ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 642 เรื่องราวของเด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 642 เรื่องราวของเด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ
บทที่ 642 เรื่องราวของเด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ
“เรื่องของบัลลังก์ ข้าเป็นเพียงคนนอก อีกทั้งฐานะยังน่ากระอักกระอ่วน มิกล้าก้าวก่ายเกินไปนัก” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าว “วันหน้าองค์ชายอย่าได้กล่าววาจาเช่นนี้อีก ข้าเกรงว่าจะรับไว้มิไหว”
“เจ้ามอบกองกำลังรอบเมืองหลวงให้เจ้าสามทั้งหมดแล้ว นี่ยังมิใช่การช่วยเหลือเขาอีกหรือ!” จงเจิ้งเสียนเริ่มมีโทสะ
“กองกำลังรอบเมืองหลวงนั้นฝ่าบาททรงเป็นผู้มอบให้องค์ชายสามด้วยพระองค์เอง มิใช่ข้าที่เป็นเพียงชินอ๋องตัวเล็ก ๆ องค์ชายใหญ่โปรดอย่าได้กล่าวหากันเช่นนี้เลย”
“เจ้าอย่าคิดว่าข้ามิรู้ บรรดารองแม่ทัพในกองกำลังนั้นล้วนเป็นคนของเจ้า หากเจ้ามิพยักหน้า มีหรือเจ้าสามจะสั่งการพวกเขาได้!”
“องค์ชาย เรื่องที่ไร้หลักฐานเช่นนี้อย่าได้กล่าวส่งเดชจะดีกว่า ทหารกล้านับแสนนายรอบเมืองหลวงล้วนฟังคำสั่งจากตราพยัคฆ์และจงรักภักดีต่อฝ่าบาท จะมีคนของใครที่ไหนกัน”
“เมิ่งฉีฮ่วน! เจ้าอย่าได้มาเล่นลิ้นกับข้า!”
“ฝ่าบาท แม้ท่านจะมีฐานะสูงส่งเป็นถึงองค์ชายผู้ทรงศักดิ์ ทว่าอย่างไรข้าก็ยังมีฐานะเป็นถึงท่านอาของท่าน อีกทั้งข้ายังเป็นคนในตระกูลจงเจิ้ง มีนามว่าจงเจิ้งเหวินจั๋ว” เมิ่งฉีฮ่วนมองจงเจิ้งเสียนด้วยสายตาเย็นเยียบ แววตาแฝงไปด้วยความผิดหวังอย่างมิปิดบัง
เมื่อได้ฟังคำนี้ จงเจิ้งเสียนถึงกับถอยหลังไปสองก้าว จ้องมองเมิ่งฉีฮ่วนด้วยสายตาที่แทบมิอยากเชื่อ ราวกับมองบุรุษผู้ไร้หัวใจ “มิคาดเลยว่า เจ้ากับข้าจะเดินมาถึงจุดนี้ได้…”
กล่าวจบ จงเจิ้งเสียนก็มิรอให้เมิ่งฉีฮ่วนได้เอ่ยสิ่งใด เขารีบวิ่งหนีไปในทันที
เมิ่งฉีฮ่วนหรี่ตามองตามหลังเงาของเขาไป ครู่หนึ่งจึงใช้ขาหนีบสีข้างม้า ม้าหนุ่มชูบีบฝีเท้าอย่างคล่องแคล่วเหยียบลงบนทางเดินที่มีหิมะบาง ๆ ปกคลุม ก่อนจะควบออกจากวังหลวงไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อกลับถึงจวน เมิ่งฉีฮ่วนโยนบังเหียนให้เฮ่อเจิ้งเทียนแล้วตรงไปหาหลี่เยว่หานทันที
จากระยะไกล เขาได้ยินเสียงหัวเราะจากห้องอบอุ่นดังแว่วมาเป็นระยะ เมื่อก้าวเท้าเข้าประตูไป ก็เห็นหลี่เยว่หานนั่งพิงผ้าห่มอยู่ โดยมีเด็กน้อยสองคนนั่งประจันหน้า กำลังตั้งใจฟังนางเล่านิทานอย่างขะมักเขม้น
“ท่านพ่อของพวกเจ้ากลับมาแล้ว!” หลี่เยว่หานเงยหน้าเห็นเมิ่งฉีฮ่วนเดินเข้ามา จึงรีบเรียกเด็ก ๆ “เร็วเข้า ไปทักทายท่านพ่อของพวกเจ้าสิ”
“ไม่เอา ไม่เอา ข้าอยากฟังท่านแม่เล่าเรื่องเด็กหญิงขายไม้ขีดไฟต่อ ท่านแม่ยังมิได้บอกเลยว่า ในที่สุดแล้วนางได้กินไก่ย่างที่ปรากฏในแสงไฟแล้วหรือยัง!” เมิ่งสืออี้เริ่มแผลงฤทธิ์ดื้อดึงทันที…
ส่วนเมิ่งอิงหนิงแม้จะดูนิ่งขรึมกว่า แต่ดวงตากลมใสฉ่ำน้ำคู่นั้นกลับจ้องมองเพียงหลี่เยว่หานเขม็ง มิปรายตามองเมิ่งฉีฮ่วนที่เดินเข้ามาเลยแม้แต่นิดเดียว
เห็นภาพเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็ได้แต่ทอดถอนใจ “ดูท่าตำแหน่งของข้าที่เป็นพ่อนี่จะลดน้อยถอยลงไปทุกทีเสียแล้ว”
“ก็ท่านพ่อเคยบอกเองว่า ท่านแม่ใหญ่ที่สุดในบ้าน!” เมิ่งสืออี้สวนกลับทันควัน
เมิ่งอิงหนิงพยักหน้าเห็นด้วยรัว ๆ
เมิ่งฉีฮ่วนทำได้เพียงเลียนแบบเด็ก ๆ โดยการนั่งลงบนพื้นฝั่งตรงข้ามกับหลี่เยว่หาน “ถ้าอย่างนั้น ข้าก็จะมาฟังนิทานของท่านแม่พวกเจ้าด้วย ได้ยินว่าในนิทานมีไก่ย่างด้วยหรือ?”
