ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 641 องค์ชายใหญ่เป็นผู้ดูแลกฎเกณฑ์ใหม่
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 641 องค์ชายใหญ่เป็นผู้ดูแลกฎเกณฑ์ใหม่
บทที่ 641 องค์ชายใหญ่เป็นผู้ดูแลกฎเกณฑ์ใหม่
ทางด้านจงเจิ้งเสียนยังมิทันคิดตกเรื่องที่จะหาทางเจรจากับผู้ปกครองถ้ำ ทว่าเพียงข้ามคืน ข่าวการฟื้นคืนสติของหลี่เยว่หานก็พัดกระพือไปทั่วทั้งเมืองหลวงราวกับพายุคลั่ง
เมื่อราษฎรได้ยินว่าฉีหวังเฟยฟื้นแล้ว ต่างก็พากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก เพราะการที่นางหมดสติไปอย่างลึกลับนั้น ในสายตาของชาวบ้านถือเป็นอาเพศที่เทพเซียนลงทัณฑ์ หากนางยังคงหลับใหลมิได้สติสืบไป ก็ประดุจว่าโทสะของสรวงสวรรค์ยังมิอาจคลายลง
ที่อำเภอฮัวซี บ่อเกลือที่ควรจะเริ่มขุดเจาะกันตั้งนานแล้วก็ถูกระงับไว้ แม้ผู้ช่วยนายอำเภอโจวจะประกาศเพิ่มค่าแรงเพียงใด ก็มิมีผู้ใดกล้าเสี่ยงอันตรายจากทัณฑ์สวรรค์เพื่อไปทำงานที่บ่อเกลือ
เช้าวันนั้น เมื่อข่าวที่หลี่เยว่หานฟื้นแล้วและเมิ่งฉีฮ่วนเข้าประชุมขุนนางแพร่ไปถึงอำเภอฮัวซี ทุกคนจึงค่อยเบาใจลงได้เสียที
ในการประชุมเช้า จงเจิ้งเสียนลอบสังเกตสีหน้าอันผ่อนคลายของเมิ่งฉีฮ่วน ในใจของเขาก็ครุ่นคิดบางอย่างที่มิอาจคาดเดาได้
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นหยิบยกเรื่องวิชาถลุงเกลือขึ้นมาตรัสอีกครา ทว่าเมิ่งฉีฮ่วนกลับมิแสดงท่าทีเห็นชอบหรือตอบรับแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เต็มใจที่จะไปควบคุมดูแลการขยายผลงานชิ้นนี้อีกแล้ว
น่าเสียดายที่วิชาถลุงเกลือมีขั้นตอนสลับซับซ้อนยิ่งนัก แม้หลี่เยว่หานจะเคยบันทึกไว้เป็นตำราและลงมือสร้างบ่อเกลือที่อำเภอฮัวซีด้วยตนเอง แต่ทว่าการเรียนรู้จากตำรานั้นง่ายนัก เมื่อต้องลงมือปฏิบัติแยกย่อยในแต่ละขั้นตอนกลับเป็นเรื่องยากแสนสาหัส
การปฏิบัติย่อมนำมาซึ่งความจริง ความรู้ในกระดาษมิอาจนำมาใช้แทนประสบการณ์ได้เลย
เมื่อขาดหลี่เยว่หานคอยชี้แนะทางด้านเทคนิค และเมิ่งฉีฮ่วนก็ปิดปากเงียบสนิทมิเอ่ยถึงเรื่องวิชาถลุงเกลือแม้แต่คำเดียว ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นจึงทำได้เพียงตรัสลองเชิงครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่เมิ่งฉีฮ่วนกลับทำราวกับฟังมิเข้าใจ มิรับช่วงต่อแม้แต่นิดเดียว ส่วนจิ้นกั๋วกงหลี่เจี้ยนโบนั้น นับตั้งแต่หลี่เยว่หานสลบไป เขาก็หนีไปพำนักอยู่ที่วัดหมื่นพุทธ มิยอมออกมาพบหน้าผู้ใด เอาแต่สวดมนต์ขอพรให้นางทั้งวันคืน จนใครต่อใครต่างคิดว่าเขาเกือบจะปลงผมออกบวชไปเสียแล้ว
ยามนี้คณะทูตจากแคว้นต่าง ๆ เดินทางกลับไปหมดแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างแคว้นตงฮั่นกับแคว้นตามชายแดนจึงเริ่มสั่นคลอนและตกอยู่ในสภาวะวิกฤต
