ทะลุมิติไปเป็นภรรยาชาวสวนของท่านบัณฑิต - เล่มที่ 18 บทที่ 515 นางเอกพบพานกับพระเอกแล้ว
เมื่อทุกคนได้ยินชื่อตระกูลเวินแห่งจังหวัดจิ้นชาง ต่างก็สูดลมหายใจเฮือกด้วยความตกใจ
ตระกูลเวินแห่งจังหวัดจิ้นชาง นั่นแทบจะเป็นชื่อเรียกความมั่งคั่งและสูงศักดิ์!
เพียงเห็นคุณชายน้อยผู้นั้นเดินตรงไปยังหน้าประตูใหญ่ ขึ้นไปบนรถม้าที่ดูโอ่อ่า
รถม้าไม่ได้หยุดนิ่ง หลังจากเขาขึ้นไป ก็เคลื่อนตัวทันที
บนตัวรถม้าที่โยกไปมา แผ่นป้ายไม้ที่แกะสลักตัวอักษร “เวิน” ไว้ ยังคงดูสะดุดตาเหมือนเช่นเคย
ภายในรถม้า คุณชายน้อยผู้นั้นปีนขึ้นรถม้า ก่อนจะกล่าวกับคนผู้หนึ่งที่สวมใส่ชุดดูดีหรูหรา “คุณหนู เฉิงต้าเหรินหนีไปแล้ว ไม่ได้หาเรื่องคุยชายผู้นั้นอีก!”
เวินจิ้งอันแย้มรอยยิ้ม ไม่ได้กล่าวอะไร
เวินจวิ้นจงที่นั่งอยู่ข้างๆกลับเปิดม่านมองไปด้านหลังด้วยความสงสัย เมื่อครู่เขาไม่ทันสังเกตเห็นเรื่องที่เกิดขึ้นในโถงชั้นล่าง ทั้งยังไม่เห็นว่าคนที่น้องสาวตนเองช่วยไว้คือผู ใด จึงเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “จิ้งอัน เมื่อครู่เจ้าช่วยใครไว้หรือ? รู้จักหรือไม่?”
เวินจิ้งอันปิดปากหัวเราะ “ถือว่ารู้จักก็ได้กระมัง!”
“อะไรคือถือว่ารู้จัก?” เวินจวิ้นจงรู้สึกสงสัยในวาจานี้
คุณชายที่ช่วยเซียวยวี่ไว้เมื่อครู่นี้เป็นสาวใช้ของเวินจิ้งอัน นามว่ารุ่ยเอ๋อร์
รุ่ยเอ๋อร์หัวเราะพร้อมกล่าว “ก่อนหน้านี้ตอนที่คุณหนูไปรับคุณชายที่สนามสอบ เคยพบกับคุณชายผู้นี้หนหนึ่ง เขาชนใส่คุณหนูเจ้าค่ะ”
“เขาชนใส่เจ้า?” เวินจวิ้นจงได้ฟังดังนั้น ก็เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?”
“ไม่บาดเจ็บเจ้าค่ะ พี่ใหญ่ ข้าไม่เป็นอะไร!” เวินจิ้งอันมองค้อนรุ่ยเอ๋อร์ทีหนึ่ง รุ่ยเอ๋อร์เพียงปิดปากหัวเราะ
“ดูเจ้าสิ ช่างมีจิตใจดีงามนัก เขาชนใส่เจ้า เจ้ายังจะช่วยเขาอีก ไม่เคยพบผู้ใดที่มีจิตใจดีเช่นเจ้ามาก่อน!” เวินจวิ้นจงรู้สึกอ่อนใจนัก น้องสาวผู้นี้ จิตใจดีจนไม่มีขีดจำกัดจริงๆ
เวินจิ้งอันกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “พี่ใหญ่ ท่านอย่าฟังรุ่ยเอ๋อร์พูดจาเหลวไหล คนเขาชนข้าที่ไหนกัน ต่อให้เขาชนข้า เขาก็ช่วยดึงข้าไว้ มิเช่นนั้นคนมากมายถึงเพียงนั้น หากข ข้าหกล้ม คงลำบากจริงๆ!”
เวินจวิ้นจงหัวเราะ “ในเมื่อก่อนหน้านี้หายกันแล้ว เจ้าก็ยังคงช่วยเขาไว้อีกครั้ง”
เวินจิ้งอันหน้าแดงถึงใบหู “ข้าเองก็ไม่ได้อยากให้เขารู้สึกขอบคุณ”
เวินจวิ้นจงยังไม่เคยเห็นน้องสาวมีท่าทีเหนียมอายเช่นนี้มาก่อน รู้สึกผิดคาดนัก ขณะเกาศีรษะก็หันมองรุ่ยเอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆ รุ่ยเอ๋อร์ปิดปากยิ้ม ไม่กล่าวอะไรก็เข้าใจกันโดยนัย
เวินจวิ้นจงเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง หัวเราะพร้อมกล่าว “นี่ถือเป็นข่าวดียิ่งนัก ต้นสาคูของน้องสาวข้า ในที่สุดก็จะผลิดอกแล้ว!”
