ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2640 เคยชินกับการทารุณกรรม
พวกเขาต่างเบิกตากว้าง ใช้เวลาอีกสิบอึดใจอย่างนั้นหรือ!
พวกเขาไม่รู้เลยว่าคำพูดของมู่เฉียนซีสามารถเชื่อถือได้หรือไม่ แต่ตอนนี้ทำได้เพียงแค่กัดฟันอดทนต่อไปเท่านั้น
ปัง ปัง ปัง!
มีหลายคนที่โดนโจมตีจนลอยกระเด็นออกไป ซึ่งมันก็ทำให้เลือดลมไหลย้อนกลับกันเลยทีเดียว
หลังจากที่พยายามฝืนอย่างเต็มที่มาเป็นเวลาสิบอึดใจ พวกเขาก็เห็นว่าสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่อันตรายตัวนี้ล้มลงบนพื้นอย่างกะทันหัน
พวกเขาถอนหายใจอย่างโล่งอก ในที่สุดก็จัดการได้แล้ว!
พวกเขาจ้องไปทางมู่เฉียนซีอย่างตกตะลึง แม้ว่ามู่เฉียนซีจะจัดการวานรแขนเหล็กตัวนี้ได้ด้วยการลอบโจมตี แต่จำเป็นต้องบอกว่าพิษของนางนั้นยอดเยี่ยมมากจริง ๆ ขนาดสิ่งมีชีวิตร่าง ยักษ์เช่นนี้ยังสามารถล้มได้
“โฮกกกก!” เพียงแต่พวกเขาดีใจได้ไม่นานเท่าไรนัก เพราะกลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัวกำลังเข้ามาใกล้พวกเขาอีกครั้ง
นัยน์ตาของพวกเขาหดลงอย่างกะทันหัน พวกเขากล่าวว่า “ยังมีอยู่อีกตัวหนึ่ง คิดไม่ถึงว่ายังมี…”
“นี่มันต้องมีอะไรผิดพลาดเป็นแน่! คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีวานรแขนเหล็กถึงสองตัวเช่นนี้”
มันมีสองตัวจริง ๆ ก่อนหน้านี้เป็นตัวเมีย ส่วนในตอนนี้เป็นตัวผู้ที่มีความสามารถแข็งแกร่งยิ่งกว่า ซึ่งความสามารถของมันใกล้เคียงกับระดับมหาจักรพรรดิวิญญาณเลยทีเดียว
ไม่ต้องพูดถึงตอนที่พวกเขาแต่ละคนต่างได้รับบาดเจ็บ และหมดเรี่ยวแรงเลย แม้แต่ตอนที่อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด ก็คาดว่าพวกเขาน่าจะไม่สามารถจัดการเจ้าตัวยักษ์นี้ได้ อีกทั้งพว วกเขาอาจจะมีชีวิตรอดอยู่ภายใต้เงื้อมมือของมันได้ไม่นานเท่าไรนักอีกด้วย
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “พวกเจ้ามัวแต่เหม่ออยู่ทำไม รีบออกไปทางนั้นแล้วรักษาอาการบาดเจ็บเร็วเข้าสิ!”
พวกเขาเหล่านั้นพูดไม่ออกเลยจริง ๆ รักษาอาการบาดเจ็บอย่างนั้นหรือ! ชีวิตยังจะไม่มีอยู่แล้ว รักษาอาการบาดเจ็บไปจะมีประโยชน์อะไรล่ะ
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ไม่สามารถปล่อยให้พวกเขาใช้แรงงานอย่างหนักต่อไปได้อีกแล้ว นอกจากนี้ความสามารถของเจ้านี่ยังไม่เลวอีกด้วย ฉะนั้นมู่เฉียนซีจึงเตรียมที่จะลงมือด้วยตนเอง
เมื่อเห็นว่าคู่ของตนเองถูกทุบตี วานรแขนเหล็กอีกตัวหนึ่งก็โกรธเคืองเป็นอย่างมาก
มันร้องคำรามแล้วพุ่งทะยานออกมา ในเวลานี้ร่างเงาสีม่วงก็สว่างวาบขึ้น และทันใดนั้นบนร่างของมู่เฉียนซีก็ปกคลุมไปด้วยลำแสงสีเขียวอ่อน
จากนั้น กระบี่ยาวสีแดงสดราวกับเพลิงนิรันดร์ก็มิปานได้ปรากฏขึ้นมาในมือของมู่เฉียนซี เปลวเพลิงแห่งการทำลายล้างก็ได้ปะทุขึ้น มู่เฉียนซีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาว่า “เพลิงนภา าพิฆาต!”
