ติงเซียงฟังเข้าใจแล้ว ก่อนอื่นก็อธิบายอย่างจริงจังว่า บิดาของนางไม่ได้เป็นเขยแต่งเข้าบ้าน
แต่การแต่งงานนั้นเป็นเรื่องจริง
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมข้าถึงมาที่บ้านของเจ้า” ติงเซียงถามเสียงเบา
หลังจากที่ฉินเหยารู้ว่านายท่านติงได้แต่งงานกับภรรยาใหม่แล้ว ในใจก็มีการคาดเดาอยู่แล้ว
“ไม่คิดจะกลับมาแล้วหรือ”
ติงเซียงพยักหน้า อารมณ์พลันย่ำแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด จริงๆ แล้วนางค่อนข้างกลัวและยังสับสนอยู่มาก
ดังนั้นก่อนที่จะไป ถึงต้องมาพบฉินเหยาสักครั้งให้ได้
นางไม่สนใจความตั้งใจของบิดาและพี่ชาย นางเพียงแค่อยากจะพบฉินเหยาแล้วถามนางว่า ‘ข้าควรจะทำอย่างไรดี เจ้าสอนข้าหน่อยได้หรือไม่’
พ้นปีใหม่ไป ติงเซียงก็นับอายุได้สิบสี่ปีแล้ว
นี่เป็นวัยที่สามารถพูดคุยเรื่องการแต่งงานได้แล้ว บางคนก็หมั้นหมายกันแล้ว
มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ติงเซียงรู้ดีอย่างยิ่งคือ หลังจากที่บิดาบอกนางกับพี่ชายว่าเขาได้แต่งงานกับบุตรีที่เกิดจากอนุภรรยาของใต้เท้ากรมควบคุมการค้าชายแดนที่เป็นม่ายแล้ว การแต่งงานของนางก็กำลังจะกลายเป็นเครื่องต่อรองเพื่อสร้างความมั่นคงในตำแหน่งของบิดาในเมืองหลวง
โชคดีที่นางไม่ใช่คนมองโลกในแง่ร้ายและจะไม่ยอมรับชะตากรรมง่ายๆ
ทว่าสิ่งที่นางสามารถทำได้นั้นมีไม่มากนัก อย่างมากก็แค่เลือกเงื่อนไขที่ตนเองยอมรับได้มากที่สุดในขอบเขตที่จำกัด
ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้ติงเซียงรู้สึกโชคดีคือ หลังจากที่บิดากลับมา ไม่เพียงแต่จะไม่ห้ามนางฝึกขี่ม้ายิงธนูอีกต่อไปกลับยังสนับสนุนให้นางออกไปเดินเล่นบ่อยๆ
บิดากล่าวว่า สตรีสูงศักดิ์ในเมืองหลวง ยิ่งสูงศักดิ์ก็ยิ่งต้องเปิดเผยโฉมหน้า
บนถนนฉางอันที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในเมืองหลวง ทหารยามที่ลาดตระเวนล้วนเป็นทหารหญิง
ทหารหญิงที่กุมอำนาจไว้ในมือเหล่านั้นล้วนเป็นสตรีจากตระกูลสูงศักดิ์ที่สุดของแคว้นเซิ่ง ยามทั่นฮวาหลางที่เพิ่งจะสอบได้เดินผ่านก็ถูกพวกนางเรียกให้หยุดกลางถนนแล้วเอ่ยหยอกเย้า
นายท่านติงที่เพิ่งจะไปถึงเมืองหลวงในตอนนั้นมองเสียจนลูกตาแทบจะถลนออกมานอกเบ้า
สตรีสูงศักดิ์ของแคว้นเซิ่งนี้ ช่างเปิดเผยและร้อนแรงเสียจริง!
ทว่า ที่น่าประหลาดคือ เมื่อออกจากเมืองหลวงแล้ว สตรีที่เปิดเผยเช่นนี้กลับหาได้ยาก
เมื่อมาถึงสถานที่ห่างไกลเช่นอำเภอไคหยาง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสตรีสูงศักดิ์ที่เปิดเผย แม้แต่คุณชายเจ้าสำราญก็ยังหาได้ยาก
แคว้นเซิ่งนี้เหมือนกับพีระมิด ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ยิ่งสูงขึ้นไปก็ยิ่งสูงศักดิ์และเปิดเผย
นั่นก็คืออำนาจ!
