ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 415 มีเสบียงเหลือเฟือที่บ้าน
ตอนที่ 415 มีเสบียงเหลือเฟือที่บ้าน
เจ้าของที่ดินที่พาลูกๆ มาเก็บค่าเช่าด้วยนั้น เป็นภาพที่เหล่าผู้เช่านาไม่เคยเห็นมาก่อนจึงรู้สึกแปลกใหม่ไม่น้อย
ต้าหลางรับหน้าที่ชั่งน้ำหนักและขานตัวเลข เอ้อร์หลางถือสัญญาที่ท่านพ่อให้มาเพื่อตรวจสอบตัวเลขพร้อมกับวงกลมบนบัญชีที่เขียนขึ้นมาใหม่เพื่อแสดงว่าบ้านหลังนี้เก็บค่าเช่าเรียบร้อยแล้ว
ส่วนซานหลางและซื่อเหนียงก็ช่วยกันจัดวางตะกร้าของบ้านตนเองให้เข้าที่ รอให้อาวั่งเทข้าวสารที่ผู้เช่านานำมาส่งลงในตะกร้าของตนแล้วยกขึ้นไปบนรถ
ส่วนหลิวจี้นั้น ในฐานะนายท่านใหญ่ย่อมไม่ต้องทำงาน เขานั่งอยู่บนคานลากรถม้า มือหนึ่งจิบชาหยาบๆ ที่ผู้เช่านานำมาให้อย่างมีมารยาทพลางชมท้องฟ้าสีครามและเมฆขาวของวันนี้ สายตาก็จับจ้องข้าวสารที่นำมาส่งอย่างเฉียบคม หากมีเศษหญ้าปะปนมาแม้เพียงเส้นเดียว เขาก็จะเทศนาไปหนึ่งเค่อ
พร้อมกันนั้นก็รับเอาข้าวสาลีหนึ่งหรือครึ่งโต่วที่ผู้เช่านาหยิบยื่นให้เพื่อตัดความรำคาญราวกับถูกโจวปาผีเข้าสิง ขูดรีดได้เท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น
มุมปากของอาวั่งและพวกต้าหลางสี่พี่น้องกระตุกพร้อมกัน ได้แต่มองหน้ากันไปมา แล้วจะทำอย่างไรได้อีกเล่า นอกจากก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป
อย่าเห็นว่าหลิวจี้ทำเกินไปเช่นนี้เลย คนที่ทำเกินกว่าเขายังมีอีกมาก
เมื่อเทียบกับเจ้าของที่ดินอีกรายที่พานักเลงมาเก็บค่าเช่าด้วยแล้ว การกระทำของเขาก็เป็นเพียงเรื่องเด็กๆ เท่านั้น
คนพวกนั้นเวลาหาเรื่องทีก็ขึ้นค่าเช่าทีละหนึ่งส่วน
นายท่านหลิวที่จัดการได้ด้วยข้าวครึ่งโต่วกับน้ำชาหนึ่งถ้วย ในสายตาของผู้เช่านาแล้วก็นับว่ามีเมตตามากแล้ว
เพราะตลอดทั้งปี เขาก็จะหาเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่สลักสำคัญอะไรเช่นนี้แค่ช่วงเวลานี้เท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อครู่นี้เขายังอนุญาตให้พวกตนยืมวัวในช่วงฤดูไถหว่านอีกด้วย ข้าวสารหนึ่งหรือครึ่งโต่วที่จ่ายเกินไปก็ถือเสียว่าเป็นการจ่ายค่าเช่าวัวไถนาล่วงหน้า
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ความขุ่นเคืองใจเส้นสุดท้ายในใจของผู้เช่านาจึงมลายหายไป
หลิวจี้ยักคิ้วหลิ่วตาให้ซื่อเหนียงที่กำลังทำแก้มป่อง “ดูฝีมือพ่อเจ้าสิ เก่งกาจหรือไม่เล่า”
แต่เมื่อหันหลังกลับไป พอนึกถึงท่าทางยักคิ้วหลิ่วตาของท่านพ่อเมื่อครู่ก็อยากจะหัวเราะขึ้นมา
“อยากจะหัวเราะก็หัวเราะออกมาสิ เด็กผู้หญิงทำแก้มป่องมันน่าเกลียดจะตายไป”
ไม่รู้ว่าหลิวจี้มาอยู่ข้างหลังซื่อเหนียงตั้งแต่เมื่อใด เขาฉวยโอกาสที่นางไม่ทันตั้งตัวแอบหยิกแก้มยุ้ยๆ นั่นเบาๆ
ก่อนที่เจ้าตัวเล็กจะทันได้รู้ตัว เขาก็อุ้มนางขึ้นมาวางไว้บนคานลากรถม้าในครั้งเดียว
จากนั้นตนเองก็กระโดดตามขึ้นไป สะบัดแส้ม้าหนึ่งที ขับรถม้าที่บรรทุกข้าวสาลีจนเต็มคันมุ่งหน้าไปยังไร่นาเพื่อนำข้าวสารไปเก็บไว้ที่ลานบ้านเล็กๆ เป็นการชั่วคราวแล้วจึงขับรถเปล่ากลับไป
ริมทางมีดอกไม้ป่าเล็กๆ กำลังเบ่งบาน ซื่อเหนียงชี้ไปที่ดอกไม้แล้วร้องบอก “ท่านพ่อ ข้าอยากได้ ท่านช่วยเด็ดให้ข้าหน่อย!”
