ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 421 ท่านอาจารย์กลับมาแล้ว
ตอนที่ 421 ท่านอาจารย์กลับมาแล้ว
พานเหม่ยเหรินไม่สามารถรั้งหวังหม่าอู่ไว้ได้
นางเพียงแค่รู้สึกตกตะลึง ที่ในอำเภอไคหยางแห่งนี้ยังมีคนที่ทำให้หวังหม่าอู่หวาดกลัวได้ถึงเพียงนี้
กลัวเสียจนหวังหม่าอู่ผู้ละโมบทั้งในเงินทองและสตรี ไม่ต้องการทั้งทรัพย์สินและอิสตรีอีกต่อไป
แต่ภายใต้การดูแลของนางพานเหม่ยเหรินยังมีคนอีกกว่าสองร้อยชีวิต นางย่อมไม่อาจหยุดพักได้
“ท่านแม่ จะจุดโคมหรือไม่เจ้าคะ” เสี่ยวจวี๋เอ่ยถามอย่างระมัดระวังจากนอกห้อง
ท้องฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว ที่อื่นนั้นเปิดประตูยามเช้า ปิดประตูยามค่ำ
แต่หอคณิกากลับตรงกันข้าม ใกล้ค่ำจึงจะเปิดประตูและปิดประตูพักผ่อนในยามเช้า
การจุดโคมก็คือการเตรียมตัวเปิดประตูทำการค้านั่นเอง
พานเหม่ยเหรินมองแสงสนธยาอันเลือนรางนอกหน้าต่าง วันนี้ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากวันวาน นางเดินออกจากห้องแล้วสั่งการเด็กหญิงตัวเล็กผอมแห้งที่หลังค่อมเล็กน้อยว่า “จุดโคมเถอะ”
“เจ้าค่ะ” เด็กหญิงรีบขานรับ ไม่กล้าชักช้า
วันนี้อารมณ์ของท่านแม่ไม่ดีอย่างเห็นได้ชัด หากไปขัดอารมณ์ของนางเข้า วันนี้เกรงว่าจะไม่ได้กินแม้แต่น้ำล้างหม้อที่เหลือจากในครัวด้วยซ้ำ
หอคณิกาที่เต็มไปด้วยแสงสีแห่งราตรีนี้ ในสายตาของคนนอกคือถ้ำละลายทองอันแสนสุข
มีเพียงคนที่อยู่ข้างในเท่านั้นที่รู้ว่า ที่นี่คือถ้ำปีศาจที่กลืนกินผู้คนโดยไม่เหลือกระดูกโดยแท้
…
ฝนที่ตกพรำๆ ติดต่อกันหลายวัน ในที่สุดก็หยุดลง
แสงตะวันยามเช้าสีแดงฉานลอยขึ้นที่ขอบฟ้า เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าอากาศจะแจ่มใสไปอีกหลายวัน เมฆหมอกอันมืดครึ้มจางหายไป ผู้คนต่างก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา
แต่ในบรรดาผู้ที่กระปรี้กระเปร่าเหล่านี้ ไม่ได้รวมหลิวจี้อยู่ด้วย
เขาอดหลับอดนอนติดต่อกันมาแล้วสามวันสามคืน ระหว่างนั้นยังถูกฉินเหยาสั่งให้ไปทำความสะอาดเรือนปทุมอีก วันนี้เมื่อถึงวันที่ท่านอาจารย์จะมา เขาจึงจำต้องออกมาจากห้องหนังสือ เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ดูดีแล้วมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านเซี่ยเหอเพื่อต้อนรับ
ก่อนออกเดินทาง ฉินเหยาเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ใบหน้าซีดขาว ริมฝีปากคล้ำ ใต้ตามีรอยคล้ำเป็นปื้น ในดวงตายิ่งเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยสีแดง
