ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 416 แจกจ่ายเมล็ดแตงโม
ตอนที่ 416 แจกจ่ายเมล็ดแตงโม
เพราะกลัวว่านางจะไม่เข้าใจความนัย หลิวจี้จึงแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา “เจ้าไม่อยากจะถามคำถามข้าอีกสักหน่อยหรือ”
ฉินเหยาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้น นางมีเรื่องที่อยากจะถามจริงๆ เสียด้วย
“ต้องขอบคุณที่เจ้าช่วยเตือน ข้าเกือบจะลืมเรื่องสำคัญเช่นนี้ไปแล้ว”
เมื่อเห็นว่าฉินเหยากำลังจะเอ่ยปาก หลิวจี้ก็เผยรอยยิ้มเปี่ยมความคาดหวัง
“การบ้านที่กงเหลียงเหลียวมอบหมายให้เจ้าทำเสร็จแล้วหรือยัง”
รอยยิ้มของหลิวจี้พลันหายวับไปในทันที
ฉินเหยาหยิบจดหมายที่วางอยู่บนโต๊ะเมื่อครู่ขึ้นมาส่งให้เขาอย่างขบขัน “ขบวนรถม้าเพิ่งจะกลับมาจากเมืองหลวงของมณฑล อาจารย์ของเจ้าให้พวกเขาฝากข้ามาบอกเจ้าว่า อีกสิบวันเขาก็จะกลับมาแล้ว เอ้านี่ นี่คือจดหมายของเจ้า เจ้าค่อยๆ อ่านเองก็แล้วกัน ข้าจะออกไปทำธุระก่อน”
พูดจบ นางก็ทิ้งหลิวจี้ที่ยืนนิ่งราวกับถูกฟ้าผ่าไว้เบื้องหลังแล้วเหลือบมองเขาอย่างสมน้ำหน้า ก่อนจะก้าวเดินออกจากบ้านไป
หลิวจี้รีบเปิดจดหมายออกดู เมื่อเห็นลายมือที่คุ้นเคยบนนั้น ใบหน้าของเขาก็ซีดเผือดราวกับขี้เถ้า
จบสิ้นแล้ว!
การบ้านยังเหลืออีกเกินครึ่งที่ยังทำไม่เสร็จ!
…
ในช่วงฤดูไถหว่าน ฝนพรำไม่ขาดสาย ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้น ปะปนกับกลิ่นคาวดิน
ในท้องนา ชาวนาสวมเสื้อกันฝนฟาง ใช้แรงคนประคองคันไถเหล็กค่อยๆ ก้าวไปข้างหน้าเพื่อพลิกและพรวนชั้นดินที่แข็งกระด้าง
บนทางเดินเล็กๆ ระหว่างคันนา เต็มไปด้วยชาวบ้านที่กำลังเดินอย่างเร่งรีบ บนบ่าหาบปุ๋ยคอกถังใหญ่ นำปุ๋ยธรรมชาติไปโปรยในผืนนาที่ไถเสร็จแล้วให้ทั่วถึง
ระหว่างการเคลื่อนไหว บางครั้งก็มีหยดน้ำปุ๋ยตกลงบนทางเดินบ้าง ในช่วงเวลานี้ของหมู่บ้านตระกูลหลิว ในอากาศจึงมักจะอบอวลไปด้วยกลิ่นที่ยากจะบรรยาย
ไม่ถึงกับเหม็นจนหายใจไม่ออก แต่ก็ไม่น่าพิสมัยอย่างแน่นอน
ฉินเหยาถือถุงผ้าใส่เมล็ดแตงโม กลั้นหายใจเดินมายังโรงเพาะกล้าส่วนกลางของหมู่บ้าน