“ได้เลย!” หลิวจี้รับคำอย่างแข็งขัน เขารีบหยุดรถม้าแล้วเดินไปยังริมถนน เด็ดดอกไม้ปนกับหญ้ามาทั้งกำใหญ่วางไว้บนตักของลูกสาวแล้วกลับขึ้นไปนั่งบนคานลากรถม้าขับต่อไป
ทันใดนั้น ข้างหูของเขาก็มีมือเล็กๆ ยื่นมา นำดอกไม้ป่าเล็กๆ สีม่วงขาวที่เด็ดมาปักลงบนศีรษะของเขาดอกแล้วดอกเล่า
หลิวจี้ก็ไม่โกรธกลับเอ่ยถามอย่างขบขัน “งดงามหรือไม่”
ซื่อเหนียงแอบหัวเราะคิกคัก ไม่ได้ตอบคำถาม แต่ยังคงใช้ศีรษะของท่านพ่อต่างแจกันต่อไป ใช้จินตนาการทางศิลปะของตนเองอย่างเต็มที่
แต่พอใกล้จะถึงหน้าประตูบ้านของผู้เช่านา หลิวจี้ก็ไม่อนุญาตให้นางเล่นต่อ เขาหยิบดอกไม้ใบหญ้ายุ่งเหยิงบนศีรษะออก เหลือไว้เพียงดอกเดียวเหน็บไว้ที่หูข้างซ้าย เพื่อสวมบทบาทโจวปาผีผู้ชั่วร้ายของตนต่อไป
ซื่อเหนียงเล่นมาตลอดทางก็พึงพอใจมากแล้วจึงยอมหยุดมือแต่โดยดีและไม่เล่นซนอีก เพียงแต่บอกว่าเดี๋ยวพอกลับถึงบ้านจะเด็ดดอกไม้ป่าที่สวยที่สุดหนึ่งกำมือกลับไปให้ท่านแม่ไว้ประดับห้อง
หลิวจี้กล่าวอย่างน้อยใจ “พ่อดีกับเจ้าไม่พอหรือไร พูดสามคำก็ไม่พ้นท่านแม่ของเจ้า นางจะยอมให้เจ้าใช้ศีรษะของนางต่างแจกันหรือ”
ซื่อเหนียงกอดอกแล้วกล่าวด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข “ข้าก็ชอบท่านแม่ที่สุดนั่นแหละ!”