ใบหน้าขาวเนียนดุจหยกของเวินจิ้งอันขึ้นสีแดงก่ำราวกับสีโลหิตก็มิปาน กล่าวด้วยท่าทางเหนียมอาย “พี่ใหญ่ ท่านพูดจาเหลวไหลอะไรเจ้าคะ?”
หากบอกว่าก่อนหน้านี้ เวินจวิ้นจงยังมีเจตนาหยอกล้ออยู่บ้าง แต่ตอนนี้ เขาเห็นใบหน้าแดงเรื่อของน้องสาว ท่าทางประหม่าเช่นนี้ ยังจะมีอะไรที่ไม่เข้าใจอีก
นี่ถือเป็นเรื่องดีอย่างใหญ่หลวง!
“แต่ก็ต้องดูว่าคนผู้นั้นมีฐานะเช่นไร หากครั้งนี้เขาสอบผ่านได้เป็นซิ่วไฉ ไม่แน่ว่าท่านพ่ออาจยอมรับ” เวินจวิ้นจงกล่าวด้วยท่าทีจริงจัง
ตระกูลเวินมั่งมีพอแล้ว บัดนี้สิ่งที่ขาด คือเส้นสายภายในราชสำนัก
หากมีคนเป็นขุนนางอยู่ในราชสำนัก เช่นนั้นตระกูลเวิน ก็จะเจริญรุ่งเรือง และมั่งมียิ่งขึ้น
เวินจิ้งอันยิ้มพร้อมกล่าว “ข้าเชื่อว่าเขาทำได้แน่เจ้าค่ะ!”
เวินจวิ้นจงหันมองน้องสาวตนเองด้วยท่าทางประหลาดใจ เห็นนางอมยิ้ม ใบหน้าเหนียมอาย เขาจึงได้เข้าใจ ว่าน้องสาวของตนเองที่ผู้อื่นต่างเรียกขานว่าพระโพธิสัตว์ มีความรักแล้ว
ส่วนภัตตาคารเมื่อครู่นี้ มีคนจำนวนไม่น้อยไล่ตามรถม้าออกมา เพียงเห็นแผ่นป้ายไม้ที่แกะสลักตัวอักษร “เวิน” ซึ่งแขวนอยู่บนตัวรถม้าโยกไปมา
“เป็นตระกูลเวินจริงด้วย สวรรค์ทรงโปรด คุณหนูตระกูลเวินก็กินอาหารในภัตตาคารแห่งนี้หรือ?” มีคนกล่าวออกมาด้วยความตกใจระคนตื่นเต้น ดีใจเสียยิ่งกว่าอะไร
“ปีนี้คุณชายตระกูลเวินอายุสิบหกปีแล้ว เขาเข้าสอบเป็นหนแรก ย่อมต้องสอบที่นี่เช่นกัน คุณหนูตระกูลเวินปรากฏตัวที่นี่ ก็ไม่ถือเป็นเรื่องแปลก!”
“คุณหนูตระกูลเวินงดงามดุจเทพธิดา โฉมงามล่มเมือง บวกกับเป็นคนอ่อนโยนจิตใจดี มีเมตตาใจกว้าง พวกเจ้าไม่รู้ ว่าคุณหนูตระกูลเวินดีเพียงใด! นางแจกจ่ายโจ๊กให้คนยากจนและผู้อพยพใน นจังหวัดจิ้นชาง ทั้งยังบริจาคเครื่องประดับของตัวเองเพื่อสร้างโรงทานให้คนยากไร้ ข่าวลือเรื่องที่คุณหนูตระกูลเวินเป็นพระโพธิสัตว์กลับชาติมาเกิดแพร่สะพัดไปทั่วทั้งจังหวัดจิ้นชาง งเชียว!”
“ใช่แล้ว คุณหนูตระกูลเวินสูงส่งใจกว้าง งดงามน่าหลงใหล บุคลิกท่าทางและอิริยาบถต่างๆ ไม่ต่างจากองค์หญิงในพระราชวังเลย! ไม่รู้ว่าในอนาคตคุณหนูตระกูลเวินจะแต่งกับผู้ใด ต้องจุดธ ธูปก้านยาวไหว้พระองค์ใหญ่ตั้งแต่ชาติปางก่อนถึงจะได้แต่งกับนางเป็นแน่!”
