ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 554 พลิกคว่ำ
ตอนที่ 554 พลิกคว่ำ
แต่เมื่อมองดูสายตาที่คาดหวังของน้องชายและน้องสาว ต้าหลางก็ยังคงไม่อาจทำลายความหวังของพวกเขาได้ เขาเดินย่องเบาๆ ไปภายใต้สายตาที่ตื่นเต้นอย่างประหลาดของท่านพ่อแล้วยกมือขึ้นเคาะประตูเรือนหลักเบาๆ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสีหน้าของต้าหลางที่ตึงเครียดเกินไปหรือไม่ ทุกคนในลานบ้านต่างก็กลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว เตรียมพร้อมรับมือกับพายุฝน
รอไม่นานนัก ในห้องก็มีเสียงถามแหบแห้งดังขึ้น “ทำอะไร”
ต้าหลางกลืนน้ำลาย ภายใต้สายตาที่ให้กำลังใจของท่านพ่อ เขาจึงถามเสียงเบาว่า “ท่านแม่ วันนี้หนาวเกินไป ถนนยังเปียกอยู่เลย ไม่ไปสำนักศึกษาได้หรือไม่ขอรับ”
“แค่วันเดียวขอรับ” เด็กหนุ่มเสริมอย่างตึงเครียด
ฉินเหยาถอนหายใจอย่างหงุดหงิด ขานรับ “อื้อ” แล้วก็ฟุบหน้าหลับต่อไป
“อนุญาตแล้วหรือ” ต้าหลางยังคงงงงวยอยู่เล็กน้อย ง่ายเสียจนเขาไม่อยากจะเชื่อ
ซื่อเหนียงเป็นคนแรกที่รู้ตัว นางดึงหีบหนังสือกลับมาทันที พุ่งเข้าไปในห้อง ถอดรองเท้าออกแล้วมุดเข้าไปในผ้าห่มที่ยังอุ่นอยู่ “ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านแม่เป็นคนมีเหตุผลที่สุด~”
เพียงนางหลับตาลงก็สามารถหลับได้ในทันที
นอกห้อง เอ้อร์หลางยิ้มพลางมองซานหลาง “สำเร็จแล้วหรือ”
ซานหลางดีใจจนอยากจะตะโกนออกมา แต่ก็ถูกหลิวจี้ใช้มือปิดปากไว้ทัน “ชู่ว เราเบาๆ หน่อย”
ซานหลางพยักหน้าแสดงออกว่าเข้าใจแล้วก็ให้ท่านพ่ออุ้มตนลงจากรถ วิ่งตามซื่อเหนียงไปติดๆ มุดกลับเข้าไปในผ้าห่มอีกครั้ง ดีใจจนกลิ้งไปมา
ต้าหลางกับเอ้อร์หลางอยากจะหัวเราะแต่ก็ไม่กล้า การนอนต่ออีกสักงีบนั้นเป็นไปไม่ได้แล้วจึงทำได้เพียงตามท่านพ่อกลับไปที่ห้องหนังสือ ผิงถ่านไฟอุ่นๆ กินอาหารเช้าอร่อยๆ ที่หลี่ซื่อทำ สามพ่อลูกซุกตัวอยู่หน้าโต๊ะเตี้ยตัวเดียวกัน อยากจะทำอะไรก็ทำ มีความสุขจนอยากจะหัวเราะออกมาดังๆ
แต่ขอเพียงแค่เห็นมุมปากของคนใดคนหนึ่งยกขึ้น อีกสองคนก็จะรีบทำท่าจุ๊ปากเตือนว่าอย่าส่งเสียงดัง ให้เก็บความสุขไว้ในใจ
แต่ก็ลำบากอาวั่งแล้ว เด็กสี่คนที่บ้านไม่ต้องออกจากบ้านแล้ว แต่ยังมีจินฮวาจินเป่ารอให้เขาไปส่งอยู่ อย่างไรเสียสองบ้านก็ตกลงกันไว้ตั้งนานแล้วว่าจะไปรับไปส่งด้วยกัน
“เดินทางดีๆ นะ” อินเยว่กำชับด้วยความเห็นใจ พลางกอดถุงน้ำร้อนของตนเองแล้วออกไปทำงาน
อาวั่งถอนหายใจแผ่วเบา เขาเป็นคนเหล็ก ไม่กลัวความหนาว! แล้วขับรถม้าออกไป
อีกทั้งเรื่องที่พวกต้าหลางสี่พี่น้องไม่ต้องไปสำนักศึกษาก็ทำให้ที่เรือนเก่าเกิดความโกลาหลวุ่นวาย อาวั่งจึงไปรับจินฮวาจินเป่าที่ถูกพ่อแม่ตีจนร้องไห้จ้าได้สำเร็จแล้วมุ่งหน้าไปยังเมืองจินสือ
