ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 420 ชีวิตนี้มิอาจไม่รักษา
ตอนที่ 420 ชีวิตนี้มิอาจไม่รักษา
หลังจากกินมื้อเที่ยงที่บ้านของฉินเหยาแล้ว ฉินเหยาก็นำทางซ่งจางมายังบ้านของผู้ใหญ่บ้านเพื่อเตรียมตัวไปดูบ้านร้างในหมู่บ้าน
ไม่คาดคิดว่าผู้ใหญ่บ้านจะล้มป่วยลง ช่วงหลายวันนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว คนชราเมื่ออายุมากแล้ว พอไม่ระวังก็เลยต้องลมหนาวเข้า ตอนนี้จึงได้แต่นอนพักฟื้นอยู่บนเตียง
ซ่งจางมาอย่างเงียบๆ ผู้ใหญ่บ้านที่อยู่ในห้องจึงไม่ทราบว่าผู้มาเยือนคือใคร ได้แต่ตะโกนบอกให้ฉินเหยาวางใจพาคนไปดูได้เลย พอดูเสร็จแล้วค่อยกลับมาบอกเขาก็พอ
บ้านร้างเหล่านี้ในหมู่บ้าน ให้นางจัดการได้ตามสบาย อย่างไรเสียเรื่องนี้ก็เป็นความคิดของนางมาตั้งแต่แรกแล้ว
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ฉินเหยาจึงจำต้องเป็นผู้นำซ่งจางไปเลือกบ้านด้วยตนเอง
เขาก็เป็นคนตรงไปตรงมาเช่นกัน ระบุชัดว่าต้องการดูเพียงหลังที่อยู่ใกล้กับเรือนปทุมที่สุด
“เรื่องนี้จัดการง่าย เช่นนั้นก็เป็นที่นี่แล้วกันเจ้าค่ะ” ฉินเหยาชี้ไปยังเนินเตี้ยๆ ที่ปกคลุมไปด้วยวัชพืชรกใต้ฝ่าเท้าแล้วยิ้มกล่าว
ซ่งจางมองไปรอบๆ ไม่มีร่องรอยของกำแพงพังหรือซากปรักหักพังเลยแม้แต่น้อยจึงถามอย่างสงสัย “นี่คือบ้านร้างรึ”
“แน่นอนอยู่แล้วเจ้าค่ะ!” ฉินเหยาใช้เท้าเขี่ยวัชพืชออกแล้วเหยียบลงบนดินแข็งสีเหลืองด้านล่าง “นี่ก็คือฐานรากของบ้านมิใช่หรือ เพียงแต่ถูกทิ้งร้างมานานเกินไป เจ้าของเดิมก็สร้างไว้อย่างเรียบง่ายมาก เมื่อเวลาผ่านไปนานวันเข้า มันก็พังทลายลงไปหมดแล้ว”
“ปกติท่านใต้เท้าพำนักอยู่ในเมือง คงจะหาโอกาสเห็นบ้านดินเช่นนี้ได้ยาก ย่อมเข้าใจได้เจ้าค่ะ”
ซ่งจางถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ แต่เมื่อเห็นว่าที่แห่งนี้อยู่ตรงข้ามกับเรือนปทุมพอดี อีกทั้งยังไม่เช้าแล้วและยังต้องเดินทางกลับเมืองอีก เขาจึงพยักหน้าอย่างเสียไม่ได้ “เช่นนั้นก็เป็นที่นี่แล้วกัน”
“ตกลง” ฉินเหยารับคำอย่างรวดเร็วแล้วถามเขาว่าจะเริ่มงานเมื่อใด ยิ่งสร้างเรือนเสร็จเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น ในฤดูร้อน ในหมู่บ้านมีลมเย็นพัดเอื่อยๆ ลำธารเล็กๆ ก็มีน้ำไหลริน การมาพักหลบร้อนที่นี่นับว่าดีที่สุดแล้ว
ซ่งจางฟังคำเร่งเร้าของนางก็ได้แต่หัวเราะอย่างขมขื่นแล้วตอบว่า “ให้เร็วที่สุด”
ฉินเหยาก็ยิ้มเช่นกัน “ถึงตอนนั้นก็พาฮูหยินท่านมาด้วยกันนะเจ้าคะ”
