ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 639 กู่สูบโลหิต
ในครานั้น เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวอย่างชัดแจ้งว่า เทพเซียนเข้าฝันเตือนเรื่องภัยพิบัติที่จะลงทัณฑ์มายังแคว้นตงฮั่น
ยามนี้ หลี่เยว่หานในฐานะผู้ริเริ่มเผยแพร่วิชาถลุงเกลือ กลับล้มป่วยด้วยอาการพลังชีวิตเสื่อมถอยและหมดสติอยู่ที่จวนอย่างปริศนา เช่นนี้หากยังดึงดันจะเผยแพร่วิชาถลุงเกลือต่อไป จะมิยิ่งนำพาภัยพิบัติครั้งใหญ่หลวงมาสู่แผ่นดินหรือ?
การที่เทพเซียนลงทัณฑ์มาที่ตัวหลี่เยว่หาน บางทีอาจเป็นการส่งสัญญาณเตือนพวกเขาก็เป็นได้
หากพวกเขามิแยแสและยังฝืนเดินหน้าต่อไป มิแน่ว่าสวรรค์อาจจะเปลี่ยนมาลงทัณฑ์ผู้คนถ้วนหน้าโดยมิเลือกหน้าก็เป็นได้
เมื่อคิดได้เช่นนี้ บรรดาทูตจากแว่นแคว้นต่าง ๆ แม้จะปรารถนาในวิชาถลุงเกลือเพียงใด ทว่าในยามนี้ก็จำต้องยอมถอยเพื่อรักษาตัวรอด
เพียงเวลาผ่านไปไม่กี่วัน เหล่าทูตที่เคยรั้งรออยู่ในเมืองหลวงต่างพากันเดินทางกลับไปแล้วกว่าครึ่ง ส่วนที่เหลืออยู่ก็ลดการติดต่อกับบรรดาตระกูลใหญ่ลงอย่างเห็นได้ชัด
อย่างน้อยในช่วงเวลาสั้น ๆ นี้ พวกเขาก็มิอาจบรรลุข้อตกลงความร่วมมือใด ๆ ได้อีก
เมื่อได้รับแจ้งข่าวนี้ หลี่เยว่หานที่กบดานอยู่ในจวนมาหลายวันก็เคี้ยวองุ่นอย่างสำราญใจ
อาการพลังชีวิตเสื่อมถอยนั้นเป็นเรื่องจริง และหาสาเหตุมิพบก็เป็นเรื่องจริง ทว่านางฟื้นขึ้นมาได้ตั้งแต่สองวันก่อนแล้ว
นั่นเพราะเมิ่งฉีฮ่วนป้อนน้ำพุหว่านอู้เซิงให้นางทุกวัน หากนางยังมิฟื้นขึ้นมาอีก เห็นทีชื่อเสียงของน้ำพุหว่านอู้เซิงคงต้องมัวหมองเสียแล้ว
“นับว่าข้าป่วยได้ถูกเวลาดีแท้ อย่างน้อยตอนนี้ก็มิต้องกังวลว่าพวกตระกูลใหญ่จะแผ่ขยายอำนาจไปมากกว่านี้” หลี่เยว่หานกล่าว แม้ใบหน้าจะยังซีดเซียวทว่าแววตานั้นดูแจ่มใสยิ่งนัก
เพื่อตบตาผู้คน หลายวันที่ผ่านมานี้นอกจากเมิ่งฉีฮ่วนแล้ว นางมิยอมให้ผู้ใดเข้าพบทั้งสิ้น
“เจ้ายังมิรู้หรือว่าร่างกายเกิดปัญหาเพราะเหตุใด?” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยถามเสียงเบาพลางแกะเปลือกองุ่นให้นาง
“มิรู้เลยเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานส่ายหน้าตามจริง “ตามปกติแล้วน้ำพุหว่านอู้เซิงวิเศษถึงเพียงนี้ ร่างกายข้าควรจะแข็งแรงกำยำสิถึงจะถูก แต่ตอนนี้ข้ากลับรู้สึกชัดเจนว่า หากขาดน้ำพุหว่านอู้เซิงไปเมื่อใด ข้าก็พร้อมจะหมดสติลงไปได้ทุกเมื่อ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มือที่กำลังแกะองุ่นของเมิ่งฉีฮ่วนก็ชะงักไปครู่หนึ่ง “มิต้องกลัว ข้ามิยอมให้เจ้าเป็นอะไรไปเด็ดขาด”
“ข้ามิเป็นไรแน่นอนเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานสัมผัสได้ถึงความกังวลในน้ำเสียงของเขา นางจึงพลิกกายเอาศีรษะหนุนตักเมิ่งฉีฮ่วนพลางกล่าวว่า “ข้ายังมีเรื่องต้องทำอีกตั้งมากมาย ยังใช้ชีวิตอยู่กับท่านมิหนำใจเลย ข้ามิยอมตายง่าย ๆ หรอกเจ้าค่ะ”
คำกล่าวของนางช่วยให้เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกผ่อนคลายขึ้น เขาเม้มปากพลางเผยรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะป้อนองุ่นที่แกะเสร็จแล้วให้หลี่เยว่หานอย่างทะนุถนอม “ก่อนหน้านี้เจ้าบ่นคิดถึงมู่ชวนกับหลิงซีอยู่ตลอด ไฉนคราวนี้ถึงมิยอมให้พวกเขาเข้าพบล่ะ?”