ฉินเหยานอนหลับยาวจนกระทั่งอาวั่งกลับมาถึงบ้านจึงตื่น ในห้องถูกอ่างไฟรมจนร้อนผ่าว นางเพียงแค่นั่งลงก็สามารถรับประทานอาหารร้อนๆ ควันฉุยได้ในทันที
หลิวจี้ไปที่เรือนปทุมแล้ว เด็กทั้งสี่ในบ้านก็ไม่ได้เกียจคร้านเพราะไม่ต้องไปสำนักศึกษา หลังจากนอนชดเชยจนเต็มอิ่มแล้ว คนที่อ่านหนังสือก็อ่านไป คนที่คัดอักษรก็คัดไป
ฉินเหยากินข้าวเสร็จก็เดินไปดูอยู่ครู่หนึ่ง ชี้แนะพวกเขาอย่างสนใจอยู่พักหนึ่งและก่อนที่อารมณ์จะเริ่มขุ่นมัวก็ถอยออกมาอย่างใจเย็น
เมื่อกลับมาที่ห้องโถงก็ดื่มน้ำแกงร้อนๆ กินถั่วลิสงที่หลี่ซื่อเพิ่งคั่วเสร็จใหม่ๆ พลางเอนกายอย่างเกียจคร้านอยู่บนเก้าอี้ราชครู ปล่อยสมองให้ว่างเปล่า สุขสบายอย่างยิ่ง
หากเป็นไปได้ ฉินเหยาหวังว่าเวลาจะหยุดนิ่ง ณ วินาทีนี้
แต่สวรรค์คงไม่อยากเห็นนางว่างงาน ขณะที่กำลังสบายจนเคลิ้มจะหลับ เสียงตะโกนเรียก “ผู้ใหญ่บ้าน!” ของหลิวหยางก็ดึงฉินเหยาจากความสุขสบายกลับสู่ความเป็นจริงได้สำเร็จ
“แย่แล้ว! ผู้ใหญ่บ้านแย่แล้ว!”
หลิวหยางผลักประตูห้องโถงใหญ่พุ่งเข้ามาพร้อมกับไอเย็น “ผู้ใหญ่บ้านแย่แล้ว ท่านอาจารย์ที่มาใหม่ตกลงไปในหุบเขาทั้งคนทั้งรถแล้วขอรับ!”
ฉินเหยาลุกพรวดขึ้นนั่งตัวตรงในทันที แต่ด้วยความเคยชินจึงถามอย่างใจเย็นว่า “เกิดขึ้นเมื่อใดรึ เป็นหุบเขาช่วงไหน ท่านอาจารย์เป็นอย่างไรบ้าง”
หลิวหยางชื่นชมในท่าทีสุขุมเยือกเย็นไม่ตื่นตระหนกเมื่อเผชิญหน้ากับอันตรายของผู้ใหญ่บ้าน แต่เขากลับทำไม่ได้เลยจึงกล่าวอย่างร้อนรนว่า
“ก็ตรงหุบเขาหินกรวดที่เคยใช้สกัดหินโม่นั่นแหละขอรับ วันนี้ถนนลื่นมาก ท่านอาจารย์อาจจะมาเป็นครั้งแรกเลยไม่คุ้นทาง พอไม่ทันระวังก็เลยลื่นตกลงไปในหุบเขา เป็นพวกพี่ซุ่นจื่อที่ผ่านไปเจอตอนเข้าเมืองไปซื้อของพอดี ตอนนี้ทั้งรถม้าและท่านอาจารย์ยังอยู่ในหุบเขา ทุกคนกำลังหาวิธีดึงคนขึ้นมาอยู่ขอรับ…”
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉินเหยาก็ตระหนักได้ว่าชาวบ้านไม่สามารถจัดการกับสถานการณ์กะทันหันนี้ได้ทันท่วงทีจึงสั่งให้หลิวหยางไปหาแผ่นประตูและเชือกตามไปแล้วรีบมุ่งหน้าไปยังที่เกิดเหตุทันที
นางรวดเร็วมาก หลิวหยางตามไม่ทันเลย ทำได้เพียงรีบไปหาคนมาถอดแผ่นประตู
แม้เขาจะไม่รู้ว่าเหตุใดผู้ใหญ่บ้านถึงสั่งเช่นนี้ แต่ทำตามไว้ก่อนย่อมไม่ผิดพลาด
ฉินเหยาวิ่งไปยังที่เกิดเหตุสุดฝีเท้า ระหว่างทางก็นึกถึงสภาพของถนนช่วงหุบเขาหินกรวดไม่หยุด ยิ่งคิดใจก็ยิ่งดิ่งลง
หลังจากสำนักศึกษาสร้างเสร็จ นางก็รายงานขึ้นไป ขอให้ทางการรีบส่งอาจารย์มาโดยเร็วที่สุด เพื่อที่เด็กๆ ในหมู่บ้านจะได้เริ่มเรียนโดยเร็ว