จากประสบการณ์เมื่อปีก่อน ปีนี้เรื่องการเพาะกล้า หลิวกงและนางชิวก็สามารถรับมือได้อย่างเต็มที่แล้ว ฉินเหยาไม่จำเป็นต้องสอนแบบจับมือทำ เพียงแค่แวะมาช่วยควบคุมในขั้นตอนสำคัญๆ ก็พอ
สองวันก่อนมีชาวบ้านมาถามเรื่องเมล็ดแตงโม วันนี้พอมีเวลาว่าง ฉินเหยาจึงเรียกชาวบ้านที่ต้องการเมล็ดแตงโมมาที่โรงเพาะกล้าเพื่อเตรียมแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ให้พวกเขา
แน่นอนว่าไม่ใช่การให้เปล่า ผู้ที่รับเมล็ดพันธุ์ของนางไป แตงโมที่ปลูกได้ในรอบแรกจะต้องแบ่งให้นางสองส่วน
นี่เป็นการค้าที่ไม่ต้องลงทุน ดังนั้นจึงมีคนมากันเป็นจำนวนมาก
เรื่องการปลูกแตงโมฉินเหยาก็ไม่ได้เชี่ยวชาญนัก ปีที่แล้วถือว่าโชคดีอย่างยิ่งที่ทดลองแล้วประสบความสำเร็จ ปีนี้มีคนมากมายอยากจะรับเมล็ดพันธุ์จากนางไปปลูก ฉินเหยาจึงไม่กล้าทำสุ่มสี่สุ่มห้า นางได้เรียกนางจางผู้เชี่ยวชาญด้านการทำสวนผักมาด้วย
อย่างไรเสียแตงโมก็เป็นพืชตระกูลแตง ทุกอย่างล้วนมีรากฐานเดียวกัน น่าจะคล้ายคลึงกับการปลูกผัก
แม้ฝนจะโปรยปรายลงมาจากฟ้าก็มิอาจขวางกั้นความกระตือรือร้นของชาวบ้านในการปลูกแตงโมได้
ทันทีที่ฉินเหยามาถึงโรงเพาะกล้า ชาวบ้านกลุ่มใหญ่ก็สวมเสื้อกันฝนฟางตามกันมาติดๆ
โรงเพาะกล้ารองรับคนจำนวนมากขนาดนั้นไม่ไหว ฉินเหยาจึงให้พวกเขาต่อแถวที่หน้าประตู ทุกคนก็ไม่มีใครปริปากบ่น ยืนตากฝนรอคอยอยู่ด้านนอกอย่างใจจดใจจ่อ
“ข้าขอพูดเรื่องที่ไม่น่าฟังไว้ก่อน” ฉินเหยาหยิบถุงในมือขึ้นมา “เมล็ดพันธุ์มีอยู่เท่านี้ ทุกเมล็ดล้วนล้ำค่า ดังนั้นข้าหวังว่าหลังจากที่ทุกคนได้รับเมล็ดพันธุ์ไปแล้ว จะไม่นำไปวางทิ้งไว้ข้างๆ แล้วไม่สนใจไยดีอีก”
“อีกอย่าง!” นางหยุดไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น “เมล็ดพันธุ์นี้ข้าจะแจกให้เฉพาะคนที่ตั้งใจจะปลูกจริงๆ เท่านั้น พวกที่มาเพื่อความสนุกสนานหรือหวังจะฉวยโอกาส ข้าขอแนะนำให้พวกท่านถอนตัวออกไปเสียตอนนี้เลย จะได้ไม่ต้องมาเจอกันทีหลังแล้วมองหน้ากันไม่ติด”
เมื่อได้ยินดังนั้น ชาวบ้านบางส่วนในกลุ่มก็มีสีหน้าเจื่อนๆ แต่ในเมื่อมาถึงแล้วก็ลองดูสักตั้ง
ปีที่แล้วตอนที่เถ้าแก่ไป๋มาซื้อแตงที่บ้านของฉินเหยา ราคาลูกละตั้งสองร้อยเหวินเชียวนะ!
