ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 640 ช้าไปก้าวหนึ่ง
บทที่ 640 ช้าไปก้าวหนึ่ง
“องค์ชายใหญ่โปรดอย่ากังวลไป ยามนี้องค์ชายน้อยและท่านหญิงน้อยทั้งสองประทับอยู่ในจวนอ๋อง ท่านในฐานะบิดาย่อมต้องหาโอกาสไปเยี่ยมเยียนพวกเขาเป็นธรรมดา” ผู้ปกครองถ้ำกล่าวพลางยิ้มหยัน ก่อนจะหยิบกล่องไม้เล็ก ๆ ออกมาส่งให้ “เพียงท่านสั่งให้บุตรธิดานำสิ่งนี้ไปวางไว้ในห้องนอนของพระชายาได้ก็ถือว่าสำเร็จ”
“นี่คือสิ่งใด” จงเจิ้งเสียนจ้องมองกล่องนั้นด้วยความระแวดระวัง ทุกคราที่เขามาพบผู้ปกครองถ้ำ เขาจะตื่นตัวถึงสิบสองส่วน สิ่งใดที่คนผู้นี้หยิบยื่นให้ หากมิใช่เรื่องคอขาดบาดตายเขาจะไม่แตะต้อง แม้แต่น้ำสักจอกเขาก็มิยอมดื่ม อย่าว่าแต่จะรับของบางอย่างมาจากมืออีกฝ่ายโดยง่าย
“อานุภาพของกู่สูบโลหิตมีผลเพียงเจ็ดวัน หากมิรีบเติมเข้าไปใหม่ พระชายาผู้เก่งกาจคนนั้นคงจะฟื้นขึ้นมาในเร็ววัน” ผู้ปกครองถ้ำกล่าวพลางใช้นิ้วชี้เคาะกล่องไม้เบา ๆ “ข้างในนี้มีกู่สูบโลหิตอยู่อีกหนึ่งร้อยตัว”
“ท่านชิงชังจนอยากให้หลี่เยว่หานตายไวถึงเพียงนี้เชียวหรือ?” จงเจิ้งเสียนเอ่ยถาม
“แน่นอนสิ ท่านจะปรารถนาให้ศัตรูของท่านมีอายุยืนหมื่นปีงั้นหรือ?” ผู้ปกครองถ้ำหัวเราะเสียงเย็น “กู่สูบโลหิตเพียงตัวเดียวมีไอพลังที่เบาบางยิ่งนัก แม้คนของสิบสองถ้ำจะถูกขังอยู่ในจวนอ๋อง หนอนกู่ในร่างของพวกเขาก็มิอาจสัมผัสถึงมันได้ ทว่าไอพลังของกู่สูบโลหิตหนึ่งร้อยตัวนั้นเข้มข้นพอที่จะแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งจวนฉีอ๋อง”
“ท่านต้องการให้คนของท่านสัมผัสได้ถึงไอของกู่สูบโลหิต เพื่อหาทางช่วยเหลือตัวเองออกมา?”
“องค์ชายใหญ่ล้อเล่นแล้ว หากพวกเขาสามารถช่วยตัวเองได้คงหนีออกมานานแล้ว” ผู้ปกครองถ้ำถอนหายใจ “ทันทีที่พระชายาสิ้นชีพ จวนอ๋องย่อมต้องตั้งศาลาไว้อาลัย เมื่อถึงเวลานั้นองค์ชายใหญ่เพียงพาข้าไปร่วมพิธีศพ ข้าจึงจะสามารถช่วยคนออกมาได้”
“ท่านให้ลูกของข้าเป็นคนลงมือ แล้วข้าจะได้ประโยชน์อันใดจากเรื่องนี้!” จงเจิ้งเสียนถามด้วยสีหน้าเย็นชา
“ย่อมมีประโยชน์แน่นอน” ผู้ปกครองถ้ำยิ้มกว้างขึ้นอีกครั้ง คนผู้นี้เปลี่ยนสีหน้าได้รวดเร็วนัก “เมื่อเรื่องนี้สำเร็จ น้องชายของท่านย่อมมิอาจรอดชีวิตไปได้ เช่นนี้เป็นอย่างไร?”