ตระกูลเวินแห่งจังหวัดจิ้นชาง ตระกูลเวินแห่งจังหวัดจิ้นชาง
เวินจิ้งอัน เวินจิ้งอัน
เซี่ยยวี่หลัวรู้สึกว่าทั้งมือและเท้าของตัวเองเย็นเฉียบ ไม่มีความรู้สึกแม้แต่น้อยนิด
พวกเขาพบกับเวินจิ้งอันในภัตตาคาร และเวินจิ้งอัน ก็ช่วยพวกเขาจากสถานการณ์ลำบาก
สายตาไม่เป็นมิตรจากชั้นสองที่นางสัมผัสได้ก่อนหน้านี้ เซี่ยยวี่หลัวรู้แล้วว่ามาจากที่ไหน!
เวินจิ้งอัน นางถูกตาต้องใจเซียวยวี่แล้วเช่นนั้นหรือ?
เซี่ยยวี่หลัวรู้สึกลำคอแข็งทื่อ นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองหันหน้าอย่างไร หันมองเซียวยวี่ที่อยู่ข้างๆ เซียวยวี่ขมวดคิ้วมุ่น คล้ายกับกำลังครุ่นคิดเรื่องบางอย่างอยู่ ไม่เห็นสีห หน้าของนางที่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
เวินจิ้งอัน…
หรือว่า นางเปลี่ยนอะไรไปมากมายถึงเพียงนี้ ยังไม่อาจเปลี่ยนแปลงความรักที่เซียวยวี่มีต่อนางอีก?
เซี่ยยวี่หลัวรู้สึกเย็บวาบไปทั้งตัว กำลังทั้งหมดที่มีแทบจะหายไปจนสิ้น
“อายวี่…” ห้วงความคิดของเซี่ยยวี่หลัวขาวโพลง ใช้แรงทั้งหมดที่มีเพื่อเอ่ยเรียกชื่อเซียวยวี่ จากนั้นตัวนางพลันล้มเซ หมดสติไปทันที
ก่อนจะหมดสติ นางเห็นท่าทางตื่นตกใจของเซียวยวี่ที่กำลังเอ่ยเรียกชื่อนางด้วยท่าทางหวั่นวิตก
จวบจนถึงตอนกลางคืน เซี่ยยวี่หลัวจึงฟื้นขึ้นมาด้วยอาการวิงเวียนศีรษะ
เมื่อตื่นขึ้นมา เซี่ยยวี่หลัวก็พบว่าตัวเองนอนอยู่ในอ้อมแขนอบอุ่น เซียวยวี่พิงอยู่ตรงหัวเตียง โอบกอดนางไว้แน่น ตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะยังโหมไหม้อยู่ สาดส่องใบหน้าของคนที่ กอดนางไว้ ทำให้นางเห็นอย่างเลือนราง
เซี่ยยวี่หลัวเงยหน้าเล็กน้อย หันมองเซียวยวี่
อาจเพราะถึงช่วงกลางดึกแล้วยังไม่ได้นอนดีๆ หรืออาจเพราะเป็นห่วงนาง เซียวยวี่ขมวดคิ้วมุ่น เหมือนมีเรื่องอะไรกำลังทำให้เขากลัดกลุ้มใจ
เซี่ยยวี่หลัวยกมือขึ้น อยากขจัดความว้าวุ่นใจที่ฉายชัดตรงหว่างคิ้วของเขาให้สิ้น แต่มือนางเพิ่งสัมผัสโดนหน้าผาก เซียวยวี่ไหวคิ้วเล็กน้อย ตื่นขึ้นมาทันที เมื่อเห็นว่านาง ฟื้นแล้ว ความยินดีที่ฉายชัดบนใบหน้าทำอย่างไรก็ไม่อาจปิดบังได้ “อาหลัว เจ้าฟื้นแล้ว รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่?”
ท่านหมอเคยมาดูอาการแล้ว ตรวจไม่พบโรคใดๆ เพียงบอกว่านางเหนื่อยเกินไป พักผ่อนให้มากก็พอ
“ข้าไม่เป็นอะไร เพียงแค่วิงเวียนศีรษะเล็กน้อย” เซี่ยยวี่หลัวกล่าว “เจ้านั่งแบบนี้เหนื่อยหรือไม่? เจ้านอนลงเถอะ”
นางขยับตัวไปด้านข้าง เซียวยวี่ถือโอกาสนอนลง มือซ้ายโอบเซี่ยยวี่หลัวไว้ ให้นางนอนอยู่ในอ้อมแขนของตัวเอง
สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายจากกายเซียวยวี่ เซี่ยยวี่หลัวหรี่ตา ขดตัวเข้าไปในอ้อมอกของเขาประหนึ่งกระต่ายตัวน้อย
เซี่ยยวี่หลัวในยามนี้ รู้สึกเศร้าใจเล็กน้อย
หากบอกว่าก่อนหน้านี้นางมีความเชื่อมั่นเป็นอย่างมากว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงจุดจบในนิยายได้ นางในยามนี้ ก็เริ่มไม่มั่นใจเสียแล้ว