หลิวจี้จุปากสองครั้ง ไม่หาเรื่องเจ็บตัวอีกต่อไปแล้วเลือกที่จะเงียบปาก
สองพ่อลูกเดินทางกลับ เกวียนวัวของอาวั่งก็บรรทุกจนเต็มและกำลังออกเดินทางพอดี รถทั้งสองคันสลับกันวิ่งวุ่นไปจนถึงพลบค่ำ ในที่สุดก็เก็บข้าวสารที่ผู้เช่านาในจวนตระกูลติงนำมาส่งจนครบ
ยังเหลืออีกหนึ่งครอบครัวที่อยู่ใกล้กับเมืองจินสือ หลังจากห้าคนพ่อลูกเก็บค่าเช่าจากบ้านของเขาเสร็จแล้วจึงได้เดินทางกลับบ้านในตอนกลางคืน
เรื่องราวยังไม่จบเพียงเท่านี้
หลังจากพักผ่อนหนึ่งคืน เช้าวันรุ่งขึ้นก็ต้องออกเดินทางกันต่อเพื่อขนข้าวสารทั้งหมดกลับบ้าน
ที่ดินสามสิบหมู่ทั้งหมดใช้สำหรับปลูกต้นผักกาดน้ำมัน การเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ผลินี้ได้เมล็ดผักกาดน้ำมันสองพันเจ็ดร้อยจิน
ที่นาชั้นดีอีกเจ็ดสิบหมู่เก็บเกี่ยวข้าวสาลีได้เจ็ดพันแปดร้อยสี่สิบจิน
ภาษีอากรในปีนี้ยังคงเป็นหนึ่งในสิบห้าส่วน หลังจากหักภาษีอากรที่ต้องชำระแล้ว ยังคงเหลือเมล็ดผักกาดน้ำมันสองพันห้าร้อยยี่สิบจินและข้าวสาลีเจ็ดพันสามร้อยสิบเจ็ดจิน
ทางการไม่เก็บภาษีข้าวเป็นเมล็ดผักกาดน้ำมัน ดังนั้นภาษีของเมล็ดผักกาดน้ำมันจะต้องคำนวณเป็นเงินเพื่อชำระ
เมล็ดผักกาดน้ำมันชุดนี้ หลิวจี้ให้หลิวจ้งที่เข้าเมืองไปจัดซื้อของอยู่บ่อยๆ ช่วยหาโรงสกัดน้ำมันให้
เมล็ดผักกาดน้ำมันหนึ่งจินขายได้สองเหวิน ขายออกไปทั้งหมดในคราวเดียว เมื่อหักภาษีอากรและส่วนที่เสียหายไประหว่างทางแล้ว ได้รับเงินมาทั้งสิ้นห้าตำลึงพอดี
ข้าวสาลีก็ขายออกไปห้าพันจิน ราคาข้าวสาลีในปีนี้เริ่มคงที่แล้ว แต่เพราะภาวะทุพภิกขภัยในช่วงครึ่งแรกของปีก่อนหน้าที่ทำให้แป้งขาดแคลน ราคาข้าวสาลีปีนี้จึงสูงกว่าปีก่อนๆ ถึงหนึ่งเท่าตัว แบบที่ยังไม่กะเทาะเปลือกราคาอยู่ที่หกเหวินต่อหนึ่งจิน
ขายข้าวสาลีไปห้าพันจิน ได้เงินมาทั้งสิ้นสามสิบตำลึงพอดี
ข้าวสาลีที่เหลืออีกสองพันกว่าจิน เก็บไว้กินเองในครอบครัว
เมื่อรวมกับข้าวสาลีจากที่ดินสิบหมู่ในหมู่บ้านที่จ้างแรงงานชั่วคราวมาเก็บเกี่ยวและเมื่อหักภาษีอากรแล้วจะได้ข้าวสาลีอีกสามพันจิน
เมื่อรวมทั้งสองส่วนเข้าด้วยกันก็มีข้าวสาลีอยู่กว่าห้าพันจิน หลังจากกะเทาะเปลือกแล้ว นอกเหนือจากจะเพียงพอสำหรับเป็นเสบียงให้คนเจ็ดคนในครอบครัวได้ตลอดทั้งปีแล้ว ยังมีเหลือเก็บอีกไม่น้อย
ที่บ้านมียุ้งฉางสำหรับเก็บข้าวสารอยู่แล้ว ส่วนนี้จึงยังไม่รีบร้อนขาย รอให้ถึงช่วงเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงแล้วค่อยดูสถานการณ์อีกที
มีเสบียงเหลือเฟือในบ้าน ยามมีเรื่องก็จะไม่ตื่นตระหนก
ชาวนาต้องพึ่งฟ้าฝนในการทำมาหากิน ไม่แน่ว่าปีหน้าลมฟ้าอากาศอาจจะไม่เป็นใจ ผลผลิตในนาก็จะลดน้อยลงอีก ดังนั้นการเก็บสะสมข้าวสารไว้ให้มากย่อมไม่ผิดแน่