เมื่อได้ยินข้อเสนอ จงเจิ้งเสียนก็เงียบงันไป
ก่อนหน้านี้ใช่ว่าเขาจะมิเคยหาทางกำจัดจงเจิ้งอวี่ ทว่าน้องชายคนนี้ฝีมือล้ำเลิศ ทั้งยังมีองครักษ์เงาลึกลับฝีมือสูงส่งคอยคุ้มกันนับสิบ ทำให้เขาไร้โอกาสลงมือ
แม้จะคิดใช้วิธีลอบวางยาพิษ ทว่าเขาก็มิอาจหาช่องว่างเข้าถึงตัวได้เลย
หากมิใช่เพราะกฎเกณฑ์ใหม่ที่เมิ่งฉีฮ่วนผลักดันส่งผลเสียต่อเขาอย่างหนัก และจงเจิ้งอวี่ก็ยังเป็นเสี้ยนหนามที่กำจัดมิได้ จงเจิ้งเสียนย่อมไม่มีวันยอมร่วมมือกับผู้ปกครองถ้ำผู้นี้เด็ดขาด
ในเมื่อการวางพิษมิได้ผล ทางเลือกที่เหลือของเขาก็มีเพียงการใช้ “กู่” เท่านั้น
ขอเพียงจงเจิ้งอวี่ตายไป ตำแหน่งฮ่องเต้ย่อมตกเป็นของจงเจิ้งเสียนอย่างแน่นอน
คงมิใช่ว่าฮ่องเต้หลิงอวิ๋นจะยกบัลลังก์ให้จงเจิ้งมู่ชวนหรอกนะ!
เมื่อได้รับคำยืนยันจากผู้ปกครองถ้ำ จงเจิ้งเสียนก็มิมีความลังเลอีกต่อไป เมื่อก้าวเท้าออกจากภัตตาคารแปดเซียนในมือเขาก็ถือกล่องกู่สูบโลหิตมุ่งหน้าไปยังจวนฉีอ๋องทันที
หารู้ไม่ว่า ทันทีที่เขาลุกจากภัตตาคาร สายลับที่ซุ่มดูอยู่ก็รีบใช้เส้นทางลัดมุ่งสู่จวนอ๋องเพื่อนำความทั้งหมดไปแจ้งแก่เฮ่อเจิ้งเทียน
เฮ่อเจิ้งเทียนมิรอช้า รีบนำความลับนี้ไปรายงานต่อเมิ่งฉีฮ่วนทันที
เมิ่งฉีฮ่วนตัดสินใจอย่างฉับไว เขารีบจัดการส่งมู่ชวนและหลิงซีกลับเข้าวังทันที เพราะมิปรารถนาจะให้เด็กทั้งสองถูกบิดาแท้ ๆ ใช้เป็นเครื่องมือ แม้ข่าวที่ส่งมาจากภัตตาคารแปดเซียนจะระบุเพียงว่าจงเจิ้งเสียนลอบพบกับคนแปลกหน้า โดยมิอาจล่วงรู้หัวข้อสนทนา
ทว่าการที่จงเจิ้งเสียนตรงดิ่งมายังจวนฉีอ๋องทันทีหลังจากนั้น เมิ่งฉีฮ่วนมิต้องเสียเวลาคิดก็เดาออกว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะใช้เด็กทั้งสองทำเรื่องชั่วช้าแน่นอน
เมื่อจงเจิ้งเสียนมาถึงหน้าจวนฉีอ๋อง เขากลับถูกคนเฝ้าประตูขวางไว้อย่างสุภาพ
“ขอประทานอภัยองค์ชายใหญ่ ท่านอ๋องมีคำสั่งว่าช่วงนี้มิรับแขกนอก ท่านย่อมทราบดีว่ายามนี้พระชายาของพวกเราป่วยหนักจนมิอาจลุกจากเตียง ท่านอ๋องเองก็มิมีกะจิตกะใจจะต้อนรับผู้ใดขอรับ” คนเฝ้าประตูเอ่ยด้วยสีหน้าโศกเศร้า
“ถ้าเช่นนั้นก็ช่างเถิด” จงเจิ้งเสียนทอดถอนใจ “ทว่ามู่ชวนและหลิงซีมาพักอยู่ที่จวนอ๋องหลายวันแล้ว ข้าในฐานะบิดาขอเข้าไปพบหน้าลูก ๆ หน่อยคงจะได้กระมัง”
คนเฝ้าประตูทำหน้าฉงนใจ “องค์ชายน้อยทั้งสองเสด็จกลับเข้าวังไปแล้วมิใช่หรือขอรับ?”