ดังนั้น นี่ไหนเลยจะเป็นแตงเย็น มันคือแตงทองชัดๆ
ปลูกได้ก็คือกำไร
ดังนั้น ทุกคนต่างก็รีบแสดงตนว่าพวกตนล้วนตั้งใจจริง จะไม่มีทางทำให้เมล็ดแตงล้ำค่าเช่นนี้ต้องสูญเปล่าเด็ดขาด
ฉินเหยาพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะแจกเมล็ดพันธุ์ นางได้เอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง “ทุกคนรู้กฎของข้าใช่หรือไม่”
ชาวบ้านขานรับ “รู้ๆ รู้ดีเลย ฉินเหนียงจื่อ ท่านวางใจได้เลย หากปลูกแตงออกมาได้ อย่าว่าแต่สองส่วนเลยจะแบ่งให้ท่านห้าส่วนก็ยังนับว่าสมควรด้วยซ้ำไป!”
ฉินเหยาจึงได้เชิญนางจางเข้ามา “ท่านแม่ ท่านรับหน้าที่แจกเมล็ดพันธุ์ ส่วนข้าจะรับหน้าที่ลงทะเบียน”
ผู้ที่มาในวันนี้มีทั้งสิ้นยี่สิบเจ็ดคน ในจำนวนนี้มีห้าคนที่ขึ้นชื่อว่ายากจนที่สุดในหมู่บ้าน ข้าวสารที่ตระกูลให้หยิบยืมเมื่อคราวเกิดทุพภิกขภัยปีก่อน ปีนี้ก็ยังคงไม่มีปัญญาใช้คืน ได้แต่หวังว่าการปลูกแตงในปีนี้จะช่วยให้พวกเขาปลดหนี้ได้
คนทั้งห้านี้มีท่าทีจริงจังเป็นพิเศษ เมื่อได้รับเมล็ดแตงโมแล้วก็จะคุกเข่าโขกศีรษะให้ฉินเหยาตรงนั้นทันที ทำเอาฉินเหยาที่กำลังจดบันทึกอยู่ถึงกับตกใจ
“ลุกขึ้น!” นางยื่นมือไปคว้าทีเดียว คนที่กำลังคุกเข่าอยู่ก็ถูกนางดึงลุกขึ้นมาทั้งตัว ปลายเท้าถึงกับลอยจากพื้นเล็กน้อย ง่านดายราวกับกำลังหิ้วลูกเจี๊ยบอย่างนั้น
คนที่ถูกดึงขึ้นมากลับตกใจเสียเอง กว่าจะทรงตัวได้อย่างมั่นคงก็ยืนนิ่งตะลึงงันไปสองวินาที ก่อนจะโค้งคำนับอย่างสุดซึ้งแล้วถอยไปอยู่ข้างๆ สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นที่ยากจะปิดบัง
เมล็ดแตงโมหลายสิบเมล็ดนี้ สำหรับบางคนอาจเป็นเพียงการลองปลูกดู แต่สำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่ง มันก็คืออิฐทองคำที่จะพลิกชีวิตของพวกเขา ดังนั้นชาวบ้านที่ได้รับเมล็ดแตงโมไปจึงมีสีหน้าที่แตกต่างกันออกไป
บางคนสงบนิ่ง บางคนดีใจอย่างยิ่งและบางคน…ก็มีน้ำตาคลอเบ้าแล้ว
นางจางมองเห็นปฏิกิริยาเหล่านี้ของทุกคนอยู่ในสายตา ในใจของนางก็รู้สึกทั้งพึงพอใจและปลาบปลื้ม เป็นความรู้สึกที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง
นางหันกลับไปมองฉินเหยาที่กำลังนั่งก้มหน้าจดบันทึกอยู่ที่โต๊ะไม้ขาเป๋ตัวหนึ่ง อาจเป็นเพราะแสงสะท้อนจากเปลวไฟในอ่างไฟที่กำลังลุกไหม้อยู่ในโรงเพาะกล้าด้านหลัง นางเพียงรู้สึกว่าสตรีที่อยู่ตรงหน้านางผู้นี้…ทั้งร่างของนางกำลังส่องประกายเจิดจ้า