เดิมทีที่หมื่นแคว้นยอมมาสวามิภักดิ์ ก็เพื่อต้องการวิชาถลุงเกลือ ยามนี้พวกเขาลงนามในสัญญาศานติภาพแล้ว แคว้นตงฮั่นกลับมอบให้เพียงตำราบันทึกวิชาถลุงเกลือหนึ่งเล่ม โดยไร้ซึ่งผู้เชี่ยวชาญไปคอยชี้แนะ
เรื่องนี้สร้างความเดือดดาลให้แก่แคว้นต่าง ๆ ยิ่งนัก ประกอบกับข่าวลือเรื่องทัณฑ์สวรรค์ได้แพร่สะพัดไปทั่ว ต่อให้พวกเขาได้ตำราไป ยามนี้ก็คงมิมีผู้ใดกล้าเสนอหน้าออกมาศึกษาวิจัยวิชาถลุงเกลืออย่างจริงจัง
ในสายตาของคนเหล่านั้น ทุกอย่างถือเป็นความผิดของแคว้นตงฮั่นทั้งสิ้น
หลายวันที่ผ่านมาฮ่องเต้หลิงอวิ๋นกลัดกลุ้มจนแทบระเบิด ในที่ประชุมเช้าส่งสัญญาณทั้งทางตรงและทางอ้อมให้แก่เมิ่งฉีฮ่วนหลายครา แต่อีกฝ่ายกลับทำหูทวนลม
“เกี่ยวกับเรื่องกฎเกณฑ์ใหม่นั้น ช่วงเวลาที่ผ่านมาข้าได้ไตร่ตรองดูแล้วว่ามิควรเร่งร้อนเกินไป” เมื่อร้อนรน ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นจึงใช้เรื่องกฎเกณฑ์ใหม่มาบีบบังคับเมิ่งฉีฮ่วน “ยามนี้การเผยแพร่วิชาถลุงเกลือคือเรื่องเร่งด่วนที่สุด อีกทั้งเรื่องวิชาถลุงน้ำมันก็จัดเตรียมไปได้มากแล้ว เรื่องกฎเกณฑ์ใหม่ควรพักไว้ชั่วคราวจะดีกว่า”
เมื่อสิ้นพระดำรัส บรรดาขุนนางใหญ่ในราชสำนักต่างจับจ้องไปที่เมิ่งฉีฮ่วน เพราะเขาคือผู้รับผิดชอบหลักของกฎเกณฑ์ใหม่นี้
ทว่าเมิ่งฉีฮ่วนกลับประสานมือคำนับอย่างสุขุม “ฝ่าบาทตรัสได้ถูกต้องแล้ว ยามนี้ทั้งวิชาถลุงเกลือและวิชาถลุงน้ำมันเกรงว่าคงมิอาจเผยแพร่ต่อได้ การพักเรื่องกฎเกณฑ์ใหม่ไว้ก่อนก็มิใช่เรื่องเสียหาย ยามนี้ชายแดนภาคเหนือมิสงบ พวกเราควรทุ่มกำลังรับมือเรื่องนั้นจะดีกว่า”
“…” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นจ้องมองเมิ่งฉีฮ่วนราวกับมองเห็นสัตว์ประหลาด
กฎเกณฑ์ใหม่นั้นฝ่าบาทอุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจ…แต่ไฉนอีกฝ่ายจึงยอมละทิ้งมันไปง่าย ๆ เช่นนี้
“คำพูดของฉีอ๋องแม้จะมีเหตุผล ทว่ากฎเกณฑ์ใหม่จะล้มเลิกกลางคันเช่นนี้มิได้” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นยอมกลืนน้ำลายตนเอง “ในเมื่อยามนี้ฉีหวังเฟยมิเป็นไรแล้ว เช่นนั้นอีกไม่กี่วันฉีอ๋องก็จงเดินทางไปอำเภอฮัวซีเพื่อจัดการเรื่องกฎเกณฑ์ใหม่ต่อเถิด”
ราวกับเกรงว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะปฏิเสธ ฮ่องเต้ตรัสจบก็รีบประทับยืนขึ้นทันที ทว่าก่อนที่ขันทีหรูจะทันขานคำว่า “เลิกประชุม” เมิ่งฉีฮ่วนก็ชิงกล่าวขึ้นก่อนว่า
“ฝ่าบาท ข้าเกรงว่ายามนี้คงมิอาจรับภาระอันหนักอึ้งนี้ได้อีกต่อไปแล้วขอรับ”
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นที่ลุกเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าวถึงกับชะงักฝีเท้า หันกลับมามองเมิ่งฉีฮ่วนด้วยสีหน้าปั้นยาก “แล้วเจ้าคิดว่าผู้ใดควรจะรับช่วงต่อเรื่องกฎเกณฑ์ใหม่นี้?”
