ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 610 บทสนทนาลับของพ่อลูก
บทที่ 610 บทสนทนาลับของพ่อลูก
เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ในจินชวน องค์หญิงเก้าไม่ต้องคิดก็รู้ว่าจินเฟิงจะโกรธมากเพียงใด
จากการพูดจาและการกระทำในยามปกติ องค์หญิงเก้าสัมผัสได้ว่าจินเฟิงไม่มีความเกรงกลัวต่ออำนาจของราชวงศ์เลยแม้แต่น้อย
หากไม่จัดการเรื่องนี้ให้ดี จินเฟิงอาจก่อกบฏได้
ก่อนจะได้รู้จักจินเฟิง องค์หญิงเก้าคงไม่ใส่ใจผู้มีบรรดาศักดิ์หนานผู้นี้
แต่เมื่อได้รู้จักจินเฟิงมาพักใหญ่ องค์หญิงเก้าก็รับรู้ความสามารถของเขาดี
ชายผู้นี้มีความสามารถที่จะโค่นล้มต้าคังได้!
การที่องค์หญิงเก้ากลับมาคราวนี้ หากจะพูดกันตรง ๆ ก็เป็นเพราะการช่วงชิงอำนาจของขุนนางในราชสำนัก
แต่เมื่อเทียบกับเรื่องของจินเฟิง การช่วงชิงอำนาจของขุนนางนั้นกลายเป็นไม่น่าสนใจเลย!
ครั้นคิดเช่นนี้แล้ว องค์หญิงเก้าก็ไม่กล้าชักช้าแม้แต่น้อย นางอ่านจดหมายอีกครั้งหนึ่งแล้วก็รีบหันหลังเดินจากไป
โดยที่ชิ่นเอ๋อร์ล่วงหน้าไปยังสำนักราชวงศ์ก่อน
เมื่อองค์หญิงเก้า เสด็จมาถึงหน้าพระราชวัง หัวหน้าสำนักราชวงศ์อย่างเฉินเหยวียนเซิ่งก็ได้คอยอยู่ริมถนนแล้ว
เมื่อเห็นองค์หญิงเก้าลงจากเกวียน เขาก็รีบตรงเข้ามาต้อนรับทันที
“องค์หญิงต้องการเข้าเฝ้าฝ่าบาทหรือ?”
“ใช่ อู่หยางมีเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องเข้าเฝ้าท่านพ่อ!”
องค์หญิงเก้ากล่าวกับเฉินเหยวียนเซิ่งพร้อมโค้งกายเล็กน้อย “หวังว่าท่านปู่เก้าจะไม่ขัดขวางอู่หยาง”
ผู้ที่เป็นข้าราชการในสำนักราชวงศ์ ล้วนแต่เป็นพระญาติ องค์หญิงเก้าจึงเรียกเฉินเหยวียนเซิ่งว่าท่านปู่ แม้ชายตรงหน้าจะเป็นชายวัยกลางคนก็ตาม
“มิใช่ว่าข้าจะขัดขวาง แต่ช่วงนี้ฝ่าบาทมีพระอาการประชวรและมีพระบรมราชโองการว่า นอกจากเสนาบดีแล้วก็ไม่ให้ผู้ใดเข้าเฝ้า ข้าจึงไม่อาจให้องค์หญิงเข้าไปได้”
เฉินเหยวียนเซิ่งกล่าวด้วยสีหน้าลำบากใจ
“อู่หยาง มีเรื่องเร่งด่วนมิอาจผัดผ่อน”
องค์หญิงเก้ากล่าวพร้อมโค้งกายอีกครั้ง “อู่หยางหวังว่าท่านปู่เก้าจะละเว้นให้ ถือว่าอู่หยางติดหนี้ท่านปู่หนึ่งครั้ง”
เฉินเหยวียนเซิ่งส่ายหน้าและยังคงขวางหน้าองค์หญิงเก้า
“ท่านปู่เก้า อนุญาตให้อู่หยางเข้าไปเถิด หากท่านพ่อลงโทษ ท่านปู่เก้าก็โยนความผิดมาที่อู่หยางได้”
องค์หญิงเก้าโค้งกายเป็นครั้งที่สาม
แต่เฉินเหยวียนเซิ่งกลับหลับตา
“ข้าขอร้องเป็นครั้งสุดท้าย วันนี้ข้าจะต้องเข้าเฝ้าท่านพ่อให้ได้”
ดวงตาขององค์หญิงเก้าหรี่ลงเล็กน้อย นางไม่แทนตัวเองว่าอู่หยางอีกต่อไปแต่เปลี่ยนเป็นข้า
และน้ำเสียงก็เย็นลงอย่างเห็นได้ชัด
ทั้งหมดนี้บ่งบอกว่าความอดทนขององค์หญิงเก้ากำลังจะหมดลง
องค์หญิงเก้ามีพระนามเลื่องลือไปทั่วเมืองหลวง เมื่อครู่ยังอ้อนวอนด้วยวาจาไพเราะ เฉินเหยวียนเซิ่งจึงยังคงวางท่าอยู่ได้
แต่บัดนี้เห็นได้ชัดเจนว่าองค์หญิงเก้าโกรธเกรี้ยวแล้ว เฉินเหยวียนเซิ่งจะกล้ากระด้างกระเดื่องต่อไปหรือ
เฉินเหยวียนเซิ่งบ่นด้วยสีหน้าเป็นทุกข์ “มิใช่ว่าข้าจะกลั่นแกล้งองค์หญิง แต่ข้าไม่กล้าขัดพระราชโองการจริง ๆ!”