คืออำนาจที่ฮองเฮาและฝ่าบาทร่วมกันประทานให้
ไม่น่าแปลกใจเลยที่ทุกคนอยากจะปีนป่ายขึ้นไป ทิวทัศน์บนยอดเขานั้น ช่างเจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่งจนแสบตา
ทว่าเมื่อคิดดูให้ดีแล้ว เมื่อเทียบกับราชวงศ์ก่อนหน้า โครงสร้างอำนาจก็ยังมีความแตกต่างกันมาก
สมัยก่อน ฐานะของสตรีในตระกูลสูงศักดิ์ย่อมสูงส่งกว่าคนธรรมดา แต่ก็ไม่เคยสูงส่งถึงขั้นที่สามารถกุมอำนาจทางการทหารหรือแม้แต่หยอกล้อทั่นฮวาหลางกลางถนนได้
ราชวงศ์ใหม่นี้ ในสายตาของนายท่านติงแล้ว ช่างนอกรีตอย่างยิ่ง
แต่ก็เพราะความนอกรีตนี่เอง เขาถึงได้พบกับสตรีในตระกูลสูงศักดิ์ที่ในอดีตไม่ย่างออกจากบ้านบนถนนได้
นำไปสู่การรับตัวสะใภ้ใหม่เข้าจวนและได้รับตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเจ้ากรมการค้าชายแดน
ภรรยาใหม่ของเขาคนนี้ แม้จะเป็นเพียงบุตรีที่เกิดจากอนุภรรยา แต่นางแซ่เซียว
คือหนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ของเมืองหลวง…ตระกูลเซียว
แม้จะเป็นเพียงสายรองของสายรอง หากไม่ใช่เพราะวาสนาฟ้าลิขิต เขาซึ่งเป็นเพียงจิ้นซื่อขั้นสองก็ยังห่างไกลเกินกว่าจะปีนป่ายไปแต่งกับบุตรีที่เกิดจากอนุภรรยาของตระกูลเซียวที่เป็นม่ายผู้นี้ได้
ยิ่งไปกว่านั้นเขายังมีลูกชายและลูกสาว อายุสามสิบกว่าแล้ว รูปร่างหน้าตาก็ไม่มีอะไรจะอวดได้
ส่วนหรงเหนียงนั้น อายุสิบเจ็ดปีแต่งงาน สิบเก้าปีสามีเสียชีวิต ไว้ทุกข์ให้สามีสามเดือนแล้ว ลุงและป้าสะใภ้ก็ส่งนางกลับบ้านเดิม
ชาวบ้านต่างก็พูดกันว่านางชะตาสูงศักดิ์ สามีดวงชะตาอ่อนรับวาสนาของนางไม่ไหวจึงเสียชีวิตแต่เนิ่นๆ
อีกทั้งเพราะเคยให้กำเนิดบุตรชายหนึ่งคนจึงเป็นสตรีที่สามารถมีบุตรสืบสกุลได้ ทั้งยังมีรูปโฉมงดงามและอุปนิสัยอ่อนโยนดีงาม เมื่อกลับมาบ้านเดิมก็ช่วยนายหญิงใหญ่ดูแลจัดการกิจการในจวนอย่างสุดความสามารถ นายหญิงใหญ่เองก็รักใคร่เอ็นดูนางอย่างยิ่งจึงได้เตรียมสินเดิมไว้ให้นางมากมาย
บุรุษในเมืองหลวงที่อยากจะสู่ขอหรงเหนียงมีนับไม่ถ้วน น่าเสียดายที่นางไม่สนใจใครเลย เป็นม่ายอยู่ที่จวนมาหลายปี
ตอนนี้อายุยี่สิบสามปีแล้วซึ่งเป็นวัยที่กำลังงดงาม แม่สื่อทั้งหลายแทบจะเหยียบประตูใหญ่ของใต้เท้ากรมควบคุมการค้าชายแดนจนพัง
นายท่านติงเองก็ไปร่วมสนุกด้วย ช่วยรักษาระเบียบให้อย่างใจดี ทันใดนั้นก็ถูกเซียวหรงที่มาส่งผลไม้จากสวนที่บ้านเห็นเข้า
ตอนนั้นนายท่านติง ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีหน้าที่ อาศัยอยู่บ้านลุงซึ่งเป็นญาติห่างๆ ในบรรดาคุณชายจากตระกูลสูงศักดิ์และผู้มีอำนาจทั่วเมืองหลวง จะว่าไม่โดดเด่นเลยก็ไม่ได้ ต้องบอกว่ายากจนจนโดดเด่นอย่างยิ่ง
ในเมืองหลวง ทรัพย์สินอันน้อยนิดของตระกูลติงของเขา ยังไม่พอให้คุณชายสูงศักดิ์ให้รางวัลแก่หญิงขับร้องเพียงครั้งเดียวเลย
การแต่งงานครั้งนี้ ตอนแรกใต้เท้ากรมควบคุมการค้าชายแดนไม่เห็นด้วย เว้นแต่จะแต่งเข้าบ้าน
โชคดีที่ลุงของนายท่านติงคนนี้ค่อนข้างมีความสามารถ ออกเงินออกแรงช่วยปูทางให้เขา
ก่อนอื่นก็ซื้อบ้านในเมืองหลวง ต่อมาก็ทุ่มเงินจ้างแม่สื่อที่เก่งที่สุดในเมืองหลวงมา สุดท้ายบวกกับการยืนกรานของเซียวหรงและนายท่านติงที่มาคารวะสามครั้งต่อวัน เข้าประตูยกน้ำชา กวาดพื้นปรนนิบัติว่าที่พ่อตาแม่ยายด้วยใจจริง ในที่สุดเขาก็ได้หญิงงามมาครอง
ในวันนั้น บุรุษในเมืองหลวงที่สู่ขอไม่สำเร็จต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ได้เลื่อนตำแหน่ง ร่ำรวย ภรรยาตาย สามสมบัติล้ำค่ารวมเป็นหนึ่ง ช่างเป็นวาสนาที่ไร้เทียมทานโดยแท้!”