บอกตามตรงว่านางตกใจไม่น้อย
แต่ก็สมน้ำหน้าแล้ว
สองเดือนก่อนทำตัวอวดดีไว้เพียงใดก็ย่อมจินตนาการได้ว่าตอนนี้จะน่าสังเวชเพียงใด
“เฮ้อ~” ฉินเหยาถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งแล้วลุกขึ้นกล่าว “ข้าจะไปเป็นเพื่อนเจ้าด้วย”
เผื่อว่าเขาเกิดตายกลางทางขึ้นมา นางจะได้แบกกลับมาฝังได้สะดวก
หลิวจี้ไม่อยากจะเชื่อ เมื่อแน่ใจว่านางจะออกไปต้อนรับกงเหลียงเหลียวเป็นเพื่อนเขาจริงๆ ก็ซาบซึ้งจนดวงตายิ่งแดงก่ำกว่าเดิม
“เมียจ๋า เจ้าดีจริงๆ” หลิวจี้กุมอกกล่าวอย่างตื้นตันใจ
ฉินเหยาหัวเราะแห้งๆ สองครั้ง โบกมือเป็นสัญญาณให้เขาตามมา สองสามีภรรยาก็ขับเกวียนวัว มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านเซี่ยเหอ
ก่อนหน้านี้กงเหลียงเหลียวได้บอกไว้ในจดหมายแล้วว่า ครั้งนี้เขาจะมาพักอยู่เพียงลำพังครึ่งเดือน ฉีเซียนกวนยังคงอยู่ที่บ้านตระกูลเฮ่อในเมืองหลวงของมณฑล
ต้นเดือนสี่ก็ตั้งใจว่าจะพาหลิวจี้เดินทางไปยังเมืองหลวงของมณฑลเพื่อเข้าร่วมการสอบระดับฝู่ซื่อในเดือนห้าของปีนี้
เดิมทีเขาไม่จำเป็นต้องมาก็ได้ แต่เขาก็ไม่วางใจในสถานการณ์การเรียนของศิษย์อย่างหลิวจี้ผู้นี้จริงๆจึงได้เดินทางมาควบคุมดูแลด้วยตนเอง
ตามความคิดของกงเหลียงเหลียวแล้ว รอจนกระทั่งหลิวจี้ผ่านการสอบระดับฝู่ซื่อ ปลายเดือนหกก็จะไปพร้อมกับฉีเซียนกวน ศิษย์พี่ศิษย์น้องสองคนก็จะมุ่งหน้าไปยังอิงเทียนฝู่เพื่อเข้าร่วมการสอบระดับย่วนซื่อในเดือนแปด
เมื่อถึงตอนนั้น ศิษย์สองคนจากสำนักเดียวกันสอบผ่านพร้อมกัน จะไม่กลายเป็นเรื่องเล่าอันดีงามหรอกหรือ
ฉินเหยาไม่รู้ถึงความคิดของกงเหลียงเหลียว หากนางรู้เข้าคงอยากจะพูดเพียงประโยคเดียวว่า “ท่านอาจารย์อย่าได้มองศิษย์ของท่านด้วยทัศนคติที่ดีเกินไปนักเลย!”
ด้วยระดับฝีมือของหลิวจี้แล้ว ฉินเหยาไม่เคยคิดว่าเขาจะสามารถสอบผ่านสองสนามต่อเนื่องกันภายในปีเดียวได้
หลิวลี่ผู้นั้นปีที่แล้วสอบได้ซิ่วไฉ ปีนี้ยังไม่กล้าลงชื่อเข้าร่วมการสอบระดับย่วนซื่อเลย ตั้งใจว่าจะศึกษาให้ลึกซึ้งอีกสักสองปี รอจนมีฝีมือเพียงพอแล้วจึงจะไปเข้าสอบ
แต่…
เมื่อหันไปมองสภาพอิดโรย ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ แต่ทั่วร่างกลับยังคงแผ่ซ่านไปด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมของใครบางคน ฉินเหยาก็พลันรู้สึกว่า คนอย่างหลิวจี้ดูเหมือน…อาจจะ…บางที…ก็ไม่เหมาะที่จะเดินในเส้นทางปกติ