เมื่อแจกเมล็ดพันธุ์จนหมดแล้ว ฉินเหยาก็ปิดสมุดบันทึกแล้วนำดินหนึ่งกระบุงและไหดินเผาใบเล็กๆ ที่มีรอยบิ่นอยู่สองสามใบซึ่งเตรียมไว้ก่อนหน้าออกมา ลงมือสอนชาวบ้านปลูกแตงโมตั้งแต่ขั้นตอนการเพาะกล้าพร้อมๆ กับนางจาง
“ที่จริงแล้วการเพาะกล้าแตงนั้นก็คล้ายกับการเพาะกล้าต้นข้าวนั่นแหละ มันไม่มีอะไรมากไปกว่าการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้นและความอุดมสมบูรณ์ของดิน…”
ขณะที่ฉินเหยาพูด นางจางก็ลงมือปฏิบัติให้ดูพร้อมกับเสริมเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ในการปลูกผักจากประสบการณ์ส่วนตัวของนาง
พอพูดถึงเรื่องการปลูกผัก ชาวบ้านก็เริ่มเข้าใจได้ทันที เมื่อเทียบกับเรื่องอุณหภูมิความชื้นที่ฉินเหยาพูดแล้ว ภาษาที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมาของนางจางกลับเป็นที่คุ้นเคยของทุกคนมากกว่า
ต้องแช่ในน้ำอุ่นก่อน คือน้ำที่พอใช้มือสัมผัสแล้วรู้สึกอุ่นเพียงเล็กน้อย
แช่ทิ้งไว้หนึ่งคืนแล้วใช้ผ้าเปียกที่ซักจนสะอาดห่อไว้ นำไปไว้ในที่ที่อุ่นที่สุดของบ้านเพื่อบ่มให้แตกหน่อ
ช่วงนี้เป็นเดือนสาม อุณหภูมิยังไม่สูงพอ ต้องจุดถ่านให้ความร้อนเหมือนในโรงเพาะกล้า
หรือจะวางไว้ใกล้ๆ กับเตาไฟที่ใช้หุงหาอาหารในบ้านก็ได้เช่นกัน
หลังจากนั้นก็ต้องคอยดูว่าเมล็ดจะแตกหน่อหรือไม่
“ทุกคนคงรู้วิธีเพาะถั่วงอกใช่หรือไม่ เหยาเหนียงบอกว่ามันก็คล้ายๆ กับการเพาะถั่วงอกนั่นแหละ พอแตกหน่อแล้วก็เอาไปโรยบนแปลงเพาะที่เตรียมไว้ รดน้ำหน่อยก็จะโตเร็วยิ่งขึ้น” นางจางอธิบาย
ชาวบ้านพยักหน้าอย่างเข้าใจในทันที พวกเขาล้วนเคยทำงานในไร่ในนามาก่อน เรื่องนี้ไม่ยากเลย
ฉินเหยาเอ่ยเตือน “แปลงของแตงนั้นต้องเลือกให้ดี ต้องเป็นที่ที่สูง ดินร่วนซุยและเป็นที่ที่แสงแดดส่องถึงได้ตลอดทั้งวันจึงจะดีที่สุด”
“ปลูกในที่ดินแบบอื่นไม่ได้หรือ”
พลันมีเสียงที่ไม่คุ้นหูดังขึ้นมาจากด้านหลังของกลุ่มชาวบ้าน น้ำเสียงนั้นเจือไปด้วยความสงสัยใคร่รู้อย่างยิ่ง ดูเหมือนว่าจะแอบฟังอยู่นานแล้ว
ฉินเหยาเงยหน้าขึ้นมองอย่างสงสัย ซ่งจางอยู่ในชุดลำลอง มือหนึ่งจูงม้าไว้ ด้านหลังมีผู้ติดตามที่จูงม้าอยู่เช่นกันอีกหนึ่งคน สองนายบ่าวหยุดยืนอยู่นอกกลุ่มฝูงชนแล้วผงกศีรษะให้นางเล็กน้อย
ชาวบ้านไม่รู้ว่าคนผู้นี้คือใคร แต่เมื่อเห็นการแต่งกายที่ดูเรียบง่ายทว่าสูงศักดิ์ของอีกฝ่ายก็ไม่น่าจะใช่คนธรรมดาจึงรีบหลีกทางให้เขาอย่างนอบน้อม