“ใช่แล้วขอรับ! เด็กหญิงคนนั้นมีไม้ขีดไฟวิเศษ ยามแสงไฟลุกโชนขึ้นมาก็จะมองเห็นของอร่อยมากมายในแสงไฟนั้น!” เมิ่งสืออี้พยักหน้าแข็งขัน
เมื่อฟังถึงตรงนี้ เมิ่งฉีฮ่วนขมวดคิ้วเล็กน้อย “เรื่องนี้เจ้าเคยเล่าให้หลิงซีฟังใช่หรือไม่?”
“ใช่แล้ว” หลี่เยว่หานพยักหน้าตามธรรมชาติ “ยังมีเรื่องเงือกน้อย เจ้าหญิงผมยาว เจ้าหญิงสโนว์ไวท์ เรื่องพวกนี้ข้าก็เคยเล่าให้นางฟัง”
“ไฉนข้าจึงจำได้ว่าเด็กหญิงขายไม้ขีดไฟคนนั้น สุดท้ายต้องหนาวตายเล่า?” เมิ่งฉีฮ่วนถามออกไปโดยมิทันได้ฉุกคิด
สีหน้าของหลี่เยว่หานแข็งค้างไปในทันที
บรรยากาศในห้องอบอุ่นพลันเงียบสงัดลง
เมิ่งสืออี้ถึงกับหยุดซน
เมิ่งฉีฮ่วนเพิ่งจะรู้สึกตัวว่า ตนเองน่าจะพูดอะไรผิดไปเสียแล้ว…
“แง้—!” เมิ่งอิงหนิงแผดเสียงร้องไห้ออกมาดังสนั่น “ไฉนนางถึงตายเล่า! นางมีไม้ขีดไฟวิเศษมิใช่หรือ! นางควรจะจุดมันเพื่อให้อบอุ่นสิ!”
เมื่อเห็นน้องสาวร้องไห้ เมิ่งสืออี้ที่เดิมทีก็ปากสั่นน้ำตาคลอเบ้าอยู่แล้ว รีบตะเกียกตะกายขึ้นมา ใช้มือน้อย ๆ อวบ ๆ ลูบไปตามใบหน้าของเมิ่งอิงหนิง “มิร้องนะ มิร้อง ท่านพ่อไม่รู้นิทานเรื่องนี้ ท่านพ่อต้องโกหกพวกเราแน่ ๆ เด็กหญิงคนนั้นยังมิตาย ฮือออ นางยังมิตาย…”
พูดไปพูดมา เมิ่งสืออี้เองก็เริ่มรู้สึกเศร้าจนทนมิไหว จึงจูงมือน้องสาวแล้วอ้าปากร้องไห้โฮออกมาด้วยกัน
คราวนี้ล่ะดีนัก สองพี่น้องประชันกันร้องเสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ จนหลี่เยว่หานถึงกับปวดหัว
“เจ้าดูสิ มิกลับมาเสียยังจะดีกว่า พอกลับมาถึงก็ทำลูกร้องไห้เสียแล้ว!” หลี่เยว่หานอุ้มเมิ่งอิงหนิงเข้าสู่อ้อมกอดพลางปลอบประโลม แล้วยื่นเท้าออกไปสะกิดเชิงตำหนิเมิ่งฉีฮ่วนที่กำลังโอบเมิ่งสืออี้ไว้ในอ้อมแขน
เมิ่งฉีฮ่วนประดับรอยยิ้มกว้างขวาง เมื่อถูกภรรยาสะกิดด้วยเท้าก็มิได้ถือสา กลับยิ้มร่าอย่างมีความสุขยิ่งนัก
ปลอบกันอยู่นาน สองพี่น้องก็ยังมิหยุดร้องไห้ง่าย ๆ
จนกระทั่งสุดท้ายทั้งสองร้องจนหมดแรงและหลับไปในอ้อมกอดของบิดามารดา หูของเมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานจึงค่อยได้พักผ่อนเสียที
สามีภรรยาวางเด็กทั้งสองลงบนเตียงอย่างเบามือ ห่มผ้าให้เรียบร้อยแล้วจึงจูงมือกันออกจากห้องอบอุ่นไปยังห้องข้าง ๆ เพื่อสนทนากัน
“หมายความว่า เจ้ามอบภาระเรื่องกฎเกณฑ์ใหม่ไว้ในมือจงเจิ้งเสียนจริง ๆ หรือ?” หลี่เยว่หานฟังเรื่องที่เกิดขึ้นในการประชุมเช้าจากปากเมิ่งฉีฮ่วนแล้วถึงกับเบิกตากว้าง “แล้วจงเจิ้งเสียนจะยอมหรือ?”