หลิวจี้ที่นอนแผ่หลาอยู่บนพื้นเกวียนเพื่อฟื้นฟูพลังชีวิต เมื่อรับรู้ได้ถึงสายตาของฉินเหยาก็เปลี่ยนจากท่านอนหงายเป็นนอนคว่ำ เอียงศีรษะมองนาง พลางเอ่ยถามหยั่งเชิง “เมียจ๋า เจ้ามองอะไร”
ขณะที่ถาม ดวงตาก็จับจ้องใบหน้าของนาง พยายามที่จะไม่พลาดทุกสีหน้าของนาง
มือก็เผลอลูบใบหน้าของตนเองไปมา หรือว่านางรู้สึกว่าวันนี้เขาไม่หล่อเหลาแล้วเลยเกิดความรังเกียจขึ้นมา
ฉินเหยาฉีกยิ้มกว้างให้เขา “ก็ดูว่าพลังชีวิตของเจ้าช่างแข็งแกร่งดีเหลือเกิน”
อดนอนมาสามคืนแล้วยังไม่ตาย หากไปอยู่ในวันสิ้นโลกก็ไม่แน่ว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกนาน
หลิวจี้ไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของนาง แต่เขาสัมผัสได้ว่านางกำลังชมเขาอยู่
เขาวางใจลงในทันทีแล้วพลิกตัวกลับไปนอนหงายตามเดิม
ทันใดนั้นก็นึกอะไรขึ้นมาได้ หลิวจี้หยิบกระจกทองแดงบานเล็กที่เขาแอบใช้เงินเก็บส่วนตัวซื้อมาออกจากแขนเสื้อ มันมีขนาดเท่าฝ่ามือ ปกติพกติดตัวไว้ก็สะดวกสบาย พอนึกขึ้นได้ก็หยิบขึ้นมาส่อง ชื่นชมใบหน้าอันหล่อเหลางดงามของตน
ตอนเช้าออกจากบ้านลืมส่อง ตอนนี้พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว แสงแดดกำลังดี
หลิวจี้ถือกระจกบานเล็กของตนขึ้นมาอย่างคาดหวัง…จากนั้นก็สูดลมหายใจเข้าลึกอย่างตกใจ เขาถูกใบหน้าซีดขาวในกระจกทำให้ตกใจกลัว
เขาไม่เชื่อสายตาตัวเอง หรี่ตามองในกระจกอีกครั้ง ลมหายใจก็พลันสะดุด รีบเก็บกระจกทองแดงเข้าที่แล้วพยายามสะกดจิตตัวเองอย่างบ้าคลั่ง ‘ใบหน้าภูตผีในกระจกนั่นไม่ใช่ข้าหลิวจี้อย่างแน่นอน! ไม่ใช่เด็ดขาด!’
ฉินเหยาที่เฝ้ามองอยู่เงียบๆ ตลอดเวลานั้นหางตากระตุกอย่างรุนแรง นางแหงนหน้าขึ้นมองฟ้า ทั้งสดใสและเศร้าสร้อย…
อาชิงร้อง ‘มอ’ ออกมาเสียงดัง เพื่อเตือนนายหญิงให้มองทางเพราะมันเกือบจะก้าวตกคูน้ำอยู่แล้ว!
ฉินเหยาผู้กำลังมองท้องฟ้าอย่างเศร้าสร้อยนั้นพลันได้สติกลับคืนมาในทันใด กระชากสายบังเหียนด้านซ้ายอย่างแรง ดึงวัวที่เกือบจะชนเข้ากับผนังภูเขากลับมาบนถนนใหญ่ได้อย่างฉิวเฉียด
บนเกวียน ทั้งสองสามีภรรยาต่างเงียบงันไปอย่างน่าประหลาดอยู่หลายวินาที
“ฉินเหนียงจื่อ!”
มีเสียงเรียกอันตื่นเต้นดังมาจากข้างหน้า ทำลายบรรยากาศอันน่าอึดอัดบนเกวียนลงได้ในที่สุด
อากู่ รองหัวหน้าใต้บังคับบัญชาของสือโถวกำลังนำขบวนรถม้าที่กงเหลียงเหลียวนั่งอยู่ ขับมาจากทางด้านหน้า
ฉินเหยาแย้มยิ้มกว้าง โบกมือตอบรับอีกฝ่าย
หลิวจี้ก็ดีดตัวลุกขึ้นจากพื้นเกวียน ตะโกนลั่น “ท่านอาจารย์! ข้าคิดถึงท่านจะตายอยู่แล้ว!”