“ว่าอย่างไรนะ?” จงเจิ้งเสียนขมวดคิ้วมุ่น “พวกเขากลับวังไปเมื่อใด? ไฉนข้าจึงมิรู้เรื่อง?”
“เอ่อ… องค์ชายใหญ่โปรดระงับโทสะขอรับ!” คนเฝ้าประตูก้มหน้าลงด้วยท่าทีตื่นตระหนก “ช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ องค์ชายน้อยทั้งสองพำนักอยู่ที่จวนอ๋องมาตลอด ฝ่าบาทและฮองเฮาทรงเปี่ยมด้วยความคำนึงถึงยิ่งนัก ทรงอยากจะรับทั้งสองกลับไปตั้งนานแล้ว ทว่าองค์ชายน้อยทั้งสองทรงเป็นห่วงพระชายาจึงมิยอมจากไป ยามนี้ล่วงเข้าสู่วันที่สิบเดือนอ้ายแล้ว ทางวังหลวงเร่งรัดมาหลายคราขอรับ”
“เพิ่งจะไปงั้นหรือ?” จงเจิ้งเสียนเริ่มจับสังเกตได้ เขาตระหนักว่าอารมณ์ของตนเริ่มหลุดการควบคุมจึงรีบสะกดกลั้นไว้
“ขอรับ เพิ่งออกไปได้เพียงครึ่งชั่วยาม คำนวณดูแล้วยามนี้คงใกล้จะถึงพระราชวังแล้วขอรับ” คนเฝ้าประตูก้มหัวรับคำ
เมื่อได้ยินดังนั้น ในใจของจงเจิ้งเสียนเต็มไปด้วยความสงสัย
เหตุใดมิกลับให้เร็วกว่านี้หรือช้ากว่านี้ กลับประจวบเหมาะเอาในวันที่เขามาหาพอดี บุตรธิดาของเขานี่ช่างเป็นตัวขัดขวางแผนการได้ดียิ่งนัก!
เขากังวลแทบตายว่าหากมาช้าไปพวกเขาจะกลับวังเสียก่อน มิคิดเลยว่าทุกอย่างจะประจวบเหมาะจนพลาดไปเพียงนิดเดียว!
คนเฝ้าประตูเห็นองค์ชายใหญ่ยืนนิ่งอยู่หน้าจวน มิยอมจากไปและมิยอมพูดจา ก็รู้สึกใจคอไม่ดีนัก
ทว่าเขาก็มิมั่นใจพอที่จะปล่อยให้บุรุษผู้นี้ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา เพราะเมิ่งฉีฮ่วนประกาศกร้าวไว้ว่า หากใครกล้าปล่อยแขกเข้าจวนโดยพลการ ก็ให้เตรียมตัวรับโทษตายได้เลย!
จงเจิ้งเสียนยืนรั้งรออยู่หน้าจวนครู่หนึ่ง สุดท้ายก็จำต้องยอมจากไป
ในเมื่อมู่ชวนและหลิงซีมิได้อยู่ในจวน เขาก็มิมีข้ออ้างอันใดจะล่วงล้ำเข้าไปข้างในได้อีก
ทว่ากู่สูบโลหิตในมือนี่เล่า จะจัดการอย่างไรดี?