“ข้าไม่ต้องการฟังข้ออ้างมากมายเหล่านั้น ข้าเพียงแต่ถามท่านว่า ท่านจะให้ข้าเข้าไปหรือไม่!” องค์หญิงเก้าตรัสถามเสียงเย็น
“ข้าไม่กล้าจริง ๆ!” เฉินเหยวียนเซิ่งยังคงส่ายหน้า
“ได้!” องค์หญิงเก้าพยักหน้าเล็กน้อยและไม่ได้เปล่งวาจาโกรธเกรี้ยวอีกต่อไป หากแต่หันไปทางชิ่นเอ๋อร์ “ไปจวนตระกูลเลี่ยวที่ตรอกซิงเซิ่ง ให้พวกเขาเตรียมขนมชิงเหลียนไว้ให้ข้าสักสองจิน ข้าจะไปเสวยเดี๋ยวนี้!”
เมื่อตรัสจบ องค์หญิงเก้าก็เตรียมจะขึ้นรถม้า
ทว่าเฉินเหยวียนเซิ่งกลับตกใจยิ่งนักและรีบไปคว้าเชือกบังเหียนทันที
ภรรยาของเฉินเหยวียนเซิ่งนั้นเลื่องชื่อมาช้านานในเมืองหลวงว่าเป็นหญิงดุร้าย ทั้งยังมีชาติตระกูลไม่ธรรมดา เฉินเหยวียนเซิ่งจะมีความมั่นคงในสำนักราชวงศ์ได้ก็ต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากนาง
กระนั้น หญิงดุร้ายผู้นี้ก็ให้กำเนิดบุตรทั้งห้าออกมาเป็นหญิง เมื่อเห็นว่าทายาทสายตรงอาจหยุดแค่รุ่นของตน เฉินเหยวียนเซิ่งจึงได้ไปหาอนุไว้ที่อื่น ซึ่งได้ให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวมาอย่างละคน
และอนุผู้นี้ก็อาศัยอยู่ที่ตรอกนี้เช่นกัน โดยอยู่ด้านหลังจวนตระกูลเลี่ยว
องค์หญิงเก้ามิได้เสด็จไปเพื่อรับประทานขนมแต่อย่างใด นี่เป็นการข่มขู่ท่านเฉินเหยวียนเซิ่งชัดเจน
“องค์หญิงประสงค์สิ่งใดหรือ?”
องค์หญิงเก้าตรัสด้วยเสียงเย็น “ท่านไม่ให้ข้าเข้าวัง ข้าก็จะเดินทางกลับ”
“ถือว่าเห็นแก่องค์หญิง เช่นนั้นเชิญเสด็จเถิด”
เฉินเหยวียนเซิ่งหยิบตราอนุญาตออกมาด้วยสีหน้าเป็นทุกข์
หากยอมให้องค์หญิงเก้าเข้าวัง เฉินเหยวียนเซิ่งก็แค่ถูกฝ่าบาทตำหนิเท่านั้น
แต่หากปล่อยให้องค์หญิงเก้านำเรื่องบุตรนอกสมรสของเขามาเปิดเผย ด้วยนิสัยดุร้ายของภรรยาเขาแล้ว ทั้งอนุภรรยาและบุตรอีกสองคนคงไม่มีใครรอดชีวิต
“ข้าขอบพระคุณท่านปู่เก้า!”
องค์หญิงเก้ายิ้มน้อย ๆ ยื่นมือรับตราสัญลักษณ์
เมื่อมีตรานี้ องครักษ์ในพระราชวังจึงไม่กล้าขัดขวางองค์หญิงเก้า
องค์หญิงเก้าจูงชิ่นเอ๋อร์เข้าสู่วังหลังด้วยความคุ้นเคย
เฉินจี๋ที่อยู่ในอุทยานกำลังหยอกล้ออยู่กับนางสนม เมื่อเห็นองค์หญิงเก้าเดินมา เขาก็หวังจะหลีกเลี่ยงตามสัญชาตญาณ
“ท่านพ่อ ลูกมีเรื่องจะกราบทูล!”