คำสารภาพอย่างตรงไปตรงมา ทำเอาหนวดของกงเหลียงเหลียวที่อยู่ในรถถึงกับกระดิก
ผู้คุ้มกันที่มาส่งเขาในครั้งนี้ล้วนเป็นคนที่ตระกูลเฮ่อจัดหามาให้ นอกจากอากู่ผู้คุ้มกัน สาวใช้ และเด็กรับใช้ข้างกายแล้ว บ่าวชายที่เหลือล้วนเป็นใบหน้าที่ไม่คุ้นเคย
ฉินเหยาหยุดเกวียนวัวลง พอหันไปอีกที หลิวจี้ก็วิ่งไปถึงหน้ารถม้าของกงเหลียงเหลียวแล้ว
อากู่ลงจากม้ามาคารวะฉินเหยาแล้วแนะนำบ่าวชายจากตระกูลเฮ่อที่เดินทางมาด้วยในครั้งนี้
มีบ่าวชายมาหกคน รวมกับอากู่และผู้คุ้มกันตระกูลฉีอีกสองคน ยังมีสาวใช้อีกหนึ่งคนและเด็กรับใช้ข้างกายอีกหนึ่งคน เมื่อนับรวมกงเหลียงเหลียวแล้วก็เป็นคณะเดินทางสิบสองคน
เมื่อเทียบกับครั้งก่อน ครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการเดินทางอย่างเรียบง่ายแล้ว
“เรือนนั้นทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว ข้าวสาร น้ำมัน และเสบียงที่ต้องใช้ในช่วงนี้ข้าก็เตรียมไว้พร้อมแล้วเหมือนกัน แต่ท่านอาจารย์เดินทางมาตลอดทางคงจะเหนื่อยล้า วันนี้เชิญไปพักผ่อนที่บ้านของข้าก่อนเถิด รอให้อากู่และคนอื่นๆ จัดการที่เรือนปทุมเรียบร้อยแล้วค่อยย้ายไปก็ยังไม่สาย” ฉินเหยาจัดแจง
หลิวจี้เปิดประตูรถม้า กงเหลียงเหลียวนั่งอยู่ในรถ เขาพยักหน้าให้ฉินเหยาเบาๆ “ทุกอย่างล้วนแล้วแต่ให้เจ้าจัดการ”
อากู่และคนอื่นๆ ก็ขานรับในทันที
ฉินเหยาคารวะผู้สูงวัยหนึ่งครั้ง เมื่อเห็นว่าหลิวจี้ไม่มีทีท่าว่าจะกลับมาที่เกวียนวัวของตน นางจึงขับเกวียนวัวเพียงลำพัง นำคณะของอากู่มายังหมู่บ้านตระกูลหลิว
กงเหลียงเหลียวพร้อมทั้งรถเข็นของเขาถูกพามาไว้ที่บ้านของฉินเหยา อากู่จึงพาคนอื่นๆ ไปยังเรือนปทุมเพื่อจัดเตรียมที่พัก
อย่างไรเสียก็มีหลิวจี้อยู่ด้วย ท่านอาจารย์คงไม่ให้ผู้อื่นมาคอยปรนนิบัติอยู่แล้ว
กงเหลียงเหลียวถูกหลิวจี้เข็นมายังลานฝึกวรยุทธ์นอกประตูหลัง สองศิษย์อาจารย์จึงนั่งตากแดดอยู่ด้วยกัน
เมื่อมองดูแปลงผักที่ถูกอาวั่งดูแลจัดการจนเป็นระเบียบเรียบร้อยเบื้องหน้า กงเหลียงเหลียวก็ถอนหายใจยาวออกมาเฮือกหนึ่ง “อยู่ที่นี่สบายใจที่สุดแล้ว”
หากไม่ใช่เพราะหลังจากนี้ยังต้องคอยดูแลเรื่องการสอบของซานเอ๋อร์ เขาคงอยากจะอยู่ที่นี่ต่อไม่ไปไหนแล้ว