ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 143 น่าขยะแขยงนัก
เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนั้น เฮ่อจือหร่านและโม่จิ่วเยี่ยต่างหัน
หน้าหนีพร้อมกัน ไม่อยากมองหน้าตรง ๆ เลย
เฮ่อจือหร่านอดพูดไม่ได้ว่า “น่าขยะแขยงนัก น่าขยะแขยงจริง
ๆ”
ดูเหมือนว่าหลังจากจัดการสองคนนี้แล้ว นางคงต้องท าความ
สะอาดพื้นที่มิติอย่างดีเสียหน่อย…
โม่จิ่วเยี่ยหัวเราะเยาะ แล้วเย้ยหยันว่า “องค์ชายของแผ่นดินกลับ
ขี้ขลาดขนาดนี้ ช่างน่าอับอายจริง ๆ”
หนานเหิงเองก็ไม่อยากท าเรื่องน่าอับอายแบบนี้หรอก แต่จะท า
อย่างไรได้ เมื่อครู่นี้เขาตกใจจนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เลย
ยามนี้ยังถูกทั้งสองคนเยาะเย้ยแบบนี้ เขาก็อยากจะหาหลุมแล้ว
ซ่อนตัวทันที่ ไม่อยากออกไปเจอใครอีกเลยตลอดชีวิต
ในตอนนั้นอวิ๋นหลี่พลันตะโกนสุดเสียงว่า
“โม่จิ่วเยี่ย! หากข้าตาย ข้าก็จะลากโม่อวิ๋นเฟิงตายไปด้วย แล้ว
เจ้าจะต้องเสียใจ!”
หนานเหิงเข้าใจความหมายในค าพูดของอวิ๋นหลี่ทันที่
จากความทรงจ าของเขา ความสัมพันธ์ของพี่น้องสกุลโม่นั้น
แน่นแฟ้นไม่มีอะไรมาท าลายได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อดูท่าทีของโม่จิ่วเยี่ยตอนนี้แล้ว เหมือนเขาจะ
ไม่สนใจชีวิตของโม่อวิ๋นเฟิงเลย
พอนึกถึงเรื่องนี้ ความหวาดกลัวในใจของหนานเหิงก็ยิ่งทวีความ
รุนแรงขึ้น
คนที่ไม่สนใจกระทั่งชีวิตของพี่น้อง เห็นได้ชัดว่าเขาโหดเหี้ยม
เพียงใด
ไม่ว่าวันนี้ตนจะอ้อนวอนอย่างไร โม่จิ่วเยี่ยก็คงไม่ปล่อยเขาไป
แน่
ทว่าหนานเหิงมาถึงจุดนี้แล้ว เขายอมหลอกตัวเองดีกว่ายอมรับ
ความจริง!
“โม่…โม่จิ่วเยี่ย ถ้าเจ้ายอมปล่อยข้าไป ข้าสัญญาว่า พอข้าขึ้น
ครองบัลลังก์ส าเร็จแล้ว จะลบล้างมลทินให้คนสกุลโม่ และคืน
ต าแหน่งแม่ทัพให้เจ้า…ไม่สิ…ข้ายังจะแต่งตั้งเจ้าเป็นอ๋องต่างสกุลอีก
ด้วย…”
หากโม่จิ่วเยี่ยหลงเชื่อค าพูดไร้สาระพวกนี้ของเขาก็แปลกแล้ว
สกุลโม่ต้องการล้างมลทินจริง ๆ แต่ไม่จ าเป็นต้องให้คนขี้ขลาด
ที่กลัวจนปัสสาวะราดมาช่วยหรอก
ยิ่งไปกว่านั้น เขาหมดหวังกับราชส านักโดยสิ้นเชิงแล้ว ค าพูด
หว่านล้อมที่หนานเหิงพูดออกมานั้น ไม่มีแรงดึงดูดส าหรับโม่จิ่วเยี่ย
แม้แต่น้อย
เขามองหนานเหิงด้วยสายตาเย็นชาแวบหนึ่ง แต่ไม่ได้ตอบโต้
อะไร
ตอนนี้เขากับเฮ่อจือหร่านมีจุดประสงค์เดียวกัน คือต้องการให้
สภาพอันน่าเวทนาของอวิ๋นหลี่ท าลายความตั้งใจที่เหลืออยู่ของ
หนานเหิงให้สิ้นซาก
หนานเหิงเห็นว่าโม่จิ่วเยี่ยไม่ได้บอกปัด จึงคิดว่าเขาสนใจค าพูด
ของตนเองและเตรียมจะหลอกล่ออีกฝ่ายต่อไป
ขณะหนานเหิงก าลังจะเอ่ยปาก ร่างของอวิ๋นหลี่ที่ดิ้นทุรนทุราย
ไม่หยุดก็กลิ้งมาอยู่ใกล้เขาอีกครั้ง
หนานเหิงหลบไม่ทัน จึงถูกน ้าหนองที่น่าสะอิดสะเอียนบน
ตัวอวิ๋นหลี่
“อวิ๋นหลี่ เจ้าถอยไปหน่อย อย่ามาแตะต้องตัวข้า!”