องค์หญิงเก้าเปล่งวาจาเรียกเฉินจี๋ไว้
เมื่อเฉินจี๋เห็นว่าหลบเลี่ยงไม่ได้แล้วจึงหันกลับมาพร้อมกับฝืนยิ้ม “อู่หยางกลับมาแล้วหรือ ข้าอยากจะพบเจ้าอยู่พอดีเพื่อพูดเรื่องชิ่งซินเหยา”
ตามความเข้าใจขององค์หญิงเก้า นางคิดว่าเฉินจี๋คงถูกใครบางคนเป่าหูจึงได้รีบร้อนเรียกตัวนางกลับวังหลวง
และหลังจากที่นางจากไปแล้ว ฮ่องเต้อาจลงโทษชิ่งซินเหยา
และนางก็คาดการณ์ได้ถูกต้องทั้งหมด
หลังจากที่นางจากไป ไม่นานก็ได้ข่าวว่าชิ่งซินเหยาถูกปลดออกจากตำแหน่ง
และให้ขันทีมารับตำแหน่งโจวมู่แทน
องค์หญิงเก้าถึงกับไม่เป็นอันกินอันนอนเพราะเรื่องนี้
แต่ตอนนั้นนางได้เดินทางไปไกลแล้ว ทั้งยังมีราชโองการออกไปแล้ว หากนางย้อนกลับไปยังซื่อชวนก็ไร้ประโยชน์ จึงได้แต่เร่งเดินทางกลับเมืองหลวงเพื่อเข้าเฝ้าเฉินจี๋และขอให้เพิกถอนคำสั่ง
ทว่าเฉินจี๋หลบหน้านางมาตลอด
หากมิใช่เพราะวันนี้องค์หญิงเก้าแสดงท่าทีแข็งกร้าวก็ยังไม่รู้ว่าจะได้เข้าเฝ้าเมื่อใด
“ท่านพ่อ ลูกมิได้มาเพื่อทูลเรื่องท่านพี่ซินเหยาแต่เป็นเรื่องอื่น!”
องค์หญิงเก้าใช้สายตาส่งสัญญาณกับนางสนมสองสามคนให้ออกไปก่อน
สนมเหล่านั้นต่างหันไปทางเฉินจี๋ เมื่อเห็นเฉินจี๋พยักหน้าเชิงอนุญาต พวกนางก็ถวายความเคารพก่อนจะออกไป
“อู่หยาง มานั่งที่ข้างเตาผิงนี้สิ”
เฉินจี๋มองดูธิดาสุดที่รัก พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เดินทางจากซื่อชวนกลับเมืองหลวงคงจะหนาวเหน็บมิใช่น้อย ดูสิหนาวจนใบหน้าเจ้าซีดเผือดไปหมดแล้ว”
เพื่อเร่งการเดินทาง องค์หญิงเก้าจึงฝ่าลมหนาวมาตลอดจากซื่อชวนจวบจนถึงเมืองหลวง
ถึงจะมีการป้องกันแล้ว แต่ใบหน้าก็ยังคงถูกความหนาวเหน็บทำร้าย
ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน สองพ่อลูกไล่ให้ผู้ติดตามออกไปแล้วสนทนากันตามประสาอยู่ข้างเตาผิงเป็นเวลานานกว่าครึ่งชั่วยาม
ไม่มีใครล่วงรู้ว่าทั้งสองสนทนากันเรื่องใด แต่ขันทีที่เฝ้าอยู่ห่าง ๆ กลับเห็นว่าทั้งสองมีอาการตื่นเต้นอยู่บ้าง ขณะเดียวกันก็มีการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง
สุดท้าย ขันทีก็เห็นองค์หญิงเก้าคุกเข่าลงก่อนจะก้มคารวะเฉินจี๋หนึ่งครั้งแล้วจากไปโดยไม่หันกลับมามอง
ไม่รู้ว่าองค์หญิงเก้าทูลอะไรเป็นคำสุดท้าย แต่เมื่อนางจากไปแล้ว เฉินจี๋ก็กริ้วจนเตะเตาผิงคว่ำ
แล้วเขาก็ประทับอยู่เพียงลำพังข้างเตาผิงนั้นด้วยอาการเหม่อลอย
สนมคนหนึ่งต้องการเรียกร้องความสนใจ เมื่อเห็นว่าฮ่องเต้ไม่ได้ใส่ฉลองพระองค์หนา นางจึงเอาอกเอาใจโดยการถือเสื้อคลุมตัวใหญ่เดินเข้าไป หมายจะถวายให้ฮ่องเต้สวมใส่
ทว่าฮ่องเต้ไม่เพียงไม่ปลาบปลื้มแต่กลับเตะสนมคนนั้นจนตกบ่อน้ำ
…
องค์หญิงเก้าที่ออกจากวังไปแล้วเดินมาที่รถม้าแล้วหันกลับไปมองพระราชวังอันโอ่อ่าอลังการ ก่อนจะพูดด้วยความอัดอั้น
“ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะได้กลับมาเยี่ยมเยือนอีก!”
องค์หญิงเก้ากำลังจะก้าวขึ้นรถม้า จู่ ๆ ก็มีขบวนรถม้าคันหนึ่งมาจอดเทียบรถม้าของพระองค์
องค์รัชทายาทเปิดม่านรถม้าแล้วตรัสด้วยรอยยิ้ม “น้องอู่หยาง เจ้าคงจะไม่ได้เข้าวังง่าย ๆ อีกต่อไปแล้ว หลังจากเข้ามาได้อย่างยากเย็นแสนเข็ญ เหตุใดจึงรีบร้อนกลับเล่า?”