รอไม่นาน ทางการก็มีข่าวมาบอกว่ามีคนจากตระกูลติงยินดีมาที่หมู่บ้านตระกูลหลิว แถมยังเป็นอาจารย์อาวุโสที่มีประสบการณ์มากด้วย
อาวุโส นั่นก็หมายความว่าร่างกายคงไม่แข็งแรงเท่าไรแล้ว
ในหุบเขาหินกรวดเต็มไปด้วยหินกรวด มีความลาดชันสูงและลึกกว่าเจ็ดแปดเมตร อย่าว่าแต่คนชราเลย ต่อให้เป็นคนหนุ่มที่ทนทายาดอย่างหลิวจี้ก็เกรงว่าจะต้องเสียชีวิตไปครึ่งหนึ่ง
เหตุผลบอกกับฉินเหยาว่า อาจารย์ท่านนี้เกรงว่าคงรอดยากแล้ว
แต่ก็อดไม่ได้ที่จะภาวนาในใจ ขอให้อาจารย์ดวงแข็งหน่อย มิฉะนั้นหากเรื่องนี้แพร่ออกไปก็ไม่รู้ว่าอาจารย์คนต่อไปจะมาเมื่อไร
ผ่านไปหนึ่งเค่อกว่า ฉินเหยาก็มาถึงช่วงถนนที่เกิดเหตุ
คนที่ออกไปซื้อของมีเพียงหลิวฉี หลิวจ้งและซุ่นจื่อสามคน หลิวจ้งวิ่งกลับไปเรียกคนในหมู่บ้านตั้งแต่แรกแล้ว ที่เกิดเหตุจึงเหลือเพียงหลิวฉีและซุ่นจื่อ
หลิวฉีอาศัยที่ตนเองตัวสูงใหญ่จึงลงไปตามทางลาดชันของหินกรวดเพื่อดูสถานการณ์ก่อนแล้ว ส่วนซุ่นจื่อรอรับช่วงต่ออยู่ริมถนน
“พี่สะใภ้สาม!” พอเห็นฉินเหยา ซุ่นจื่อก็ตื่นเต้นยิ่งราวกับเห็นผู้ช่วยชีวิต
ฉินเหยาพยักหน้าให้เขาแล้วเดินเข้าไปมองลงไปยังก้นหุบเขา “สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง”
หลิวฉีอยู่ข้างล่าง เมื่อได้ยินเสียงของฉินเหยาจากด้านบน เขากำลังร้อนใจไม่รู้จะทำอย่างไรดีก็พลันดีใจ รีบตะโกนเสียงดังว่า
“ผู้ใหญ่บ้าน! สารถีกับม้าตายแล้วขอรับ ท่านอาจารย์ติดอยู่ใต้ตัวรถม้า คนยังไม่ตาย แต่ข้ายกตัวรถม้าไม่ไหว!”
ท่านอาจารย์นั่งอยู่ในตัวรถม้าแล้วตกลงไปพร้อมกับรถม้า มีสารถีวัยกลางคนติดตามมาด้วยหนึ่งคน ทั้งสองคนตกลงไปในหุบเขาพร้อมกัน ม้าและรถกลิ้งลงไปหลายตลบจนถึงก้นเหวจึงหยุด
ระหว่างที่กลิ้งตกลงมา ม้าถูกบังเหียนที่บิดเป็นเกลียวรัดคอจนตาย ส่วนสารถีไม่มีตัวรถม้าป้องกัน ศีรษะจึงกระแทกเข้ากับก้อนหินแหลมคม สภาพศพน่าสยดสยองนัก
ฉินเหยามีสายตาดีเยี่ยมจึงเห็นสภาพน่าสลดที่ก้นหุบเขาอย่างชัดเจน นางขมวดคิ้วเล็กน้อย คราวนี้ลำบากแล้ว
เมื่อได้ยินหลิวฉีบอกว่าอาจารย์ยังมีชีวิตอยู่ ฉินเหยาก็ยังไม่วางใจ นางให้ซุ่นจื่อรอพวกหลิวหยางกับหลิวจ้งอยู่ตรงนั้นแล้วมองร่องรอยการกลิ้งลงไปตามเนินเขา ก่อนจะไถลตัวลงไปจากทางด้านซ้ายที่ค่อนข้างลาดชันน้อยกว่า
“หลิวฉี!”
เมื่อได้ยินเสียงเรียกของฉินเหยาอยู่ใกล้ๆ หลิวฉีก็รีบมุดออกมาจากพื้นที่แคบๆ ใต้ตัวรถม้าแล้วโบกมืออย่างร้อนรน “ผู้ใหญ่บ้าน ทางนี้ขอรับ!”
ฉินเหยาพยักหน้า เดินอ้อมหลังคาที่แตกออกมา ไปยังส่วนตัวรถม้าหลักที่หลิวฉีอยู่
ระหว่างทางนางเห็นสารถีที่นอนขวางอยู่ในหุบเขาจึงเข้าไปตรวจสอบอย่างรวดเร็ว เมื่อแน่ใจว่าไม่มีลมหายใจและชีพจรแล้วก็รีบไปหาหลิวฉี