อวิ๋นหลี่ได้ยินเสียงของหนานเหิง นางพยายามข่มกลั้นความ
ทรมานแล้วตะโกนว่า
“หนานเหิง เจ้าก็ตกอยู่ในเงื้อมมือของโม่จิ่วเยี่ยเหมือนกัน มีสิทธิ์
อะไรมาเยาะเย้ยข้า? การทรมานที่ข้าได้รับตอนนี้ เชื่อว่าอีกไม่นาน
คงจะถึงคราวของเจ้าแล้ว!”
หนานเหิงได้ยินดังนั้น ร่างกายก็สั่นสะท้านทันที่
เขาเป็นถึงองค์ชายแห่งราชวงศ์ต้าซุ่น เขาไม่เชื่อว่าโม่จิ่วเยี่ยจะ
กล้าปฏิบัติกับเขาแบบนั้น
“ไม่…มันเป็นไปไม่ได้ สถานะของเราสองคนต่างกัน! โม่จิ่วเยี่ยไม่
กล้าท าอะไรข้าหรอก”
เห็นหนานเหิงใกล้ตายแล้วแต่ยังไม่ยอมรับความจริง อวิ๋นหลี่จึง
กล่าวเยาะเย้ยว่า “เช่นนั้นเจ้าก็คอยดูเอาเองเถอะ!”
พูดจบประโยคนี้ อาการของอวิ๋นหลี่ก็กลับมาคลุ้มคลั่งอีกครั้ง
ร่างกายเกลืองกลิ้งไปมาบนพื้น ไม่นานก็ไม่มีเสียงอะไรอีก
ต่อหน้าหนานเหิง เฮ่อจือหร่านตั้งใจใช้จิตส านึกส่งร่างของอวิ๋นห
ลี่ไปยังมุมที่ไม่สะดุดตา
หนานเหิงเห็นกับตาว่าสตรีแปลกหน้าคนนั้นเพียงโบกมือเบา ๆ
ร่างของอวิ๋นหลี่ก็ลอยขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วตกลงบนพื้น
ภาพนี้ดูพิสดารยิ่งนักในสายตาของหนานเหิง ถึงขนาดที่ท าให้
เขานึกถึงเรื่องเหนือจินตนาการ
เขาไม่รู้ว่าสตรีแสนสวยที่อยู่ข้างกายโม่จิ่วเยี่ยเป็นใคร และใน
สถานการณ์พิเศษเช่นนี้ เขาก็ไม่มีพลังมากพอจะคิดใคร่ครวญแล้ว
ใครจะรู้ว่าสตรีที่เขามองข้ามคนนี้กลับรู้เรื่องวิชาอาคม
เขาจ้องมองเฮ่อจือหร่านด้วยความหวาดกลัว ร่างกายคดเข้าหา
กันตามสัญชาตญาณ
“เจ้า…เจ้าเป็นใครกันแน่?”
เฮ่อจือหร่านทั้งชาตินี้และชาติก่อนมักดูถูกผู้ชายขี้ขลาดแบบนี้
ที่สุด
“ข้าเป็นใครไม่ใช่เรื่องที่เจ้ามีสิทธิ์จะรู้ ถ้าไม่อยากมีจุดจบ
เหมือนกับอวิ๋นหลี่ ก็ตอบค าถามของพวกเรามาตามตรง”
ขณะเดียวกัน โม่จิ่วเยี่ยก็ก้าวเข้าไปอย่างรวดเร็ว ก่อนคว้าผม
ของหนานเหิงแล้วดึงขึ้นมา
“เจ้าได้ยินหรือไม่? ถ้าไม่อยากตายอย่างอนาถก็บอกมาตามตรง
ว่าเจ้าคิดจะท าอะไรกับคนสกุลโม่บ้าง!”
เมื่อเผชิญกับค าถามของโม่จิ่วเยี่ย หนานเหิงหลบเลี่ยงสายตา
เขามองไปทางเฮ่อจือหร่านก่อน แล้วมองไปยังศพที่ถูกทิ้งไว้ไกล
ออกไป สุดท้ายก็นึกถึงสิ่งที่ตัวเองเคยท ากับสกุลโม่
ตอนนี้หนานเหิงมีเหงื่อผุดจนเต็มหน้าผากแล้ว
โม่จิ่วเยี่ยเตือนด้วยน ้าเสียงเย็นชาอีกครั้ง “คิดดีแล้วหรือยังว่าเจ้า
จะพูดอะไร?”