“ข้าเห็นว่า องค์ชายใหญ่สามารถรับภาระหน้าที่นี้ได้ขอรับ!” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวประโยคที่สั่นสะเทือนไปทั่วท้องพระโรง
จงเจิ้งเสียนถึงกับตกตะลึงจนทำตัวไม่ถูก “เสด็จพ่อ…”
ทว่าฮ่องเต้หลิงอวิ๋นกลับยกพระหัตถ์ห้ามเขาไว้ แล้วมองไปที่เมิ่งฉีฮ่วน “เหตุใดฉีอ๋องจึงเสนอชื่อองค์ชายใหญ่?”
“องค์ชายใหญ่เป็นพี่ใหญ่ในบรรดาพี่น้อง ทั้งยังมีผลงานจากการลอบสืบเรื่องตระกูลชุย มีทั้งวิสัยทัศน์และความรู้ที่เป็นเยี่ยงอย่างแก่พวกเราได้ กฎเกณฑ์ใหม่นี้เกี่ยวข้องกับปากท้องของราษฎรและเป็นรากฐานของแผ่นดิน จะทำการลวก ๆ มิได้ อีกทั้งองค์ชายใหญ่ยังเยาว์วัย ย่อมมีความเห็นที่เฉียบคมต่อสิ่งต่าง ๆ หากองค์ชายใหญ่เป็นผู้ดูแลกฎเกณฑ์ใหม่ ย่อมเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการผลักดันให้ก้าวหน้าขอรับ”
เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวจบก็หันไปมองจงเจิ้งเสียนด้วยสายตาจริงจัง ก่อนจะเสริมว่า “อีกทั้งยามนี้องค์ชายใหญ่ก็มีบุตรธิดาแล้ว แต่ตำแหน่งพระชายาเอกในองค์ชายใหญ่ยังคงว่างเว้นอยู่ บางทีการไปจัดการกฎเกณฑ์ใหม่ในครานี้ องค์ชายใหญ่อาจจะได้ลูกสะใภ้มาฝากฝ่าบาทด้วยก็เป็นได้ขอรับ”
หากเป็นผู้อื่นที่กล้ากล่าววาจาเช่นนี้ เกรงว่าศีรษะคงหลุดจากบ่าไปก่อนจะพูดจบเสียอีก
ทว่าเมื่อคำพูดนี้ออกมาจากปากของเมิ่งฉีฮ่วน ทั้งฮ่องเต้หลิงอวิ๋นและจงเจิ้งเสียนต่างก็รู้สึกขัดใจอย่างบอกไม่ถูก
เพราะในใจของพ่อลูกคู่นี้ต่างรู้ดีว่าในอดีตกงหย่าทั่วตายได้อย่างไร และเมิ่งฉีฮ่วนเองก็ย่อมเข้าใจเรื่องนี้ดีเช่นกัน
การที่เมิ่งฉีฮ่วนผลักจงเจิ้งเสียนให้มารับผิดชอบกฎเกณฑ์ใหม่ในครั้งนี้ ก็เพื่อต้องการสั่นคลอนความสัมพันธ์ระหว่างเขากับบรรดาตระกูลใหญ่ จงเจิ้งเสียนและฮ่องเต้มีหรือจะไม่รู้ แต่หากมองในแง่ของสถานการณ์ในราชสำนัก สิ่งที่เมิ่งฉีฮ่วนทำนั้นมิได้ผิดพลาดประการใดเลย
ใครใช้ให้จงเจิ้งเสียนเป็นผู้ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับตระกูลใหญ่มากที่สุดในราชสำนักเล่า