“แน่นอนๆ” ซ่งจางพลางลอบปาดเหงื่อพลางรับคำไป
ในที่สุดก็เดินมาถึงหน้าประตูบ้านของฉินเหยา นางก็ไม่เสียเวลาเชิญเขาเข้าไปนั่งในบ้านอีก จูงม้าออกมาแล้วไปส่งซ่งจางกลับเมืองในทันที
ก่อนจะไป นางถามอาวั่งว่าที่บ้านขาดเหลืออะไรหรือไม่แล้วก็ถือโอกาสรับงานซื้อซีอิ๊วมาด้วย
ทั้งสามคนควบม้ามาตลอดทาง ไม่ถึงหนึ่งชั่วยามก็มาถึงอำเภอไคหยาง
ที่ใต้ประตูเมือง ฉินเหยาและซ่งจางพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนานพลางจูงม้าเดินเข้าเมืองไปด้วยกัน เหล่าเจ้าหน้าที่ที่เฝ้าประตูเมืองเมื่อเห็นใต้เท้านายอำเภอก็รีบทำความเคารพ
เจ้าหน้าที่ในจวนที่ว่าการอำเภอเกือบทุกคนเคยเห็นหน้าฉินเหยา วีรกรรมของนางก็ได้ยินมาไม่น้อย ไม่คิดเลยว่านางจะมาอยู่กับใต้เท้านายอำเภอของพวกเขาได้ ทั้งสองยังพูดคุยกันเรื่องที่จะไปสร้างเรือนพักหลบร้อนส่วนตัวที่หมู่บ้านตระกูลหลิวอะไรทำนองนั้นด้วย
เรื่องที่ทั้งสองเดินทางมาด้วยกันแพร่สะพัดไปทั่วทั้งอำเภออย่างรวดเร็ว
ไม่ว่าจะเคยเห็นหรือไม่เคยเห็นต่างก็พูดจาเป็นตุเป็นตะ ว่านายอำเภอถึงกับเดินทางไปหาฉินเหยาที่หมู่บ้านตระกูลหลิวด้วยตนเองแล้วยังมีเรื่องที่ฉินเหยาไปส่งใต้เท้านายอำเภอถึงหน้าประตูจวนด้วยตนเอง แถมยังเข้าไปนั่งอยู่ชั่วจิบชาจึงจะออกมา ท่าทีสนิทสนม ดูราวกับว่าเป็นสหายที่ดีต่อกันยิ่งนัก
หากเปลี่ยนคู่สนทนาเป็นสตรีอื่น ตอนนี้ข่าวคาวโลกีย์ของใต้เท้านายอำเภอคงจะลอยว่อนไปทั่วฟ้าแล้ว
แต่เพราะเป็นฉินเหยา แค่เพียงได้ยินชื่อนี้ ทุกคนก็ไม่อาจเชื่อมโยงความงามและราคะเข้ากับนางได้
ประการแรก ชื่อเสียงด้านความดุดันของนางโด่งดังไปไกล บุรุษเมื่อพบนางมีแต่จะต้องหวาดกลัว
ประการที่สอง คนทั้งอำเภอต่างก็รู้ว่าที่บ้านของนางยังมีสามีผู้มีรูปโฉมโดดเด่นอยู่อีกคน คนธรรมดาทั่วไปเกรงว่าจะไม่อยู่ในสายตาของนาง
ดังนั้น การที่ใต้เท้านายอำเภอเดินมากับนาง แถมยังมีท่าทีสนิทสนม สถานการณ์จึงดูละเอียดอ่อนยิ่งนัก
ขณะที่หวังหม่าอู่กำลังหาความสำราญอยู่ที่หอคณิกาของพานเหม่ยเหริน พานเหม่ยเหรินก็ถีบประตูห้องเข้ามา พรวดพราดเข้ามาอย่างเร่งร้อน กระชากตัวเด็กสาวของตนนางหนึ่งออกไป ปิดประตูลงกลอนแล้วโยนเสื้อผ้าของหวังหม่าอู่ให้เขา
พานเหม่ยเหรินกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “รีบสวมหนังของเจ้าซะ ข้างนอกนั่นกำลังจะเกิดเรื่องใหญ่แล้ว เจ้ายังมีหน้ามาเกี้ยวพาราสีเด็กของข้าอยู่ที่นี่อีก!”