“มิใช่ไม่อยากพบ เพียงแต่ยังมิใช่ยามนี้เจ้าค่ะ” เมื่อเขาเอ่ยถึงสองพี่น้อง ความรู้สึกขมขื่นก็แล่นเข้ามาในใจของหลี่เยว่หานไม่น้อย
นางเป็นคนส่งเด็กทั้งสองให้ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นด้วยมือตัวเอง มิรู้ว่าพวกเขาจะโกรธเคืองนางบ้างหรือไม่
“เจ้าวางใจเถิด มู่ชวนและหลิงซีล้วนเป็นเด็กที่รู้ความ พวกเขาเข้าใจเหตุผลดีและมิโกรธเจ้าเรื่องที่ส่งตัวพวกเขาเข้าวังหรอก” เมิ่งฉีฮ่วนมองปราดเดียวก็รู้ว่านางกำลังกังวลเรื่องใด
หลี่เยว่หานได้ยินดังนั้นก็มิได้ขัดเขิน นางส่งเสียงตอบรับเบา ๆ ก่อนจะคว้าชายเสื้อของเมิ่งฉีฮ่วนมาเช็ดปาก แล้วขยับท่านอนบนตักเขาให้เข้าที่พลางหลับตาลง “ข้าง่วงอีกแล้ว ขอหลับก่อนนะเจ้าคะ”
เมิ่งฉีฮ่วนมิได้เอ่ยคำใด ไม่นานนักหลี่เยว่หานก็เข้าสู่ห้วงนิทราไปอีกครั้ง
แม้จะมีน้ำพุหว่านอู้เซิงคอยค้ำจุน ทว่าร่างกายของหลี่เยว่หานก็ยังคงอ่อนแอมาก การที่นางฟื้นขึ้นมาได้ก็นับว่ายากลำบากยิ่งแล้ว แต่เพราะความอ่อนเพลียทำให้แต่ละวันนางต้องหลับ ๆ ตื่น ๆ อยู่เช่นนี้
เมิ่งฉีฮ่วนรอจนนางหลับสนิท จึงค่อย ๆ อุ้มนางวางลงบนเตียงอย่างระมัดระวัง
เขาเดินออกจากห้องนอนด้วยฝีเท้าแผ่วเบา ราวกับนึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเรียกตัวเฮ่อเจิ้งเทียนมาเข้าพบ
“หวังเหอฮวาที่พระชายาสั่งขังไว้ในคุกใต้ดินยามนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
“เรียนท่านอ๋อง หวังเหอฮวายอมรับสารภาพตั้งแต่ก่อนสิ้นปีแล้วขอรับ ทว่าพระชายามีคำสั่งมิให้นางนอนพักผ่อน จนถึงยามนี้สติสัมปชัญญะของนางเริ่มฟั่นเฟือนไปหมดแล้วขอรับ” เฮ่อเจิ้งเทียนรายงานตามจริง
“เอาคำให้การของนางมาให้ข้า”
“รับบัญชา!”
…..
ณ ภัตตาคารแปดเซียน เมืองหลวง
ในห้องพักหรูหราบนชั้นสอง บุรุษในชุดดำปกปิดมิดชิดยืนอยู่ริมหน้าต่าง ทอดสายตามองดูฝูงชนที่สัญจรไปมาอย่างเงียบเชียบ
เนิ่นนานผ่านไป เขาจึงถอนหายใจออกมาแผ่วเบา น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยแววขบขัน “ดูท่าว่าพระชายาผู้นั้นคงจะไปมิรอดเสียแล้ว”
บุรุษในชุดหรูหราที่ยืนอยู่ด้านหลังคนชุดดำมีแววตาขุ่นมัวฉายผ่านไปแวบหนึ่ง ทว่ามิได้แสดงท่าทีอันใดออกมา “ข้าขอแสดงความยินดีกับท่านผู้ปกครองถ้ำล่วงหน้า”
“เจ้าดูมิค่อยยินดีเท่าใดนักนะ?” ผู้ปกครองถ้ำปิดหน้าต่างแล้วหันมามองบุรุษชุดหรูหรา “องค์ชายใหญ่ ท่านโปรดจำไว้ว่า ท่านเป็นคนเข้าหาพวกเราสิบสองถ้ำแห่งหนานเจียงด้วยตนเอง”
จงเจิ้งเสียน ได้ยินดังนั้นก็หรี่ตาลง “เปิ่นหวังเพียงแค่ส่งข่าวเรื่องเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์ให้พวกเจ้าสิบสองถ้ำทราบเท่านั้น มิเคยเป็นฝ่ายร้องขอพวกเจ้าก่อนเสียหน่อย”
“งั้นหรือ? หรือองค์ชายใหญ่จะลืมเลือนวิชากู่ที่ท่านฝังไว้ในร่างของเด็กคนนั้นไปเสียแล้ว?” ผู้ปกครองถ้ำเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี “หากมิใช่เพราะแผนการที่องค์ชายใหญ่ลงมือวางหมากไว้ล่วงหน้า เกรงว่าต่อให้ผู้เฒ่าอย่างข้าจะมีกู่ไหมทองอยู่ในมือ ก็คงมิใช่คู่ต่อสู้ของพระชายาผู้เก่งกาจคนนั้นหรอก”
“หึ หากท่านผู้ปกครองถ้ำจะกล่าวเช่นนั้น ข้าก็มิมีสิ่งใดจะพูด” สีหน้าของจงเจิ้งเสียนเย็นชาอย่างยิ่ง
“วางใจเถิด ข้ารู้ว่าองค์ชายใหญ่ชื่นชมในตัวพระชายาผู้นั้นมิน้อย พวกเรามิได้ต้องการเอาชีวิตนาง เพียงแต่บุตรสาวของนางคนนั้น… พวกเราสนใจยิ่งนัก” ผู้ปกครองถ้ำกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดูเมตตาขึ้นหวังจะให้จงเจิ้งเสียนสบายใจ
“เมิ่งอิงหนิงงั้นหรือ?”