หากหลายเรื่องเป็นเมิ่งฉีฮ่วนลงมือทำ แรงต่อต้านจากตระกูลใหญ่ย่อมมหาศาลยิ่งนัก
แต่หากเปลี่ยนเป็นจงเจิ้งเสียน โอกาสที่บรรดาตระกูลใหญ่จะยอมก้มหัวให้ย่อมมีมากกว่า
“เอาตามที่ฉีอ๋องว่าเถิด เสียนเอ๋อร์ เจ้าจงหาเวลานัดแนะกับท่านอาของเจ้าเพื่อไปที่จวนอ๋อง ทำการส่งมอบความคืบหน้าและข้อมูลของกฎเกณฑ์ใหม่เสีย แล้วในอีกไม่กี่วันนี้ก็จงไปอำเภอฮัวซีเพื่อจัดการงานส่วนที่เหลือให้เรียบร้อย อีกไม่นานก็จะถึงฤดูหว่านไถแล้ว เจ้าต้องเร่งเดินทางไปทั่วแคว้นตงฮั่น แม้กฎเกณฑ์ใหม่ในที่อื่นจะมิได้ครอบคลุมเท่าอำเภอฮัวซี แต่เรื่องการคืนที่ดินให้ราษฎรนั้น ควรจะทำให้สำเร็จทั่วทั้งแผ่นดินภายในปีนี้”
ตรัสจบ ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นก็ถอนหายใจยาว ปรายตามองเมิ่งฉีฮ่วนอย่างลึกซึ้งคราหนึ่ง แล้วจึงเสด็จจากไป
“เลิกประชุม—” เสียงของขันทีหรูดังขึ้น บรรดาขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊ต่างหันมามองหน้ากันไปมา พลางส่ายหัวเดินออกจากวังหลวง
บนถนนในวังหลวง เมิ่งฉีฮ่วนกำลังจะเหวี่ยงตัวขึ้นม้า แต่กลับถูกจงเจิ้งเสียนที่รีบตามมาขวางทางไว้
“เหตุใดเจ้าจึงโยนเรื่องสำคัญอย่างกฎเกณฑ์ใหม่มาให้ข้าทำ?” แม้จะรู้ว่าเมิ่งฉีฮ่วนต้องมีแผนการบางอย่างแน่นอน แต่จงเจิ้งเสียนก็ยังอยากรู้เหตุผลที่แท้จริง เขาและเมิ่งฉีฮ่วนมีอายุไล่เลี่ยกัน กุนซือคนแรกของเขาก็คือเมิ่งฉีฮ่วน ยามนี้เมิ่งฉีฮ่วนกลายเป็นท่านอาของเขาไปเสียแล้ว แม้จงเจิ้งเสียนจะมิเคยออมมือยามต้องประมือกับเมิ่งฉีฮ่วน แต่ลึก ๆ ในใจ เขาก็ยังคงเห็นอีกฝ่ายเป็นสหายคนหนึ่ง
“ก่อนที่องค์ชายจะถามคำถามนี้ ในใจท่านคงมีคำตอบอยู่แล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนนั่งอยู่บนหลังม้า พลางปรายตามองจงเจิ้งเสียนอย่างราบเรียบ “ไยต้องถามให้ชัดเจนเกินไปนัก”
“ข้ามิเข้าใจ” จงเจิ้งเสียนขมวดคิ้วมุ่น “หรือว่าเจ้าตั้งใจจะช่วยเจ้าสามขึ้นครองบัลลังก์อย่างเต็มตัวจริง ๆ?”