หวังหม่าอู่แทบจะถูกนางแก่นี่ทำเอาตกใจตาย เขาไม่ได้สวมอะไรเลยนะ!
ถึงอย่างไรเขาก็ยังไม่เคยเห็นโลกกว้างเท่าพานเหม่ยเหริน หวังหม่าอู่รีบคว้าเสื้อผ้ามาปิดบังร่างกายแล้วหลบไปแต่งตัวอยู่หลังฉากกั้น แต่งตัวพลางเอ่ยถาม
“เกิดเรื่องใหญ่อะไร ใครมาเกี้ยวเด็กของเจ้ากัน เห็นๆ อยู่ว่าเด็กของเจ้าพวกนี้ต่างหากที่ใจแตก อาศัยจังหวะที่ข้าผู้เป็นนายท่านเผลอไผล ไต่เต้าขึ้นมาเอง”
พานเหม่ยเหรินถุยน้ำลายใส่เขาทีหนึ่ง “หน้าไม่อาย เรื่องที่เห็นกันโต้งๆ เช่นนี้เจ้าก็ยังพูดจาเหลวไหลได้อีก ไม่กลัวว่าจะโดนคนตัดลิ้นรึ!”
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาต่อล้อต่อเถียงเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้กับเขา พานเหม่ยเหรินทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างโต๊ะแปดเซียนที่อยู่หน้าฉากกั้นพลางถอนหายใจแล้วกล่าวว่า
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าเมื่อครู่ในเมืองเกิดเรื่องใหญ่อะไรขึ้น”
“เรื่องใหญ่อะไร ทำให้เจ้าตกใจได้ถึงเพียงนี้ หรือว่ามีคนไปฟ้องเจ้าที่ที่ว่าการอำเภออีกแล้วรึ”
หวังหม่าอู่แต่งตัวเสร็จเรียบร้อย เดินออกมาจากหลังฉากกั้นอย่างดูดีมีสกุลแล้วนั่งลงตรงข้ามกับพานเหม่ยเหริน เขารินชาให้ตนเอง ตั้งใจจะดื่มสักอึกเพื่อสงบสติอารมณ์
พานเหม่ยเหรินหัวเราะอย่างเยือกเย็นแล้วจงใจพูดด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้นว่า “เหนียงเหนียงปีศาจร้ายที่เจ้ากลัวที่สุดน่ะ เมื่อครู่นี้นางเพิ่งจะพูดคุยหัวเราะกับนายอำเภอซ่งพลางเดินเข้าเมืองมา แถมยังไปนั่งที่บ้านของนายอำเภออยู่ชั่วถ้วยชาหนึ่งจึงจะออกมา”
เป็นไปตามที่นางคาดไว้ ทันทีที่นางพูดจบ หวังหม่าอู่ก็พ่นชาที่เพิ่งดื่มเข้าไปพรวดออกมา โชคดีที่นางเตรียมตัวมาแล้วจึงใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดบังใบหน้าแล้วเอี้ยวตัวหลบได้ทัน
พานเหม่ยเหรินหัวเราะเยาะ “โอ้ ใช่แล้ว เมื่อครู่เสี่ยวจวี๋ที่บ้านข้าซึ่งไปเปิดประตูบอกว่า นางยังเห็นเหนียงเหนียงปีศาจร้ายนั่นยืนอยู่ที่ชั้นล่างอยู่ครู่หนึ่ง พอเห็นว่ามีคนมาเปิดประตูแล้วจึงค่อยถือไหซีอิ๊วใบหนึ่งจากไป เจ้าลองพูดมาสิว่านางกับนายอำเภอซ่งสองคนนี้ความหมายว่าอย่างไร เห็นได้ชัดว่านางมุ่งเป้ามาที่พวกเรา!”