นายท่านติงเหงื่อท่วมตัว
ทว่าพูดออกมาอาจจะไม่มีใครเชื่อ เขาและหรงเหนียง ชายมีใจหญิงมีเจตนา นี่คือคู่สร้างคู่สมจากสวรรค์
ครั้งนี้กลับบ้านเดิมคงจะไม่เร็วขนาดนี้ เป็นหรงเหนียงที่เร่งรัด เขาถึงได้กลับมาก่อนกำหนด
นางกล่าวว่า “ตอนนี้ท่านกับข้าก็เป็นสามีภรรยากันแล้ว เช่นนั้นลูกๆ ของท่านก็คือลูกๆ ของข้า หากพวกเขาเคารพข้า ข้าก็จะวางแผนอนาคตที่ดีให้พวกเขาเอง รอจนกว่าลูกๆ จะแต่งงานกันไป ท่านกับข้าสองคนก็จะเลี้ยงหลานอย่างมีความสุข ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีความสุข”
คำพูดเหล่านี้ นายท่านติงได้เล่าให้ติงซื่อและติงเซียงฟังทีละคำ ให้พวกเขาวางใจว่า แม่เลี้ยงเป็นคนดีอย่างแน่นอนและจะดูแลพวกเขาอย่างดีและยังขอให้พวกเขาต้องเคารพแม่เลี้ยง อย่าทำตัวเป็นเด็กๆ
หลิวจี้กับนายท่านติงนั่งอยู่ที่ตำแหน่งประธาน สนทนากันอย่างสุภาพ นายท่านติงก็พูดอ้อมๆ ถามถึงเส้นสายของกงเหลียงเหลียวในราชสำนัก หลิวจี้ก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เอาแต่หัวเราะตลกกลบเกลื่อนไป
ทางด้านติงเซียงกับฉินเหยา พวกนางได้แอบคุยเรื่องของนายท่านติงเท่าที่พอจะคุยกันได้จนหมดสิ้นแล้ว
ติงเซียงพูดอย่างกังวลเสียงเบาว่า “แม่เลี้ยงรีบร้อนอยากจะให้ข้าแต่งงานออกไป ท่านพ่อข้าก็มีท่าทีว่าจะฟังนางทั้งหมด ข้ากลัวว่าพอข้าถึงเมืองหลวงก็จะถูกคนอื่นขายไป”
ฉินเหยาสูดปาก “เป็นไปได้หรือไม่ว่า การบอกเล่าของบิดาท่านมีปัญหา แม่เลี้ยงของท่านไม่ได้รีบร้อนอยากจะไล่ท่านกับพี่ชายของท่านออกไป?”
ติงเซียงชะงักไป เห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยเชื่อ
ในบรรดาสตรีที่ฉินเหยาเคยเห็น คนเดียวที่สอดคล้องกับฐานะของสตรีสูงศักดิ์ก็คือท่านป้าจากตระกูลฉีและเฮ่อจางหัว
จากรูปแบบการกระทำของพวกนาง จะเห็นได้ว่าชนชั้นสูงให้ความสำคัญกับหน้าตาเป็นอย่างมาก
หากนายท่านติงเพิ่งจะรับลูกๆ มาที่เมืองหลวง แต่เซียวหรงกลับรีบร้อนที่จะจับลูกเลี้ยงหญิงแต่งงานออกเรือนและให้ลูกเลี้ยงชายแยกบ้านออกไป ท่าทีเช่นนี้ก็คงจะดูน่าเกลียดเกินไปหน่อย
ดังนั้น คำพูดของนาง น่าจะเป็นความหมายตามตัวอักษร ไม่ใช่การบอกเป็นนัยให้นายท่านติงรีบให้ลูกๆ แต่งงานออกจากบ้านไปเพื่อให้พวกเขาสามีภรรยาได้ใช้ชีวิตกันสองต่อสอง
คิดในแง่ร้ายที่สุด หากรีบร้อนขนาดนั้นจริงๆ เรื่องก็คงจะตัดสินไปแล้ว สิ่งที่ติงเซียงทำได้คือภาวนาให้มารดาเลี้ยงกับบิดาแท้ๆ อย่าเพิ่งมีลูกเร็วขนาดนั้น
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ฉินเหยาก็อดไม่ได้ที่จะมองนายท่านติงอีกสองสามครั้ง คนเมื่อมีความสุขก็จะดูสดชื่น มองดูแล้วใบหน้าแดงระเรื่อ เลือดลมดี
ติงเซียงถามอย่างใคร่รู้ “ฉินเหยา เจ้ากำลังดูอะไรอยู่รึ”
ฉินเหยาโบกมือเป็นการบอกให้ติงเซียงเข้ามาใกล้ๆ ถ่ายทอดเคล็ดลับสองอย่างให้นาง