“ถูกต้อง เด็กที่สามารถรอดชีวิตจากกู่วิถีไร้รักมาได้ย่อมมิธรรมดา อีกทั้งเมิ่งอิงหนิงเพิ่งจะอายุได้ขวบเศษ สามารถพากลับไปยังหนานเจียงเพื่อฝึกฝนให้เป็นเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์รุ่นต่อไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ” เมื่อเอ่ยถึงเมิ่งอิงหนิง น้ำเสียงของผู้ปกครองถ้ำก็สั่นเครือด้วยความตื่นเต้น
จงเจิ้งเสียนนิ่งเงียบไป
ในยามที่เขาฝังกู่วิถีไร้รักลงในร่างของเมิ่งอิงหนิงนั้น เขาเพียงแค่ทำไปเพราะสบโอกาส ทว่าเด็กที่ถูกฝังดินไปรอบหนึ่งแล้วจะรอดชีวิตมาได้หรือไม่นั้นก็สุดจะหยั่งรู้ ในตอนนั้นจงเจิ้งเสียนคิดเพียงว่าหากเด็กคนนี้รอดมาได้ เขาก็สามารถใช้เรื่องนี้ซื้อใจเมิ่งฉีฮ่วนได้
เขามิคาดคิดเลยว่า เมื่อกู่วิถีไร้รักผสมกับน้ำพุหว่านอู้เซิงที่ป้อนให้ทารกน้อยคนนั้นแล้ว นางมิเพียงรอดชีวิต ทว่ายังสามารถอยู่ร่วมกับหนอนกู่ในร่างกายได้อย่างยั่งยืน
เหตุผลที่จู่ ๆ หลี่เยว่หานเกิดอาการพลังชีวิตเสื่อมถอยจนหมดสติไปนั้น เป็นเพราะผู้ปกครองถ้ำที่มีกู่ไหมทองครอบครองได้ลอบเดินทางมายังเมืองหลวง และใช้กู่ไหมทองควบคุมกู่วิถีไร้รักในร่างเด็กน้อย ในวันขึ้นปีใหม่ท่ามกลางฝูงชนที่พลุกพล่าน เขาจึงใช้เมิ่งอิงหนิงเป็นสื่อกลางในการฝัง “กู่สูบโลหิต” ลงในร่างของหลี่เยว่หานได้สำเร็จ
ในวันที่ข่าวหลี่เยว่หานหมดสติแพร่ออกมา จงเจิ้งเสียนที่กำลังจะสืบข่าวว่าเกิดอะไรขึ้น ก็เป็นฝ่ายถูกผู้ปกครองถ้ำเข้าหาเสียก่อน โดยอีกฝ่ายประกาศชัดแจ้งว่าจะฆ่าหลี่เยว่หานเพื่อล้างแค้นให้เทพธิดาศักดิ์สิทธิ์ที่ล่วงลับไป ทั้งยังกล่าวอ้างว่าคนของสิบสองถ้ำยังถูกฉีอ๋องควบคุมตัวอยู่ จึงต้องการร่วมมือกับจงเจิ้งเสียน โดยมีเงื่อนไขคือต้องช่วยคนของสิบสองถ้ำเหล่านั้นออกมาจากเงื้อมมือของฉีอ๋องให้ได้
วันนี้คือการพบกันครั้งที่สามของพวกเขา หลังจากที่หลี่เยว่หานหมดสติไปได้สิบวันเต็ม
“ลำดับต่อไปคงต้องหวังพึ่งองค์ชายใหญ่แล้ว” ผู้ปกครองถ้ำยิ้มละไมพลางมองมาที่จงเจิ้งเสียน “บุตรและธิดาของท่านพักอยู่ในจวนฉีอ๋องพอดี นับว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะลงมือ”
จงเจิ้งเสียนสูดลมหายใจลึกพลางจ้องมองผู้ปกครองถ้ำอย่างระแวดระวัง “เจ้าคิดจะทำอะไร?”