ตูมมม!
มีเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวออกมา และทันใดนั้นวานรแขนเหล็กตัวนี้ก็ถูกปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงอย่างกะทันหัน
มันที่โกรธเกรี้ยวได้ปล่อยหมัดพุ่งมาทางมู่เฉียนซีในทันที และแรงระเบิดครั้งแล้วครั้งเล่าก็ได้ทำให้บริเวณโดยรอบถูกทำลายไปจนหมดสิ้น
บริเวณโดยรอบสนามต่อสู้ เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง และพวกเขาก็รีบถอยออกไปไกลอย่างรวดเร็ว
ในตอนนี้พวกเขาดูค่อนข้างสับสน นอกจากนี้บนใบหน้าของพวกเขายังเขียนคำว่าข้าเป็นใคร และข้าอยู่ที่ไหนเอาไว้อีกด้วย นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่
พวกเขาแต่ละคนต่างตื่นตกใจจนดวงตาแทบจะถลนออกมาอยู่แล้ว และเมื่อมองไปยังวานรแขนเหล็กที่กำลังต่อสู้อยู่กับมู่เฉียนซีอย่างสูสีพลางกล่าวว่า “พระเจ้า! นั่นคือมู่เฉียนซี!”
“เจ้าบอกว่านางไม่มีพลังบำเพ็ญมิใช่หรือ เช่นนั้นพลังวิญญาณนี่คืออะไรกันล่ะ นี่…น่าจะเป็นผู้บำเพ็ญภูตพลังขั้นปราชญ์แห่งภูตระดับเก้าขั้นสูงสุดสินะ!”
พวกเขารู้ว่ามู่เฉียนซีไม่ใช่คนของแดนวิญญาณ ฉะนั้นพวกเขาจึงสามารถสัมผัสถึงระดับพลังวิญญาณของนางในตอนนี้ได้
“ทว่าความสามารถระดับนี้ก็ยังถือว่าอ่อนแอกว่าพวกเรามากมิใช่หรือ! แต่…”
พวกเขามองไปยังร่างเงาที่ปกคลุมไปด้วยพลังในการต่อสู้อันรุนแรง ถึงแม้ว่าระดับจะอ่อนแอมาก แต่พลังในการต่อสู้กับแข็งแกร่ง นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ นี่มันจะไม่แปลกประหลาด ดเกินไปหน่อยหรือ!
“ข้อมูลของฝ่าบาทเสียผิดพลาดสินะ! เดิมทีแล้วมู่เฉียนซีไม่ใช่คนที่ไร้ประโยชน์เสียหน่อย!”
“คนผู้นี้ช่างแข็งแกร่งและวิปลาสมากจริง ๆ!”
หากกล่าวว่าวิธีการลอบโจมตีด้วยยาพิษของมู่เฉียนซีก่อนหน้านี้ทำให้พวกเขาไม่กล้าตัดสินอย่างรีบร้อน ฉะนั้นพลังในการต่อสู้ที่รุนแรงของมู่เฉียนซีในตอนนี้ ก็ทำให้พวกเขาแต่ละคนชื่น นชมนางด้วยใจจริง
“แต่ถึงกระนั้น การเอาชนะเจ้าสิ่งนี้ ก็ยังยากมากอยู่ดี! พวกเรารีบฟื้นตัวแล้วไปช่วยนางกันเถอะ”
มู่เฉียนซีไม่สามารถตายได้ หากนางพ่ายแพ้ ต่อไปเจ้าวานรแขนเหล็กนั้นจะต้องมาจัดการพวกเขาอย่างแน่นอน
ในเมื่อพวกเขารวมกลุ่มกันแล้ว เช่นนั้นก็ต้องร่วมมือกันพยายาม และฝ่าฟันความยากลำบากนี้ไปด้วยกัน
“เพลิงนภาพิฆาต!”
“ทักษะโลหิตเจ็ดชั้น!”