หนานเหิงรู้สึกว่าจิตใจตัวเองก าลังจะแตกสลาย
เขาตะโกนด้วยความเจ็บปวด “ไม่…โม่จิ่วเยี่ย ข้าเป็นองค์ชาย
แห่งราชวงศ์ต้าซุ่น เจ้าไม่สามารถท าแบบนี้กับข้าได้…”
โม่จิ่วเยี่ยหมดความอดทนกับหนานเหิงไปนานแล้ว
เขาจับมีดทหารในมือแน่น ปลายแหลมชี้ลง แล้วแทงลงบนเท้า
ของหนานเหิง
“เจ้าจะพูดหรือไม่พูด!?”
หนานเหิงเจ็บปวดจนร้องครวญครางเหมือนหมูที่ถูกเชือด
ในทันที่
“อ๊ากกก…โม่จิ่วเยี่ย เจ้าไม่อาจท ากับข้าแบบนี้…”
เฮ่อจือหร่านมองนาฬิกาแขวนในห้องพยาบาล นางกับโม่จิ่วเยี่ย
เข้ามาในพื้นที่มิติได้สองชั่วยามกว่าแล้ว
ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ข้างนอกก็จะคงสว่างแล้ว
แต่เดิมพอเห็นท่าทางขี้ขลาดของหนานเหิง นางไม่ได้ตั้งใจจะใช้
วิธีสะกดจิตเพื่อสอบถามข้อมูลจากเขา
เพราะความสามารถในการสะกดจิตที่นางมีนั้นเป็นเพียงความรู้
ผิวเผิน จึงไม่กล้ารับประกันว่ามันจะส าเร็จทุกครั้งที่ใช้งาน
ยิ่งไปกว่านั้น นางเพิ่งใช้การสะกดจิตกับอวิ๋นหลี่ไป จึงสูญเสีย
แรงกายไปมาก หากจะใช้กับหนานเหิงอีก ก็เกรงว่าโอกาสส าเร็จคง
ไม่สูงนัก
แต่สถานการณ์ตอนนี้ไม่อาจปล่อยให้พวกเขาเสียเวลาต่อไปได้
แล้ว
ดังนั้นเฮ่อจือหร่านจึงตัดสินใจลองใช้การสะกดจิตกับหนานเหิงดู
ขณะที่นางก าลังจะลงมือ ก็เห็นว่าโม่จิ่วเยี่ยบีบบังคับให้หนานเหิง
ยอมเปิดปากพูดแล้ว
“ข้าจะบอกทุกอย่างที่รู้ให้เจ้าฟัง ขอแค่เจ้าปล่อยข้าไป” เขาถูก
โม่จิ่วเยี่ยท าให้กลัวจนแทบเสียสติ
โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้ให้สัญญาใด ๆ เพียงแค่โบกมีดไปมาตรงหน้า
หนานเหิง
“พูดมา!”
เฮ่อจือหร่านเห็นดังนั้นจึงคิดได้อย่างฉับพลัน รีบซื้อเครื่อง
บันทึกเสียงจากเถาเป่า
ก่อนหน้าที่หนานเหิงจะเปิดปาก นางเปิดเครื่องบันทึกเสียงและตั้ง
ค่าให้บันทึก จากนั้นก็ยืนอยู่ข้าง ๆ โม่จิ่วเยี่ย
ไม่ว่าเครื่องบันทึกเสียงนี้จะได้ใช้ประโยชน์ในอนาคตหรือไม่ แต่
การเตรียมพร้อมย่อมดีกว่าไม่เตรียมตัว
หนานเหิงจ้องมองคนทั้งสองอย่างหวาดกลัว แล้วเอ่ยว่า
“หลักฐานการกบฏของสกุลโม่ บางส่วนเป็นของปลอมที่ข้าขอร้องให้
ราชครูจากหนานเจียงสร้างขึ้น และยังมี…ยังมี…”
เห็นหนานเหิงพูดจาติดขัด โม่จิ่วเยี่ยจึงเร่งด้วยน ้าเสียงดุดัน “ยัง
มีอะไรอีก!?”
“ยังมี…ยังมีเรื่องการตายของโม่ซิวเหยียน…”
เมื่อได้ยินชื่อของโม่ซิวเหยียน ดวงตาของโม่จิ่วเยี่ยก็ฉายแวว
อาฆาตแค้นอีกครั้ง
เขาคว้าคอเสื้อของหนานเหิงแล้วซักถามอย่างเดือดดาล “เจ้า
เป็นคนท าให้พี่สี่ของข้าต้องตายใช่หรือไม่!”
ครั้นนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ในอดีต พี่ใหญ่ พี่รอง และพี่สาม
ต่างเสียชีวิตในสนามรบ ดังนั้นพี่สี่อย่างโม่ซิวเหยียน จึงตัดสินใจ
รับหน้าที่ส าคัญในการปกป้องชายแดนอย่างแน่วแน่