เดิมทีจงเจิ้งเสียนคิดจะกลับไปหาผู้ปกครองถ้ำที่ภัตตาคารแปดเซียนเพื่อบอกความจริง ทว่าเมื่อคิดอีกที หากอีกฝ่ายรู้ว่าแม้แต่เรื่องเล็กน้อยเพียงนี้เขายังทำมิสำเร็จ มิแน่ว่าฝ่ายนั้นอาจจะละทิ้งข้อตกลงและมิช่วยเขากำจัดจงเจิ้งอวี่ ซึ่งนั่นจะกลายเป็นเรื่องใหญ่กว่าเดิม
นับตั้งแต่เมิ่งฉีฮ่วนเริ่มบังคับใช้กฎเกณฑ์ใหม่ บรรดาตระกูลใหญ่ที่จงเจิ้งเสียนอุตส่าห์ลงแรงดึงตัวมาเป็นพวกต่างได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง พวกเขาพากันมาหาจงเจิ้งเสียนนับครั้งมิถ้วนเพื่อให้เขาหาทางออกให้ ยามนี้คนพวกนี้มิเพียงช่วยอันใดมิได้ ยังคอยเป็นตัวถ่วงดึงแข้งดึงขาเขาอยู่ตลอดเวลา
ยามที่พวกเขาพยายามรวมตัวคัดค้านกฎเกณฑ์ใหม่ในราชสำนัก ชื่อของจงเจิ้งเสียนก็มักจะถูกโยงเข้าไปเกี่ยวพันเสมอ
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นทรงสนับสนุนกฎเกณฑ์ใหม่อย่างชัดเจน ทว่าพวกโง่เขลาเหล่านั้นกลับมองมิออก มัวแต่ห่วงผลประโยชน์ของตนเอง ช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี!
ยิ่งคิดก็ยิ่งขุ่นเคือง จงเจิ้งเสียนจึงตัดสินใจมุ่งหน้ากลับจวนของตน
องครักษ์เงาที่คอยจับตาดูอยู่เห็นจงเจิ้งเสียนกลับเข้าจวนองค์ชายไปแล้ว จึงถอนตัวกลับมายังจวนฉีอ๋อง เนื่องจากจวนของจงเจิ้งเสียนนั้นเต็มไปด้วยองครักษ์ หากล่วงล้ำเข้าไปคงถูกจับได้
เมื่อจัดการเรื่องราววุ่นวายเสร็จสิ้น ฟ้าก็มืดค่ำพอดี เมิ่งฉีฮ่วนรอกินข้าวเป็นเพื่อนหลี่เยว่หาน และรอจนนางหลับไปแล้วจึงค่อยเดินออกมาจากห้องนอน
เมื่อได้รับรายงานว่าจงเจิ้งเสียนกลับเข้าจวนไปแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนก็เผยยิ้มออกมาพลางสั่งการ “พรุ่งนี้เช้า จงกระจายข่าวเรื่องที่พระชายาฟื้นแล้วออกไปให้ทั่ว”
ได้ยินดังนั้น เฮ่อเจิ้งเทียนและองครักษ์เงาต่างมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ “พระชายาฟื้นแล้วหรือขอรับ?”
“อืม” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้ารับ ก่อนจะปรายตาเล็งมองไปที่เฮ่อเจิ้งเทียน “พรุ่งนี้ ข้าจะเข้าประชุมขุนนาง”
“รับบัญชาขอรับ!” เฮ่อเจิ้งเทียนเมื่อรู้ว่าหลี่เยว่หานปลอดภัยแล้วก็ร่าเริงขึ้นมาทันที
ขอเพียงพระชายาไม่เป็นไร ท่านอ๋องของพวกเขาก็พร้อมที่จะขยี้พวกสุนัขลอบกัดที่บังอาจลงมือกับพระชายาให้จมดิน!