มู่เฉียนซีโจมตีด้วยทักษะวิญญาณต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง นางใช้พลังของทั้งสามธาตุผสมผสานกันทั้งธาตุวายุ ธาตุอัคคีและธาตุวารี และก่อนที่พวกเขาจะฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บเพื่อไปช่วย ยเหลือ วานรแขนเหล็กตัวนี้ก็ล้มลงไปกองอยู่บนพื้นด้วยร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลแล้ว
ร่างกายที่มีพลังป้องกันอันแข็งแกร่งของมันถูกเพลิงแผดเผาไปทั่วทั้งตัว และกลิ่นอายของมันในตอนนี้ก็อ่อนแอลงด้วย
มู่เฉียนซีร่อนลงมาจากกลางอากาศ และลำแสงสีเขียวอ่อนก็หายไป ซึ่งมันก็ทำให้มู่เฉียนซีเปลี่ยนกลับมาเป็นคนธรรมดาที่ไม่มีพลังบำเพ็ญใด ๆ อีกครั้ง
พวกเขาวิ่งเข้ามาแล้วกล่าวว่า “มู่เฉียนซี เดิมทีแล้วเจ้าไม่ใช่คนไร้ค่าที่ไม่มีพลังบำเพ็ญ แต่เจ้าแสร้งทำเป็นหมูเพื่อกินเสือได้อย่างสมบูรณ์แบบ คิดจะหลอกให้ตายใจสินะ”
ทันทีที่พวกเขาคิดถึงตอนที่เยาะเย้ยมู่เฉียนซีว่าเป็นคนไร้ค่าไม่มีพลังบำเพ็ญก่อนหน้านี้ พวกเขาแทบอยากจะหาหลุมแล้วคลานลงไปทันที หากเช่นนี้เป็นคนไร้ค่าแล้วละก็ ถ้าอย่างนั้นพวก กเขาคงจะเป็นคนไร้ค่ายิ่งกว่าเสียอีก
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “ก็ข้าไม่มีพลังบำเพ็ญจริง ๆ นี่! เมื่อครู่ข้าเพียงแค่ใช้เคล็ดวิชาลับเพื่อทำให้ข้ามีความสามารถของผู้บำเพ็ญภูตพลังขั้นปราชญ์แห่งภูตระดับเก้าขั้นสูงสุดเท่า านั้นเอง ซึ่งถือว่ามันไม่ใช่ความสามารถของข้าในตอนนี้เลย”
นี่ไม่ใช่ความสามารถของนางในตอนนี้ แต่เป็นความสามารถของนางก่อนหน้านี้ต่างหาก
เรื่องที่นางสามารถทำให้เวลาของตนเองย้อนกลับไปได้นั้น แน่นอนว่ามู่เฉียนซีไม่มีทางบอกให้คนที่ไม่คุ้นเคยและเชื่อใจรู้เป็นอันขาด ดังนั้นการอ้างว่าเป็นเคล็ดวิชาลับถือว่าดีที่ สุดแล้ว
“เคล็ดวิชาลับหรือ! มีวิชาลับเช่นนี้ด้วยอย่างนั้นหรือ” พวกเขากล่าวอย่างเหลือเชื่อ
แต่ไม่ว่าพวกเขาจะเชื่อหรือไม่ มันก็ไม่เกี่ยวกับนางอยู่ดี หลังจากนั้นมู่เฉียนซีก็เดินไปทางวานรแขนเหล็กทั้งสองตัวนั้น และฝึกให้พวกมันทั้งสองตัวเชื่องได้สำเร็จ
เหตุใดถึงเร็วเช่นนี้ นางลงมือเพียงครั้งเดียว ก็สามารถฝึกพวกมันทั้งสองตัวให้เชื่องในเวลาเดียวกันได้แล้ว นี่…
ในฐานะที่ฉู่อวี้เหม่ยเป็นนักฝึกสัตว์คนหนึ่ง ตอนนี้นางได้ถูกโจมตีจนเริ่มสงสัยในชีวิตของตนเองแล้ว
นางเคยได้รับการยกย่องจากอาจารย์ว่าเป็นอัจฉริยะที่หาได้อยากในรอบร้อยปี แต่เมื่อนำมาเทียบกับมู่เฉียนซีแล้ว อย่างนางนี่ถือว่าเป็นอัจฉริยะได้อย่างนั้นหรือ เป็นเหมือนคนไร้ค่ ามากกว่า
หลังจากที่จัดการเสร็จแล้วมู่เฉียนซีก็กล่าวว่า “รักษาให้หาย พวกเราจะได้ล่าสัตว์ต่อ”