หวังหม่าอู่ใช้แขนเสื้อเช็ดคราบน้ำชาที่มุมปากของตน ยิ่งเช็ดมือก็ยิ่งสั่น
พานเหม่ยเหรินจุปากสองครั้ง “ดูเจ้าสิ แค่ได้ยินชื่อนางก็ตกใจกลัวถึงเพียงนี้แล้ว ข้าจะไปคาดหวังอะไรจากเจ้าได้อีก คาดหวังให้เจ้าพอเจอนางก็ตกใจจนฉี่รดกางเกงรึอย่างไร”
หวังหม่าอู่ถลึงตาใส่นาง “เจ้ารู้อะไรบ้าง เจ้ามันไม่เคยเจอด้วยตัวเองนี่!”
“ตอนตวาดใส่ข้านี่เก่งนัก ถ้ามีปัญญาก็ลองส่งคนไปสืบข่าวดูสิว่าสองคนนั่นกำลังคิดจะทำอะไรกันแน่!” พานเหม่ยเหรินกล่าวอย่างหัวเสีย
หวังหม่าอู่ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้นางปล่อยให้เขาได้พักหายใจสักครู่ เขาหายใจเข้าลึกๆ อยู่พักใหญ่ มือที่สั่นเทาจึงค่อยๆ กลับคืนสู่สภาพปกติได้บ้าง
“ข้าจะกลับไปดูก่อน” หวังหม่าอู่ลุกขึ้นเตรียมจะจากไป
พานเหม่ยเหรินคว้าเสื้อของเขาไว้ “เจ้าจะกลับไปดูอะไร อย่าบอกข้านะว่าเจ้ากลัว”
หวังหม่าอู่สะบัดมือนางออกด้วยสีหน้าจริงจังซึ่งไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก “ข้าจะไปปิดบ่อนสักสองสามวันแล้วจะไปหลบอยู่ที่ชนบทสักพัก รอให้เรื่องซาลงแล้วค่อยว่ากัน”
พูดจบ เขาก็เตือนพานเหม่ยเหริน “ข้าแนะนำให้เจ้าหยุดกิจการสักสองสามวันเถอะ จะได้ไม่เดือดร้อนเมื่อภัยมาถึงตัว!”
นับแต่โบราณมา ราษฎรล้วนมีความคิดร่วมกันอย่างหนึ่ง นั่นก็คือราษฎรย่อมไม่ต่อกรกับขุนนาง
เพราะไม่มีทางสู้ชนะได้เลย
และในตอนนี้ ซ่งจางแสดงออกชัดเจนว่าต้องการจะเล่นงานพวกเขาสองคน แถมยังดึงฉินเหยามาเป็นผู้ช่วยอีก หากยังไม่รู้จักหดหัว พวกเขาก็จะเป็นจินฉานฉูคนต่อไป
หวังหม่าอู่ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ไม่ว่าซ่งจางกับฉินเหยาสองคนนั้นคิดจะทำอะไร เขาจะเอาแต่หลบ ไม่ให้พวกนั้นจับตัวได้
ขอเพียงรักษาภูเขาไว้ได้ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีฟืนให้เผา เงินทองยังไม่ต้องรีบหาในตอนนี้ แต่ชีวิตจะเสียไปไม่ได้!
ส่วนพวกที่อยู่เบื้องหลังที่เอาแต่รับเงินแต่ไม่ทำงาน แถมยังชอบชี้นิ้วสั่งเขา ถึงตอนนั้นเกรงว่าตัวเองก็จะเอาตัวไม่รอดแล้วจะมาจัดการอะไรเขาได้อีก