สำนักศึกษาหยุดเพียงสามวัน หลังจากได้สัมผัสความสุขในการเก็บค่าเช่ากับท่านพ่อแล้ว พวกต้าหลางสี่พี่น้องก็กลับไปเข้าเรียนที่สำนักศึกษาตามเดิม
เรื่องราวหลังจากนั้นทั้งการซื้อขาย การชำระภาษีอากรและอื่นๆ ล้วนเป็นหลิวจี้ที่วิ่งเต้นจัดการเพียงผู้เดียว
หลังจากเตรียมบัญชีและเงินทองทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว หลิวจี้ก็ยกของเหล่านี้มายังห้องโถงแล้วยื่นให้ฉินเหยาที่อยู่ตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม
“เมียจ๋า นี่คือค่าเช่าและสมุดบัญชีที่เก็บได้จากการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ผลิปีนี้ ทั้งหมดเป็นเงินสามสิบห้าตำลึงและข้าวสาลีสองพันสามร้อยสิบเจ็ดจิน เชิญเจ้าตรวจสอบดูได้เลย”
ช่วงนี้ฉินเหยาก็ยุ่งมากเช่นกัน เรื่องใหญ่ในใจของชาวนามีสองอย่างคือการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ผลิกับการเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิ เมื่อมันมาประจวบเหมาะกันพอดี คนงานในโรงงานจึงลาหยุดกันหลายคน ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนสายการผลิต นางกับอวิ๋นเหนียงจึงยุ่งจนหัวหมุน สองวันมานี้สถานการณ์เพิ่งจะเริ่มคงที่ขึ้นบ้าง พอมีเวลาว่างตอนกลางวันจึงกลับมาอู้งานที่บ้าน
ความวุ่นวายเช่นนี้ ฉินเหยาไม่ชอบเลยแม้แต่น้อย นางรู้สึกว่ามันเหนื่อยใจยิ่งกว่าตอนที่นางนำทีมออกไปรวบรวมเสบียงในชาติที่แล้วเสียอีก
ดูเหมือนว่าเรื่องที่เป็นงานเฉพาะทางก็คงต้องให้คนที่มีความเชี่ยวชาญมาทำ ถึงเวลาที่ต้องไปสรรหาผู้จัดการใหญ่สักคนมาปลดแอกตัวเองแล้ว
ตอนที่หลิวจี้มา ฉินเหยากำลังถือดินสอถ่านที่ทำขึ้นเองวางแผนอยู่ว่าจะหาผู้จัดการใหญ่แบบไหนดี
เมื่อได้เห็นแท่งเงินส่องประกายวาววับในถาด ไม่ว่าใครก็ย่อมรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาทั้งนั้น
ฉินเหยาหยิบสมุดบัญชีขึ้นมาดูผ่านๆ หนึ่งรอบ ไม่มีข้อผิดพลาดอันใด นางจึงวางมันลงแล้วหยิบเงินสามสิบห้าตำลึงขึ้นมาเก็บไว้ในอกเสื้อ
เมื่อเงยหน้าขึ้น เห็นหลิวจี้ยังคงยืนอยู่ตรงหน้า กำลังมองมาที่ตนด้วยแววตาเปี่ยมความคาดหวังจึงยิ้มให้เขาแล้วเอ่ยว่า “ทำได้ไม่เลว”
หลิวจี้แสร้งทำเป็นถ่อมตนแล้วก้มหน้าลงต่ำ รอคอยให้คำชื่นชมอีกมากมายหลั่งไหลเข้ามา
ผลสุดท้าย…กลับเงียบกริบ
พอเงยหน้าขึ้นมาอีกที ฉินเหยาก็ถือดินสอถ่านกับสมุดบันทึกของนางลุกขึ้นยืน ทำท่าเหมือนกำลังจะออกไปข้างนอกแล้ว
หลิวจี้ในใจก็ร้อนรนขึ้นมา รีบร้องเรียก “เมียจ๋า!”
ฉินเหยาหันกลับมา “มีอะไร”
“เจ้าไม่มีอะไรจะพูดแล้วหรือ” หลิวจี้กะพริบตาดอกท้อของเขาปริบๆ เป็นเชิงเตือน