“เขาย่อมมิยอมรับคำง่าย ๆ อยู่แล้ว ทว่าฝ่าบาททรงออกคำสั่งด้วยพระองค์เอง เขาจึงมิมีทางเลือก” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวพลางรินน้ำชาให้หลี่เยว่หาน “แต่เรื่องวิชาถลุงเกลือและถลุงน้ำมัน ในระยะสั้นนี้เกรงว่าพวกเขาคงมิกล้าหยิบยกขึ้นมาพูดอีก”
“นั่นก็มิเป็นไร” หลี่เยว่หานเม้มริมฝีปาก “แม้ข้าจะปรารถนาให้กรรมวิธีทั้งสองเผยแพร่ไปทั่วแผ่นดินเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของราษฎร แต่ยามนี้หากกฎเกณฑ์ใหม่ยังมิได้ถูกนำไปใช้อย่างทั่วถึงและจริงจัง ต่อให้พวกเราสร้างนาเกลือขึ้นมาทั่วประเทศ สุดท้ายมันก็จะกลายเป็นเพียงเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ของบรรดาตระกูลใหญ่เท่านั้น”
นับตั้งแต่หลี่เยว่หานฟื้นขึ้นมา นางก็ได้หารือเรื่องนาเกลือกับเมิ่งฉีฮ่วนมาโดยตลอด
คราแรกนางนึกว่าตระกูลใหญ่เหล่านั้นมิขัดขวางการสร้างนาเกลือ เพราะพวกเขาตระหนักดีว่าเรื่องนี้เป็นประโยชน์ต่อแผ่นดินและราษฎร
ทว่าหลังจากที่นางฟื้นจากการหมดสติ เมิ่งฉีฮ่วนก็บอกนางว่า หลี่เจี้ยนโบตัดสินใจระงับการเผยแพร่นาเกลือไว้ชั่วคราว และใช้ข้ออ้างเรื่องการสวดมนต์ขอพรให้หลี่เยว่หานเพื่อหลบไปพำนักในวัดหมื่นพุทธ
ตอนแรกหลี่เยว่หานยังมิเข้าใจเหตุผล เช่นเดียวกับที่นางมิเข้าใจว่าเหตุใดเมื่อครั้งงานถวายเครื่องราชบรรณาการ เมิ่งฉีฮ่วนจึงมิให้นางถวายแบบจำลองเครื่องหว่านเมล็ด
ทว่าหลังจากฟังคำวิเคราะห์จากเมิ่งฉีฮ่วน หลี่เยว่หานก็เริ่มเข้าใจขึ้นมาบ้าง
การเผยแพร่วิชาถลุงเกลือและถลุงน้ำมันย่อมเป็นเรื่องดี ทว่าตระกูลขุนนางผู้ดีเก่าหยั่งรากลึก ยามนี้กฎเกณฑ์ใหม่กำลังรุกคืบเข้าไปช่วงชิงผลประโยชน์จากตระกูลเหล่านั้น หากมีการเผยแพร่วิชาถลุงเกลือในยามนี้ บรรดาตระกูลใหญ่ที่กำลังกระวนกระวายย่อมมิวายใช้ช่องทางนี้เพื่อกอบโกยผลประโยชน์เข้าตัว
เมื่อถึงยามนั้น แม้กฎเกณฑ์ใหม่จะเริ่มเห็นผลและคืนที่ดินให้แก่เกษตรกรได้สำเร็จ แต่นาเกลือก็คงมิวายถูกคนเหล่านั้นยึดกุมไว้ในมือ
มิเช่นนั้น ในงานประชุมหมื่นแคว้นที่ผ่านมา เหตุใดบรรดาตระกูลใหญ่เหล่านั้นจึงกระตือรือร้นไปสร้างไมตรีกับแคว้นรอบนอกและเมืองขึ้นต่าง ๆ นัก
ก็เพื่อหวังจะกอบโกยผลประโยชน์ส่วนตนทั้งสิ้น
ดังนั้น หลี่เยว่หานจึงตัดสินใจทำตามคำแนะนำของหลี่เจี้ยนโบ โดยใช้ข้ออ้างเรื่องทัณฑ์สวรรค์มาระงับการเผยแพร่วิชาถลุงเกลือไว้ก่อน
รอให้กฎเกณฑ์ใหม่หยั่งรากลึกจนมั่นคงเสียก่อน แล้วค่อยว่ากันใหม่!