การล่าสัตว์ในครั้งนี้ ยากลำบากกว่าที่นางจินตนาการเอาไว้เสียอีก พวกเขาได้ถูกมู่เฉียนซีใช้ให้ไปล่าสัตว์อย่างต่อเนื่องราวกับทาสก็มิปาน และทุกครั้งหลังจากที่พวกเขาผลาญพลังไปจนห หมดแล้วนางถึงจะเริ่มลงมือ ซึ่งนางก็จัดการได้ด้วยเข็มเดียวเท่านั้น
ในตอนที่พวกเขาเจอตัวที่ไม่ไหว มู่เฉียนซีก็จะใช้เคล็ดวิชาลับเพื่อทำให้ตนเองมีความสามารถของผู้บำเพ็ญภูตพลังขั้นปราชญ์แห่งภูตระดับเก้าขั้นสูงสุด
บริเวณรอบนอกไม่มีสัตว์ภูตวิญญาณที่อยู่ในระดับมหาจักรพรรดิวิญญาณ ดังนั้นแค่มีคนวิปลาสอย่างมู่เฉียนซีอยู่ แม้ว่าจะถูกสัตว์ภูตวิญญาณทารุณอย่างน่าสมเพชทุกครั้ง แต่พวกเขาก็รู้ว ว่ามันไม่ได้อันตรายถึงชีวิต ดังนั้นจึงวางใจที่จะต่อสู้อย่างกล้าหาญได้
นี่จะต้องเป็นการทารุณกรรมแน่นอน ซึ่งพวกเขาก็เคยชินกับกาารถูกทารุณกรรมไปแล้ว
การฝึกสัตว์สำหรับมู่เฉียนซีนั้นง่ายดายราวกับดื่มน้ำเปล่าก็มิปาน ยิ่งพวกเขาเริ่มเจอมากเท่าไรก็เริ่มเคยชินมากเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ตื่นตกใจจนตาถลนเหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว
“พี่ใหญ่มู่ พวกเราจัดการได้อีกแล้ว! และครั้งนี้พวกเราสามารถจัดการมันได้ด้วยตนเองด้วย!” พวกเรากล่าวอย่างตื่นเต้น
“นี่เป็นตัวที่อ่อนแอที่สุดเท่าที่พวกเราเคยเจอแล้ว หากพวกเจ้าจัดการไม่ได้ คงทำให้คนของเมืองเสียต้องขายหน้าเป็นแน่” มู่เฉียนซีกล่าวอย่างเรียบเฉย
มุมปากของพวกเขากระตุกขึ้นเล็กน้อย พี่ใหญ่มู่ท่านต้องทำตัวเป็นงูพิษโจมตีคนขนาดนั้นเลยหรือ!
พวกเขาคือคนของเมืองเสีย ได้รับคำสั่งมาจากโยวเยี่ยเสีย แม้ว่าตอนนี้จะร่วมมือกัน แต่พวกเขาก็คือศัตรู ดังนั้นมู่เฉียนซีจึงปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยท่าทางที่ไม่ได้เป็นมิตรเท่าไรนั ก
แต่พวกเขาเองก็เคยชินกับท่าทางเช่นนี้ของมู่เฉียนซีแล้ว ซึ่งพวกเขาก็ทำได้เพียงสาปแช่งอยู่ภายในใจ และไม่กล้าทำให้มู่เฉียนซีต้องไม่พอใจเช่นกัน
การล่าสัตว์ในครั้งนี้ทำให้พวกเขาได้รับอะไรมากมาย เดิมทีคิดว่าจะล่าสัตว์ภูตวิญญาณเพียงแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น แต่ตอนนี้พวกเขากลับจัดการไปได้หลายสิบตัวแล้ว ซึ่งนี่ก็ทำให้พวกเขา าพึงพอใจเป็นอย่างมาก
พวกเขารู้ว่า นี่ไม่ใช่เพราะความสามารถของพวกเขาแข็งแกร่ง แต่เป็นเพราะมีคนวิปลาสอยู่ภายในกลุ่มต่างหาก
เดิมทีคิดว่าเป็นแค่คนที่ถ่วงแข้งถ่วงข้าคนหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นเพราะนางพวกเขาถึงได้ประสบความสำเร็จอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งความรู้สึกที่พวกเขามีต่อมู่เฉียนซีนั้นซับซ้อนเ เป็นอย่างมาก
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “ข้าจะให้คำสั่งสุดท้ายแก่พวกเจ้า!”